“ยินดีด้วยนะคะพี่เชนทร์ พี่อร ขอให้รักกันยั่งยืนมั่นคง มีน้องเร็วๆ นะคะ”
สาวรูปร่างน่ารักกะทัดรัดเอ่ยกับคู่บ่าวสาวที่ยืนอยู่ตรงซุ้มดอกไม้ด้านหน้าเพื่อถ่ายรูปกับแขกที่เข้ามาในงานอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส
“ขอบใจจ้ะพริก”
เจ้าสาวพูดขึ้นก่อนพร้อมกับโอบไหล่บาง ซึ่งเธอก็โอบเอวตอบกลับอย่างแสดงความยินดี
“ขอบใจน้องพริก”
ฝ่ายเจ้าบ่าวเองก็เอ่ยตามมา ใบหน้าคมดูใจดียิ้มให้อย่างอ่อนโยน
จากนั้นหญิงสาวก็ถ่ายรูปพร้อมกับเจ้าบ่าวเจ้าสาวครู่หนึ่ง ก่อนจะไปยังโต๊ะซึ่งจัดให้นั่งกันตามกลุ่มคนที่รู้จักกัน
“พริกมาแล้ว ทางนี้ๆ”
กุลนารีเพื่อนสนิทจากที่ทำงานเดียวกันชูมือขึ้นพร้อมกับเรียกเบาๆ มาจากโต๊ะที่รวมเพื่อนร่วมงานบริษัทเธอ ซึ่งมีสามโต๊ะจึงสามารถเลือกนั่งได้ตามความสนิทสนม
“วันนี้คุณเลขาสวยนะจ๊ะ”
คนมาใหม่เอ่ยทักเพื่อนสนิทเป็นประโยคแรกเมื่อมาถึงโต๊ะทำเอาอีกฝ่ายยิ้มหวานเอียงอาย
“แหมทำมาเป็นชม พริกก็จัดเต็มเหมือนกันนะ”
เมื่อเพื่อนแซวกลับ ญาดากลับเพียงยิ้มบาง ทว่าไปไม่ถึงดวงตาคู่กลมโตที่สวยอย่างธรรมชาติ ชนิดที่แทบไม่ต้องเขียนเสริมเติมแต่งก็ยังโตจนหลายคนอิจฉา
วันนี้สองสาวต่างก็เลือกใส่ชุดสีฟ้าเหมือนกัน แม้ธีมสีของงานจะเป็นชมพูกับฟ้า เพราะทั้งคู่คิดว่าตนเองไม่เหมาะกับสีหวานๆ อย่างสีชมพู ทว่าสไตล์ชุดต่างกัน ญาดาเลือกเป็นชุดผ้าลูกไม้แขนสั้นนิดๆ น่ารักราวตุ๊กตา กระโปรงบานสวยงามพอดีเข่า ส่วนกุลนารีเป็นแสกชีฟองบานสั้นเหนือเข่า คอลึก หากก็ปกปิดเรียบร้อยเพราะเจ้าตัวเซฟด้วยเกาะอกไว้ด้านใน ทว่าก็ดูสวยแปลกตากว่าทุกวันทั้งคู่
ญาดากับกุลนารีคุยกันไม่นานรุ่นพี่ฝ่ายบัญชีและบรรณาธิการสองคนที่นั่งร่วมโต๊ะด้วยซึ่งไปตักอาหารก็กลับมา ญาดาทักทายก่อนที่สองสาวจะลุกไปตักบ้าง เมื่อกลับมาก็เจอพนิดาเจ้านายโดยตรงของญาดา
“สวัสดีค่ะคุณวุ้น”
สองสาวยกมือไหว้ แม้ว่ากุลนารีจะเป็นเลขาของประธารกรรมการบริษัท ทว่าพนิดาก็อายุมากกว่าทั้งสองสาว ถึงจะเพียงสองปีก็ตาม ที่สำคัญเป็นน้องสาวของประธารกรรมการ
“พริกคิดว่าคุณวุ้นเป็นเพื่อนเจ้าสาว”
พนิดามองลูกน้องสาวของตนตาดุ ซึ่งวันนี้เจ้าตัวไม่ได้ใส่แว่น น่าจะใส่คอนเทกเลนส์ทำให้สบกับดวงตาคมคู่สวยได้อย่างชัดเจน จนญาดาถึงกับยิ้มแหยหน้าเจื่อน แล้วลอบสบตากับอนงค์นางบก.สาวรุ่นพี่ อีกฝ่ายก็แอบขำ
“นี่เราแซวคุณวุ้นหรือไงหืม พริก”
“เปล่านะพี่อนงค์ พริกขอโทษค่ะคุณวุ้น”
หญิงสาวรีบแก้ตัวแล้วขอโทษเจ้านายทันที
อีกฝ่ายเพียงยักไหล่พร้อมทำหน้าเซ็ง นั่นเพราะชุดของเธอดันเป็นสีชมพูที่โทนเดียวกันกับบรรดาเพื่อนเจ้าสาวของนิอร แถมตนยังเป็นเพื่อนสนิทของอีกฝ่ายด้วย เธอจึงพอยกโทษกับความเข้าใจผิดของลูกน้องสาวได้
“ช่างเถอะ พี่เลือกชุดผิดเองแหละ”
พูดจบเจ้าตัวก็บอกว่าจะไปตักอาหาร แล้วลุกไปโดยมีอนงค์นางไปเป็นเพื่อน ญาดาได้แต่สบตากับกุลนารีแล้วมองรุ่นพี่ฝ่ายบัญชีพร้อมกับทำหน้าเศร้า แต่สองคนกลับหัวเราะคิกขำขัน ไม่มีใครปลอบใจความผิดพลาดของเธอ
“อะแฮ่ม”
เสียงทุ้มดังขึ้นทำให้สาวๆ หันมองแล้วก็เห็นหนุ่มหล่อคุ้นหน้าก้าวมายืนล้วงกระเป๋าอยู่ใกล้ๆ ญาดา
“อู้หู วันนี้หล่อจังเลยนะซัน ดูโตกว่าเดิมเยอะเลย”
นลินีฝ่ายบัญชีชมหนุ่มอายุน้อยกว่า แถมมองตาเคลิ้ม ซึ่งอีกฝ่ายก็ยิ้มมุมปากอย่างมั่นใจ
“ผมโตแล้วครับพี่น้ำ”
ภาสกรพูดพร้อมขยิบตาให้สาวรุ่นพี่อย่างหว่านเสน่ห์ทำเอาอีกฝ่ายแก้มแดง แต่เขาละสายตามามองคนใกล้ตัวโดยไม่ได้ให้ความสนใจคนที่คุยด้วยอีก มือหนาข้างหนึ่งวางลงบนพนักเก้าอี้ที่ญาดานั่งอยู่
“ว่าแต่ทำไมพี่พริกไม่มากับผม ผมบอกให้รอแป๊บนึงไง”
ชายหนุ่มพูดพร้อมกับก้มลงมามองเธอด้วยท่าทางดูค่อนข้างสนิทสนมในสายตาคนอื่น
“เอ่อ...”
“อุ๊ย ทำไมต้องมาด้วยกัน มีข่าวดีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ”
นลินีถามขึ้นด้วยความสนใจ ทำเอาคนที่ต้องตอบชะงักคำพูดไปและเดาได้ทันทีว่าอีกสองสามวันอาจมีเรื่องลือแปลกๆ ระหว่างเธอกับภาสกรในบริษัทหากไม่เลือกคำพูดให้ดี
หญิงสาวมองคนที่อยู่ๆ ก็เข้ามาถามพร้อมขมวดคิ้วมุ่นไม่พอใจ ก่อนจะหันไปตอบนลินี
“อยู่คอนโดเดียวกันน่ะค่ะพี่น้ำ”
“บังเอิญจังเลยเนอะ”
ญาดาจะไม่ซีเรียสเลยหากนลินีไม่ทำตาวาววิบวับพร้อมคำพูดนั้น เธอหันกลับมามองชายหนุ่มอย่างหงุดหงิด
“พี่ไม่อยากมาช้าจนเป็นจุดสนใจ นายมัวชักช้าอยู่ได้พี่ก็มาก่อนสิ”
“คิดเยอะจัง”
ภาสกรบ่นเบาๆ ก่อนจะยักไหล่แล้วก้มลงมาใกล้เธออีกนิด
“เอาเถอะ ตอนกลับห้ามหนีกลับก่อนนะครับ มันดึกกลับคนเดียวอันตราย”
ชายหนุ่มพูดจบก็ขยิบตาให้เธอ ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่ฟังคำตอบ สวนกับพนิดาและอนงค์นางที่เดินกลับมาพอดีก็ยกมือไหว้ สองสาวต่างก็พนักหน้ารับนิดๆ
“อะไรน่ะ เด็กนั่นจีบพริกเหรอ ทำไมไม่เห็นบอกกันบ้างเลย”
เพื่อนสาวถามทันควัน ญาดารับรู้ได้ว่าสายตาของนลินีสนอกสนใจเต็มที่ทั้งที่ไม่ได้หันมอง หากเธอก็ถอนหายใจแล้วส่ายหน้าให้เพื่อนด้วยท่าทางเซ็งๆ ไม่อธิบายอะไร พูดไปก็รู้ว่าคนอื่นๆ ในบริษัทจะไม่สนใจสิ่งที่ตนพูด เอาไว้คุยกับกุลนารีตามลำพังดีกว่า พอดีกับที่พนิดากังอนงค์นางมาถึงโต๊ะและพูดเรื่องที่ต้องประชุมในวันจันทร์หน้า เรื่องน่าเมาท์ของญาดาจึงตกไป
“จูบเลย! จูบเลย!”
เสียงร่ำร้องจากบรรดาเพื่อนฝูงด้านล่างเวทีหลังพูดคุยกับบ่าวสาวจบทำให้ญาดายกไวน์ของตนขึ้นดื่มจนหมดแล้วขยับไปกระซิบกับเพื่อนสนิทใกล้ๆ
“พริกไปเข้าห้องน้ำนะ”
“ไหวแน่นะ แก้มไปด้วยไหม”
กุลนารีถามกลับเพราะอาการของเพื่อนค่อนข้างแสดงออกชัดเจนว่าเมาแล้ว
“ไปได้สบายมาก”
ญาดายิ้มหวานส่งให้แล้วรีบลุกขึ้นยืนตรงหันหลังขณะเดียวกับที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวขยับตัวเข้าใกล้กันมากขึ้น มองสบตากันหวานฉ่ำ ร่างบางพยายามตั้งตัวให้มั่นคงแล้วเดินห่างออกมาช้าๆ ท่ามกลางเสียงปรบมือโห่เฮของแขกเหรื่อ รู้สึกขอบตาร้อนผ่าวจนต้องกะพริบตาถี่ไล่น้ำที่คลอขึ้นมา บังคับขาที่หนักอึ้งของตนให้ก้าวต่อ เพราะรู้ดีว่าร่างกายตัวเองค่อนข้างโอนเอน หากก็ยังเอื้อมมือไปหยิบแก้วไวน์จากบริกรที่เดินผ่านขึ้นมาดื่มจนหมดซ้ำอีกแล้ววางแก้วคืนก่อนออกจากห้องจัดเลี้ยง
เมื่อพ้นประตูไปก็ใช้มือเท้าผนังๆ ค่อยๆ เดินต่อไปยังห้องน้ำ อยากหนีให้ไกลจากตรงนี้ด้วยเวลานี้เธอไม่สามารถกลั้นน้ำตาได้แล้ว
ไหล่เล็กขยับเบาๆ พร้อมน้ำใสไหลลงอาบแก้ม นับตั้งแต่วันนี้การได้เฝ้ามองใครบางคนด้วยความสุขเล็กๆ ในหัวใจได้จบลงแล้ว ญาดาบอกตัวเอง ทั้งที่ไม่อยากร้องไห้ทว่าก็ไม่อาจห้ามน้ำตาได้
ใช่ว่าไม่รู้ไม่เห็นว่าคนที่เธอแอบรักมีแฟนและคบหากันอย่างจริงจัง ทว่าหญิงสาวก็รู้สึกยินดีกับคนทั้งสองมาตลอด ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าเรื่องอกหักเป็นเรื่องธรรมดาแล้วก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอได้พบเจอ เพราะชายหนุ่มคือคนเดียวที่เธอเฝ้ามองเสมอมา ญาดาจึงต้องเผชิญกับภาวะแห้วรับประทานอีกเป็นครั้งที่สองในที่ทำงาน เหมือนครั้งที่เรียนมหาวิทยาลัย
เธอพยายามเข้มแข็งแม้ในใจจะเจ็บแปลบทุกครั้งที่ได้เห็นคู่รักหวานชื่น ถึงจะไม่ได้อิจฉา แต่ก็อดเศร้าลึกอยู่คนเดียวไม่ได้ เพราะเธอไม่กล้า จึงต้องเป็นฝ่ายเก็บงำความรู้สึกอยู่เพียงในใจ ไม่อาจแสดงออกมาให้ใครรู้ได้
“ญาดา ไม่สบายเหรอ”
เสียงเรียกทุ้มดังขึ้นทำให้คนที่กำลังยืนก้มหน้าพิงผนังใกล้ทางเข้าห้องน้ำยกมือขึ้นปาดน้ำตาเร็วๆ แม้รู้ว่ามันคงทิ้งรอยคราบไว้ก็ตาม เหลือบมองคนที่ทักเล็กน้อยเพราะทั้งมึนทั้งเสียใจระคนกันจนแยกไม่ออก
“คุณพศิน”
หญิงสาวเอ่ยชื่อเจ้านายของตนด้วยเสียงที่พยายามให้ดูปกติ ทว่าเพียงแค่เห็นหน้าเธอคิ้วเข้มก็ขมวด เพราะได้เจอกันในงานก่อนหน้านี้จึงไม่จำเป็นต้องไหว้อีกฝ่ายซ้ำ
“คุณเมานี่ ทำไมมาอยู่ตรงนี้คนเดียว”
คนที่เพิ่งออกจากห้องน้ำชายมามีสีหน้าเป็นห่วงแล้วมองสังเกตเธออย่างจริงจัง แต่ญาดาโบกไม้โบกมือสองข้างตรงหน้าตนเอง ตาปรือปรอย ส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่เมาเท่าไรค่ะ”
“ไม่คิดว่าคุณจะเป็นขาดื่ม?”
อีกฝ่ายยังดูสงสัย แล้วถามต่อ
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่า คุณดูเหมือน...”
“ปละ...เปล่าค่ะ ดิฉัน...ไม่ได้ร้องไห้นะคะ”
คนเมาที่เสียงไม่ปกติแล้วรีบบอกจนลิ้นแทบพันกัน ก่อนจะหาทางเลี่ยง
“ขอตัวเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตานะคะ”
เธอบอกแล้วรีบผลุบเข้าห้องน้ำไป คนที่ไม่เชื่อนักจึงเอ่ยตามหลัง
“ยังไงผมจะบอกให้กุลนารีมาดูคุณนะ”
หญิงสาวที่เข้าห้องน้ำไปแล้วไม่ได้ตอบ ทว่าชายหนุ่มมองตามชั่วครู่ก่อนจะกลับไปยังห้องจัดเลี้ยงเพื่อทำตามเลขาของตน เพราะดูท่าทางพนักงานสาวค่อนข้างน่าเป็นห่วง
ทั้งที่ล้างหน้าล้างตาแล้วก็ไม่ได้ช่วยให้ญาดาดีขึ้นเท่าไรนัก หญิงสาวยืนมองสภาพตัวเองที่ตาปรือปรอย หน้าแดงก่ำที่สะท้อนจากกระจกอย่างนึกสมเพชตัวเอง เธอไม่คิดว่าการอกหักมันจะแย่ขนาดนี้ อาจเพราะเก็บกดเอาไว้มานาน ในวันที่ได้เห็นคนที่แอบรักเข้าประตูวิวาห์ก็เหมือนถูกปิดตายประตูหัวใจของเธอลงอย่างจริงจังเช่นกัน
แม้ไม่เคยหวังให้คนสองคนเลิกกัน แต่เธอก็ขอทำใจไปอีกนานหน่อย ทว่าทั้งคู่กลับคบหากันเพียงปีเดียวและตกลงแต่งงานในที่สุด
น้ำตาไหลอาบแก้มเนียนอีกครั้งเมื่อคิดไปถึงวันที่นิอรยื่นซองสีชมพูหวานให้เธอพร้อมบอกด้วยรอยยิ้มเขินอาย
‘งานแต่งพี่ เดือนหน้าจ้ะ’
เดือนเดียว! ดูจากวันที่ในการ์ดแล้วญาดามีเวลาเตรียมความรู้สึกตัวเองไม่ถึงสามสิบวันด้วยซ้ำ หญิงสาวเคยคิดว่าตนจะรับมือได้ แต่เปล่าเลย นับตั้งแต่ก้าวมาในงานใจเธอหนักอึ้งอยู่ตลอดเวลา ถึงจะเอ่ยคำยินดีกับคู่บ่าวสาวด้วยความจริงใจก็ตาม หากในใจของเธอกลับเบาโหวงราวกับบางสิ่งบางอย่างที่ยึดเหนี่ยวมานานหลายปีหลุดลอยหายไปจนต้องใช้ไวน์กดความรู้สึกของตัวเอง เพราะไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรให้อาการที่เหมือนมีคนเอาเข็มเล็กๆ มาทิ่ม เกิดบาดแผลที่มองไม่เห็นแต่เมื่อถูกบีบเลือดก็ล้นออกมาจนแดงฉานล้างออกได้หมด
เธอไม่อยากเจ็บแบบนี้เลย ต้องทำอย่างไรความปวดหน่วงในใจนี้ถึงจะเลือนหาย
มือบางยกขึ้นปาดน้ำตาอีกครั้งแล้วเดินขาปัดป่ายออกจากห้องน้ำอย่างระมัดระวัง รู้ตัวว่าร่างกายถูกฤทธิ์แอลกอฮอล์ครอบงำเกินกว่าปกติ หากก็มั่นใจว่าเธอยังดูแลตัวเองได้ เวลานี้เธอต้องการแค่หาทางหนีให้พ้นจากความหนึบปวดแปลบปลาบในอกเพียงนั้น
‘ฉันต้องทำยังไง ใครก็ได้บอกที’
ร่างบางโผเผจากหน้าห้องน้ำ เดินก้มหน้ากุมหัว โอนเอียงซ้ายทีขวาที แต่แล้วก็ชนเข้ากับใครคนหนึ่งเข้าอย่างจัง ความหนาแน่นใหญ่โตทำเอาญาดาผงะ
“อุ๊ย...”
หญิงสาวคิดว่าตัวเองต้องล้มก้นจ้ำเบ้าแน่นอนจึงหลับตาปี๋ ทว่าผิดคาด แขนของอีกฝ่ายโอบเอวเธอไว้จนร่างเล็กซวนซบเข้าหาอกแกร่งในชุดสูทเนี้ยบ หน้าผากมนชนอกชายหนุ่มเบาๆ ก่อนจะเงยมองเขา
“ขอบคุณค่ะ”
เสียงหวานยานคางบอก ตาปรือพยายามเปิดมองแต่ความที่ยืนใกล้เกินไป หัวหนักอึ้งและเมามายจึงเห็นในระยะจำกัด ใบหน้าคมเอนออกห่างเพื่อจะก้มมองเธอ หากแต่มีบางอย่างที่สะดุดตาญาดาเสียก่อนเธอจึงไม่สนใจสิ่งอื่น
ปากได้รูปสีสดดูสวยน่าหลงใหลทั้งยังดึงดูดอย่างเหลือเชื่อ ดวงตาที่หรี่ปรือมองปากที่ขยับตรงหน้าเพียงอย่างเดียวด้วยความเคลิบเคลิ้ม แทบไม่ได้ยินอีกฝ่ายพูดด้วยซ้ำ
“เมาขนาดนี้ได้ยังไงน่ะพริก”
หญิงสาวยิ้มหวานเคลื่อนตัวขึ้นหาสิ่งที่ดูเชิญชวนนักสำหรับตนเอง ไม่เคยเห็นปากผู้ชายน่าจูบขนาดนี้มาก่อนเลย ปากบนบาง ปากล่างหนากว่าได้รูปเหมาะเจาะพอดี แถมยังสีแดงได้อย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นปากผู้ชาย
“พริก รู้ตัวไหมเนี่ย...อุบ”
‘อืม...กระด้างนิดหน่อยแต่อุ่นดีจัง’
ญาดาคิดในใจขณะแนบปากตนเองขึ้นหาปากใครคนนั้นก่อนจะปัดป่ายถูไถไปมาด้วยความพึงพอใจ
======