อุ๊ย!
ร่างเล็กเดินชนร่างใหญ่จนเสียหลักเกือบล้ม แต่โชคดีคนตัวโตคว้ากอดไว้ทัน ทั้งสองสบจ้องตากันครู่หนึ่งก่อนคนตัวเล็กจะหลบสายตาเมื่อสบจ้องกับดวงตาดุดันเข้มขรึมของอีกฝ่าย
มาเฟียหนุ่มผละเงยหน้าจากดวงหน้าสวยไร้เดียงสาที่ตนเผลอจ้องไปครู่หนึ่งขึ้นส่งสายตาให้คนของตัวเองไม่ให้วู่วามใจร้อน หากช้ากว่านี้ คนของเขาคงรีบเข้ามากระชากร่างเล็กออกห่างจากวงแขนแข็งแรงและกระชากปืนจี้หัวเธอแน่นอน
“ขะ...ขอโทษนะคะ” คนตัวเล็กในชุดนักเรียนรีบเอ่ยขอโทษพร้อมดันตัวเองยืนให้มั่นคงโดยได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าของวงแขนแข็งแรงที่ตนเดินชน เมื่อกี้เธอรีบเดินจนไม่ทันระวังและดูว่ามีเขาเดินสวนมาจนทำให้ชนร่างใหญ่เข้าอย่างจังจนเกือบล้ม
มาเฟียหนุ่มทำเพียงพยักหน้าตอบแล้วมองดูคนตัวเล็กในชุดนักเรียนเดินเร่งรีบจากไปหลังจากยืนมั่นคง
“ให้คนของเราไปตามดูเธอไหมคุณฮันเตอร์?” คนสนิทเดินเข้ามาถาม
ทศรรห์ก้มลงหยิบกิ๊บโบติดผมสีน้ำเงินของเธอที่ตกกับพื้นขึ้นมาถือแล้วมองดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกำแน่นแล้วเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงสแล็คตนเอง
“แค่เด็กนักเรียน คิดมากขุน” เขาตอบกลับแล้วขยับเสื้อสูทตัวเองเล็กน้อยเดินเข้าไปในตัวอาคารสี่สิบชั้นตรงหน้าของตนเอง ทศรรห์(ทะ-สัน) ทรัพย์สกุล หรือฮันเตอร์ มาเฟียหนุ่มลูกครึ่งไทย-จีน-ฟิลิปปินส์ วัยยี่สิบเก้าปี ทายาทคนเดียวของนายทศวรรษ นักการเมืองกับนางมาจา พ่อของเขาเป็นลูกครึ่งไทย-จีน ส่วนมารดาเป็นคนฟิลิปปินส์ พ่อกับแม่ทศรรห์แยกทางกันตั้งแต่เขาอายุสิบสามขวบ แยกทางกัน แต่ยังไม่ได้หย่ากัน
“บอกป๊าหรือยังว่าวันนี้ฉันเสร็จงาน ฉันจะบินไปหาเนย์” ขณะก้าวขาเดินเข้าไปในตึกก็พูดไปด้วย ‘เนย์’ คือคำที่เขาใช้เรียก ‘แม่’ ของเขา
“ครับ ผมแจ้งเลขาของท่าน สส. แล้วครับ”
“ทุนการศึกษาฉันยังต้องไปมอบไหม?”
“ไม่ไปก็ได้ครับ”
“วันไหนล่ะมอบทุน?”
“คุณฮันเตอร์กลับมาจากหาเนย์พอดีครับ”
“งั้นก็ตามนี้ ฉันว่ารอบนี้ฉันจะไปมอบทุนด้วยตัวเอง” จริงๆ ไม่ได้อยากไป แต่เป็นคำสั่งของพ่อว่ารอบนี้เขาต้องไปมอบทุนการศึกษาด้วยตัวเอง
เกือบไม่ทันรถเมล์รอบนี้ซะแล้ว หญิงสาวในชุดนักเรียนขึ้นมาบนรถเมล์แล้วเดินหาที่นั่ง พอได้ที่นั่งก็รีบเปิดดูกระเป๋าผ้าตัวเองว่าเผลอทำอะไรหายไปไหม
“ดีนะ ที่ยังอยู่ครบ” ที่อยู่ครบคือเงินค่าแรงทำงานพาร์ตไทม์ของตัวเอง เหมือนแพร สุขสม หรือเหมือน เด็กกำพร้าที่อายุครบสิบแปดปีเต็มวันนี้
“ถ้าหายไป แย่แน่เรา ไม่มีเงินจ่ายค่าเค้กที่สั่งไปฉลองวันเกิดกับได้ทุนเรียนต่อมหา’ลัยกับน้องๆ แม่ครู พ่อครูที่บ้านแน่” เธอพึมพำกับตัวเองแล้วก็นั่งยิ้มมองดูบรรยากาศด้านนอกรถเมล์ที่กำลังวิ่งด้วยใบหน้ายิ้ม