“ชีวิตคนเราก็แบบนี้แหละ พูดถึงแล้วก็คิดถึงซีนะ วันนี้พ่อทำแกงส้มดอกแคปลานิลของโปรดของซีเลย ยังมีน้ำพริกเห็ดฟางด้วย อยู่ที่โน่นจะได้กินหรือเปล่าไม่รู้”
“คงได้กินแหละ แล้วมื้อเย็นนี้พ่อไม่ต้องกลัวว่ากับข้าวจะเหลือนะ แก้วจะกินเผื่อซีเอง”
“กินเผื่อหรือตะกละ อีกหน่อยได้เป็นตุ่มต่อขา ไม่ต้องเดินไปเรียนแล้ว กลิ้งไปแทน”
“พ่ออะ”
สาวน้อยแกล้งทำหน้างอ แต่ไม่กี่วินาทีก็ยิ้มแฉ่งให้พ่อทั้งยังเข้าไปกอดอ้อน ก่อนจะช่วยยกสำรับขึ้นมาตั้งบนชานระเบียง
แก้วตาเองก็คิดถึงซีมาก ยิ่งเห็นเมนูโปรดของอีกฝ่าย เธอก็ยิ่งคิดถึงเขา ดังนั้น เมื่อกินมื้อเย็นเสร็จ เธอจึงรีบเขียนจดหมายตอบกลับทันที บอกเล่าเรื่องราวประจำวันทางฝั่งตนเองให้อีกฝ่ายรับรู้
ถึง Sea
อีกไม่กี่วันจะได้เจอกันแล้วนะ เราตื่นเต้นมากเลย ตอนนี้รู้สึกว่าสามปีนี่แป๊บเดียวเอง นอกจากเราจะสอบชิงโควต้าเข้า ม.A ได้ เอกก็ได้เหมือนกันนะ แต่คนละคณะ เอกได้บริหารแหละ เห็นว่าจะเรียนการตลาดรึไงนี่แหละ แต่ก่อนก็ว่าหมอนี่ดีแต่แกล้งเพื่อนแกล้งจีบสาวไปวัน ๆ พอตั้งใจเรียนก็หัวดีเหมือนกัน อ้อ เราดีใจกับนายด้วยนะที่สอบเข้าคณะวิศวะได้ เก่งมากเลย พ่อเรานะห่วงใหญ่เลยพอรู้ว่าเราจะไปเรียนไกลบ้าน แต่พอบอกว่านายก็เรียนที่นั่นด้วยเลยบ่นน้อยลงนิดนึง พ่อจะไปส่งเราด้วยแหละ เราจองหอมหา’ลัยไว้แล้ว ไว้เจอกัน
คิดถึง
แก้วตา (156)
ชายหนุ่มอ่านจดหมายจบอมยิ้มอย่างนึกขำเจ้าของจดหมาย ขำตรงเลขกำกับตรงท้ายชื่อ มันหมายถึงจำนวนจดหมายที่แก้วตาเขียนหาเขา เธอทำได้จริง ๆ สัปดาห์ละฉบับ สามปีมีประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบหกสัปดาห์ นี่เป็นจดหมายฉบับที่หนึ่งร้อยห้าสิบหกของเธอ
เขาไล่กวาดสายตาอ่านเนื้อความทั้งหมดอีกรอบ ครั้งนี้ยิ่งอ่านทวนยิ่งขมวดคิ้ว สีหน้าไม่ชอบใจนัก สามปีมานี้ เขารู้สึกว่าแก้วตากับเอกสนิทสนมกันมากขึ้น จากที่เธอเขียนมาในจดหมายที่มีหลายฉบับมีเรื่องของหมอนั่นอยู่ด้วย เขาอ่านแล้วหงุดหงิดใจบอกไม่ถูก
“ไอ้ซีวินนิ่งตัวใหม่ที่มึงได้มาอยู่ไหนวะ”
เสียงทักถามดังขึ้นมาจากหน้าประตูทำให้ชายหนุ่มต้องผินสายตาไปมอง เพื่อนทั้งสองที่เดินเข้ามาในห้อง คนที่ถามคือหนุ่มตี๋ใส่แว่นชื่อของเขาคือ ภูมิ หรือ ภาคภูมิ
“น่าจะซุกอยู่ในเก๊ะ หาเอา”
วินนิ่งที่เพื่อนถามคือเกมเตะฟุตบอลสำหรับเล่นบนเครื่องเล่นเกมเพลย์สเตชันที่กำลังได้รับความนิยมในตอนนี้
“อ่านอะไร ทำไมมึงทำหน้างั้นวะ” คนถามเป็นหนุ่มใต้หน้าเข้ม ชื่อของเขาคือ บิ๊ก หรือ อัครเดช
“มันจะอ่านอะไรได้ จดหมายจากเพื่อนสมัยเด็กของมันสิ ลืมเหรอไอ้บิ๊ก”
“เออว่ะ กูลืมจริงว่ะภูมิ”
คนบอกว่าลืมยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ยอย่างน่าโบกให้หัวทิ่มสักที ซีส่ายหน้าระอาเพื่อน พับจดหมายเก็บใส่ซอง ก่อนจะหย่อนลงไว้ในลิ้นชักโต๊ะ ตอนนี้เขาย้ายมาอยู่บ้านพักซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียวมีสี่ห้องนอน หนึ่งครัว หนึ่งห้องนั่งเล่น บ้านหลังนี้พ่อซื้อให้ตอนรู้ว่าเขาสอบติด ม.A มหา’ลัยนี้อยู่ในจังหวัดหนึ่งทางภาคตะวันออก เขาจึงชวนเพื่อนสนิททั้งสองที่สอบติดมาด้วยกันมาพักอยู่ด้วย
“ตอแหลสิมึงน่ะ” เขาด่าไอ้คนที่ทิ้งตัวลงนั่งตรงปลายเตียงนอน ขณะที่ภูมิเดินไปนั่งบนพื้นหน้าทีวี เปิดลิ้นชักตู้โชว์เพื่อหาแผ่นเกม
“อ้าวไอ้ซี แค่นี้ต้องด่ากูด้วยไอ้นี่ แล้วสรุปยังไง เพื่อนวัยเด็กของมึงคนนี้ตอนนี้กูว่าคงสวยขึ้นมากแน่ ๆ ตอนนั้นถ่ายชุดนางรำอย่างน่ารักเลยว่ะ มาเรียนมอเดียวกะเราใช่มั้ยวะ เรียนคณะไหนเผื่อกูจะได้ไปส่อง”
“ไม่รู้”
“ไม่รู้ของมึงคือไม่สวยหรือไม่รู้เรียนคณะไหน” ภูมิถามบ้าง
“ทั้งสองอย่าง”
“เชี่ย”
ซียักไหล่ ไม่สนใจที่บิ๊กด่า เขาเองไม่รู้จริง ๆ ว่าแก้วตาตอนนี้หน้าตาเป็นยังไง ตั้งแต่เขามาอยู่กรุงเทพฯ เธอเคยส่งรูปให้ครั้งเดียว ตอนนั้นโรงเรียนมีงานวันสุนทรภู่ เด็กกิจกรรมแบบเธอมีเหรอจะพลาด รูปที่ส่งมาก็คือรูปสวมชุดนางรำ เธอเล่าว่าขอฟิล์มจากครูไปอัดรูปมาชุดหนึ่งเก็บไว้บ้าน ต่างจังหวัดไม่ค่อยมีกล้องถ่ายรูปกันเท่าไหร่เขาเข้าใจ แล้วหน้าตาแก้วตาตอนนั้นน่ารักอย่างที่บิ๊กว่า มาตอนนี้ก็คงจะยิ่ง...สวยน่ารัก
“จะเปิดเรียนอีกไม่กี่วันละ มึงไม่รู้ว่าเพื่อนรักเรียนคณะไหนเนี่ยนะ”
“เธอไม่บอก บอกว่าอยากเซอร์ไพรส์”
“แล้วเธอมาวันไหน”
“ไม่รู้”
“เออ ไอ้ห่า ทำไมไม่โทรถาม”
“แถวนั้นยังไม่มีโทรศัพท์”
“ตอนนี้เขามีมือถือใช้กันแล้วนะ แถวนั้นตู้โทรศัพท์สาธารณะมีมั้ยเนี่ย ไม่จ๊าบเลยว่ะ” บิ๊กทำหน้าระอา ตบท้ายด้วยศัพท์สแลงวัยรุ่นที่กำลังฮิตพูดกัน
“ตู้สาธารณะก็มีตู้นึงมั้ง แต่อยู่แถวกลางหมู่บ้านโน่น ไกลจากบ้านแก้ว” ซีนึกถึงคำบอกเล่าจากจดหมาย ก่อนหน้าที่จะมีโทรศัพท์มือถือใช้กันจนเป็นที่นิยม ช่วงหนึ่งเพจเจอร์ก็เคยเป็นที่นิยม เขาเองก็มี ยังเคยส่งไปให้แก้วตาด้วย แต่ที่โน่นไม่มีสัญญาณ
“แล้วทีนี้ทำไงจะเจอกันได้”
“คงรอวันเปิดเรียน”
เธอไม่ยอมบอก แต่ใช่ว่าเขาต้องรอให้เธอมาเฉลยว่าเรียนคณะไหน
“มึงแทงกั๊กไอ้บิ๊กมันรึเปล่าวะซี”
“เออ นั่นดิ มึงแกล้งบอกว่าไม่รู้เพราะกลัวกูจีบเพื่อนมึงรึเปล่า”
“ไร้สาระว่ะ ทำไมกูต้องกลัว”
“กูหล่อกว่ามึงไง”