BEAUTIFUL LIAR 1
“เอ่อ...” ต้นไม้ชะงักหน้าเจื่อน ผู้ใหญ่ทั้งสองคนส่ายศีรษะไปมาเหมือนเอือมระอาให้ความซื่อบื้อไม่เหมือนมนุษย์มนาที่ไหนของเด็กคนนี้ แต่ถ้าจะไม่ให้ออกไปเที่ยวที่หาดตะวันรอนในคืนนี้มันก็ดูใจร้ายไปหน่อย เพราะตั้งแต่เช้าตรู่ ลุงสมหมายเห็นต้นไม้รีบตื่นเร็วกว่าทุกที คงรีบมาทำงานสวนก่อนจะเข้าไปดูแกะในฟาร์มไหนจะโรงเลี้ยงไก่อีก ทั้งวันงานยุ่งและเยอะมากแต่ต้นไม้ก็ทำเสร็จทันเพื่อที่จะได้ออกไปเดินเที่ยวเหมือนเด็ก ๆ คนอื่นเขาได้ไปกัน ถ้าลุงสมหมายกับแม่บ้านอิงอรปฏิเสธ ต้นไม้ต้องเศร้าแน่...
“แล้วเอ็งจะไปกี่โมง”
“อะไรจ๊ะ! แม่อิงอรอนุญาตให้ข้าไปแล้วเหรอ!” ต้นไม้ทำหน้าดีใจ พลางทำตาโตซึ่งมันไม่โตเลยเพราะว่าเด็กคนนี้ตาตี่มาก นัยน์ตาสีดำเล็กเท่าเมล็ดถั่วงอกแต่แววตาก็ยังดูเปล่งประกายเหมือนเด็กตาโต ๆ เขาได้
ต้นไม้วิ่งมายิ้มแจ้นอยู่ข้างกายเธออีกครั้ง มองหน้าอย่างมีความหวังแล้วเธอก็พยักหน้าลง
“แต่มีข้อแม้นะ” คราวนี้ลุงสมหมายพูดขึ้นมาบ้าง...
“ข้อแม้ว่าอะไรจ๊ะ ข้าจะทำตามทุกอย่าง ลุงกับแม่ไม่ต้องห่วงเลย”
“หนึ่งเลยคือเอ็งอย่าไปกับไอ้พวกคนแปลกหน้า”
“จ๊ะ!”
“สอง อย่าเชื่อที่คนอื่นพูดง่าย ๆ สาม กลับมาที่ฟาร์มให้ตรงเวลา ห้ามเถลไถล ไม่งั้นข้ากับแม่อรจะไม่ให้เอ็งออกไปไหนได้อีก”
“ได้จ้ะลุง! เดี๋ยวข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อนนะจ๊ะ แล้วข้าก็จะติดรถพี่นวลไปจ้ะ ลุงกับแม่อิงอรไม่ต้องห่วงข้านะจ๊ะ!” ต้นไม้พูดยาว ๆ ยิ้มหวานแล้วทำท่าจะวิ่งไปที่บ้านหลังเล็กท้ายฟาร์ม แต่เสียงลุงสมหมายก็เบรกปลายเท้าเอาไว้ได้ก่อนจะออกตัว
“จะไป ๆ เอ็งมีกะตังค์ซื้อของแล้วหรือไง!” ต้นไม้ได้ยินก็ถึงกับหันหลังเดินมา ยิ้มแห้ง ๆ แล้วแบมือทั้งสองข้างหาลุงสมหมาย
ลุงส่ายหน้าอีกแล้วหรือยุงจะตอมลุงมากเกินไปนะ...!
“เอาไปสองร้อยบาทพอ ใช้เปลือง ๆ มันไม่มี กว่าจะหามาได้แต่ละบาทมันเหนื่อย” ลุงบอกกก่อนจะยื่นธนบัตรสีแดงให้สองใบแต่นั่นก็ทำให้ต้นไม้ยิ้มแก้มบุ๋ม เด็กคนนั้นกอดเอวลุงแน่นก่อนจะเงยขึ้นไปทำจมูกย่น ๆ เหมือนลูกหมู พูดขอบคุณเป็นสิบ ๆ ครั้งแล้วรีบวิ่งไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อนที่จะไม่ทันรถสีนวล ถ้าไม่ทันต้องเดินไปแล้วมันก็ไกลมาก ๆ ด้วย!
เด็กชายพฤกษานั่งรถมากับสีนวลและสามีของเธอที่เป็นคนในฟาร์มทั้งคู่ ส่วนตอนนี้ต้นไม้กำลังยิ้มกว้างมองไอศกรีมในมือตัวเองอย่างมีความสุข กินไปเดินเล่นไปส่วนสองคนนั้นไปนั่งดูดนตรีที่จัดแสดงขึ้นกลางหาด แต่ต้นไม้สนใจของกินมากกว่าถึงยังอยู่ตรงนี้
บรรยากาศตอนนี้ห้อมรอบไปด้วยผู้คนมากมายทั้งชาวไทยและต่างชาติ แม้ว่าต้นไม้จะไม่รู้จักใครเลยแต่เด็กคนนั้นก็เดินคนเดียวได้สบาย ๆ อาจะเพราะช่วยเหลือตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ท้องฟ้ามืดมากกระทั่งมองขึ้นไปด้านบนแล้วเห็นดวงดางเล็ก ๆ อย่างชัดเจน ต้นไม้ยืนกินไอศกรีมไปพร้อมมองท้องฟ้าไป ลมเย็น ๆ พัดเส้นผมให้ปลิวไปตามแรงลม ต้นไม้รู้สึกลึก ๆ ว่าตัวเองโตมากขึ้นแต่ยังไม่มีเงินที่หามาได้ด้วยตัวเองเลย อย่างน้อยก็อยากแบ่งเบาภาระของลุงสมหมายบ้าง... ที่บอกว่าโตก็เพราะว่าช่วงนี้เผลอคิดอะไรแบบนี้ออกมาคนเดียวตลอด
“ไปหางานอะไรทำอีกดี คิดสิคิด ต้นไม้” ระหว่างกำลังยืนคิดอะไรคน นัยน์ตาสีกำก็มองสำรวจมองนั่นนี่ไปเรื่อย ๆ สาวเล็กใหญ่รวมถึงหนุ่ม ๆ บางคนก็ให้ความสนใจต้นไม้อยู่ไม่น้อย ด้วยรูปร่างที่เล็กบางแถมยังหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนสาวหมวยอีก
“น้องครับ”
“หรือว่าจะขอยืมโทรศัพท์พี่นวลดูงานเสริมในเมืองดี...”
“น้องครับน้อง... น้อง!”
“จะ จ๋า!!” ต้นไม้สะดุ้งหันมาอีกทีหน้าผู้ชายคนนั้นก็อยู่ใกล้ไม่ถึงคืบ เผลอปล่อยไอศกรีมร่วงมือไปกองที่ทรายเรียบร้อย ผู้ชายแปลกหน้าคนนั้นยิ้มบาง ๆ ร่างสูงตรงหน้ายิ้มกริ่มพร้อมส่งสายตาเจ้าชู้ชัดเจนมาให้ ฝ่ามือของเขายื่นมาข้างหน้าคาดหวังว่าต้นไม้จะจับมือเขาเพื่อแสดงความรู้จักกันเป็นครั้งแรกแต่เด็กคนนั้นกลับยกมือมาไหว้เขาเสียอย่างนั้น
“เอ่อ... เห็นว่ามายืนอยู่ตรงนี้คนเดียวน่ะครับ พ่อกับแม่ไปไหนซะล่ะ...”
“ตายแล้วอ่ะ” ต้นไม้ตอบความจริง แต่มันกลับทำให้ผู้ชายคนนั้นเหมือนโดนไม้หน้าสามฝาดกลางหน้าผากยังไงไม่รู้ ด้วยความที่คารมดีถึงแกล้งหัวเราะขำออกมาก่อนจะทำหน้าเหลือเชื่อแล้วถามอีก
“ผมต้องขอโทษที่เสียมารยาทนะครับ ผมไม่รู้จริง ๆ แล้วคุณ...เอ่อ มากับใครเหรอครับ?” แม้ว่าจะรู้สึกเสียเซลฟ์ไปนิดหน่อยแต่ก็คงท่าทางและบุคลิกกะล่อนไปทั่วไว้ได้อยู่
“จ้ะ” ต้นไม้พยักหน้ารับซ้ำ ๆ ไม่รู้ว่าพยักหน้าทำไมเหมือนกัน แค่คิดว่าถ้าเห็นด้วยไว้ก่อนคงดี...
“อะไรนะครับ”
“แล้วอะไรล่ะจ๊ะ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” เด็กน้อยตอบหน้าซื่อ แต่มันก็ซื่อปนน่าเอ็นดูจนตรัยคุณไม่รู้จะทำยังไงต่อตอนแรกเขาจะชวนเด็กคนนี้ไปต่อความสัมพันธ์กันที่อื่น แต่ต้นไม้น่ะแค่คุยยังไปคนละเรื่องกับเขาได้ขนาดนี้เขาก็ไม่รู้จะทำตัวอย่างไร นอกจากกลั้วหัวเราะขำ ๆ ออกมา
“ฮ่า ๆ ผมชื่อตรัยนะครับแล้วคุณ...?”
“ข้าชื่อต้นไม้จ๊ะ” เด็กตาตี๋เอ่ยตอบแล้วแจกยิ้มสดใสให้เขา ตรัยคุณยื่นมือเก้ออีกแล้ว เขาแก้เก้อด้วยการยกฝ่ามือข้างนั้นมาบีบท้ายทอยตัวเองก่อนจะก้มศีรษะน้อย ๆ แล้วเดินออกไป
“ไอติมหกหมดเลย...เหลือเงินแค่ห้าสิบบาทด้วยเนี่ย!”
ต้นไม้บ่นกับตัวเองแล้วเดินจ้ำ ๆ ออกจากผืนทรายและโขดหินกองใหญ่ตรงนั้น เดินเข้าไปด้านในงานอีกครั้ง แสงไฟจากหลอดไฟประดับส่องสว่างไปทั่วทั้งริมหาด เวลาดึกมากขึ้นคนก็ยิ่งเยอะมากขึ้น โซนที่มีแอลกอฮอล์ก็ครึกครื้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ต้นไม้ตัวเล็กกว่าเด็กทั่วไปถึงเดินสะดวก แต่ถึงอย่างนั้นคนมันก็มากพอที่จะหาสีนวลกับสามีของเธอเจอง่าย ๆ ต้นไม้เริ่มหน้าซีดเผือดเมื่อใช้เวลานานมากแล้วแต่ก็หาทั้งคู่ไม่เจอ เด็กคนนี้ไม่มีเครื่องมือสื่อสารที่เรียกกันว่าโทรศัพท์มือถือหรอก
“หรือพี่นวลจะไปรอไม้ที่รถ!!” ตาตี๋ ๆ ก็กลอกกลิ้งไปมาก่อนจะเบิกกว้างเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ ต้นไม้รีบวิ่งออกไปอีกทางทันที แต่พอถึงลานจอดรถที่เคยมีรถของสีนวลก็ไม่มีรถคันนั้นอยู่แล้ว!
“อึก!”
ใบหน้าหมวย ๆ ยุ่งเหยิง ขมวดคิ้วทำหน้างอง้ำ สีนวลกับสามีคงหาต้นไม้ไม่เจอถึงได้กลับไปก่อน พอนึกถึงจุดนั้นดวงตาตี่ก็เบิกกว้างขึ้นมาอีก ต้นไม้รีบมองหน้าผู้คนแถวนั้นก่อนจะเจอคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ที่หลังรถเพราะเขาเปิดฝากระโปรงรถขึ้นถึงทิ้งตัวเข้าไปนั่งได้สบาย ๆ เด็กคนนั้นรีบเดินไปหาด้วยความรวดเร็ว
“อะ เอ่อ ข้าขอถามอะไรหน่อยได้ไหมจ๊ะ ตอนนี้กี่โมงแล้วเหรอจ๊ะ!”
“...นาย!?” หัสดินทร์อยู่ในชุดลำลองสบาย ๆ เขากำลังดื่มเบียร์อยู่ก็แทบจะพ่นพรวดออกมาที่เห็นหน้าเด็กคนนี้เพราะจำได้ว่าไปตามหากองทัพที่บ้านเรียวมะเมื่อคราวก่อนแล้วก็มีคนออกมารับหน้าประตูบ้าน แต่พอเดินเข้าไปได้ไม่เท่าไหร่ก็เกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน แต่ดูเหมือนต้นไม้จะจำหัสดินทร์ไม่ได้เลยถึงยืนทำหน้างงอยู่ตอนนี้แถมยังจับข้อมือเขาไปดูนาฬิกาอย่างถือวิสาสะอีก
“เอ่อ... ดูไม่เป็นอ่ะจ้ะ แล้วนี่มันกี่โมงแล้วจ๊ะพี่” นาฬิกาของเขามันเป็นสมาร์ทวอช อย่าว่าแต่สมาร์ทวอชเลยขอแค่นาฬิกาดิจิตอลธรรมดาต้นไม้ก็งงไปครึ่งวันแล้วเถอะ!
“อีกสิบห้านาทีสี่ทุ่ม”
“กรี้ดดดดดดด” แล้วอยู่ ๆ ไอ้เด็กนี่มันก็กรี๊ดออกมา คนที่กำลังอยู่แถวนั้นหันมาที่รถเขาเป็นตาเดียว หัสดินทร์ตกใจแล้วก็ทำอะไรไม่ถูก คนมองมาเหมือนเขากำลังแกล้งต้นไม้ เผลอ ๆ อาจจะมองว่าเขาทำมิดีมิร้ายไอ้เด็กนี่ด้วยซ้ำ เพราะงั้นเขาถึงรั้งต้นไม้เข้ามาใกล้แล้วใช้ฝ่ามือปิดปากให้เงียบ
“เสียงดังทำไมฮะ”
“อื้ออ อ่อยยยย”
“ปล่อยก็ได้แต่ห้ามกรี๊ด เข้าใจไหมเนี่ย?” ต้นไม้พยักหน้าหงึกหงักแล้วหัสดินทร์ก็ปล่อย เด็กคนนั้นกระโดดซ้ายกระโดนขวาแล้วทำท่าจะเดินออกไป หัสดินทร์ไม่ได้คิดอะไรก็ปล่อยให้เดินออกไปเพราะไม่รู้จักหรือสนิทกันอยู่แล้ว แม้ว่าจะเคยเจอกันครั้งหนึ่งแต่ต้นไม้จำเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ จนกระทั่งต้นไม้ขยี้เส้นผมตัวเองแรง ๆ แล้วเดินตามถนนคดโค้งไป
“บ้าหรือเปล่าเนี่ย!” หัสดินทร์หางคิ้วกระตุก เขานั่งมองอยู่สักพักก็รู้แล้วว่าต้นไม้ตั้งใจจะเดินไปไหนสักที่ เขาลุกขึ้นใส่รองเท้าแล้วรีบวิ่งตามไปทันที เขาออกแรงไม่เท่าไหร่ก็ตามต้นไม้ทัน ฝ่ามือใหญ่คว้าไหล่เล็กเอาไว้ ต้นไม้ก็เหมือนจะกรี๊ดใส่หูเขาอีก ยังดีที่เขารู้ทัน!
“อื้อออ อ่อยยย”
“จะกรี๊ดทำไม เงียบไปเลย”
“อื้อ ๆ ๆ” เขาปล่อยฝ่ามือออกก่อนจะก้มมองสารรูปต้นไม้อย่างหงุดหงิด น้อยเรื่องมากที่หัสดินทร์จะรู้สึกว่าตัวเองหงุดหงิดเพราะปกติเขาไม่ชอบทำให้อะไรที่จะทำให้เขารู้สึกแบบนั้นขึ้นมาถึงเป็นคนใจเย็นอยู่เสมอ แต่ตอนนี้ตัวเขาโตกว่าเด็กคนนี้ประมาณหนึ่งเท่า ส่วนต้นไม้ก็สูงแค่แผงอกเขาเอง!
“จะเดินไปไหน”
“ข้าเหรอจ๊ะ?” เงยหน้าขึ้นไปถามพร้อมกับชี้นิ้วไปทางตัวเอง หัสดินทร์ขมวดคิ้ว เขารู้สึกปวดหัวเหมือนจะคุยกันไม่รู้เรื่องเลย
“ก็ยืนอยู่แค่สองคนเนี่ย...เราจะให้พี่ไปถามใคร หืม” หัสดินทร์ตอบพลางยกมือไปขยี้เส้นผมต้นไม้จนมันฟูฟ่อง เด็กคนนั้นหดคอลงนิดหน่อยพลางเม้มริมฝีปาก เพราะรู้สึกแปลก ๆ ยิ่งตอนที่หัสดินทร์ลูบผมให้กลับเข้าที่เหมือนเดิมยิ่งรู้สึกแปลกเข้าไปใหญ่
“คะ คือ ขะ ข้า...”
“จะไปไหนเดี๋ยวไปส่ง เดินไปคนเดียวได้ยังไงมันดึกมากแล้ว...นี่อยู่แถวนี้หรือเปล่า?”
“จ้ะ...”
“มาเถอะ เดี๋ยวพี่ไปส่ง” หัสดินทร์ย้ำอีกครั้งก่อนจะเลื่อนฝ่ามือลงไปจับฝ่ามือเล็กแล้วหันหลังเดินกลับไปที่รถตัวเอง ซึ่งมันก็ไม่ได้มากนักเพราะต้นไม้เพิ่งจะเดินออกมาได้ไม่นาน ส่วนเด็กชายพฤกษาตอนนี้เงียบสนิทไปแล้ว ต้นไม้ไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มันเรียกว่าอะไรแต่ผู้ชายตรงหน้าดูใจดีแถมยังทำให้หัวใจต้นไม้เต้นแรงสองครั้งติดกันอีกต่างหาก
ขับรถออกมาได้สักพักแล้วหัสดินทร์ถึงหันไปมองเด็กข้าง ๆ ต้นไม้เองก็กระสับกระส่ายบางครั้งก็แอบมองเสี้ยวหน้าหัสดินทร์เหมือนกัน หนุ่มนักธุรกิจท่องเที่ยวแอบยิ้มกับท่าทางลุกลี้ลุกลนของต้นไม้ เขาเอื้อมมือไปเปิดเพลงแก้บรรยากาศที่เงียบสนิทเกินไปแถมเส้นทางที่นี่ก็มืดไปหมด
“ไปกรุงเทพบ่อยไหม?” เขาถามขึ้นมาก่อน ต้นไม้หันไปกระพริบตาใส่แบบงง ๆ งงว่าหัสดินทร์รู้ได้ยังไงว่าต้นไม้เคยไปทำงานที่บ้านนายเหนือหัวที่ในเมืองมา หัสดินทร์ยิ้มอีกแล้ว เขาเอื้อมมือไปบีบแก้มเยอะ ๆ นั่นด้วยความมันเขี้ยว
“โอ๊ย! จะ เจ็บนะจ๊ะ...” ต้นไม้เองก็เริ่มมึนกับตัวเองเหมือนกัน ปกติต้องเสียงดังสุด ๆ ออกมาแล้ว แต่ที่เปล่งออกมาเมื่อกี้นี้มันแค่เหมือนกำลังบ่นเท่านั้น หัสดินทร์อมยิ้มขำกับท่าทางแบบนั้นก่อนจะเปลี่ยนเรื่องไปคุยเรื่องอื่น
“ชื่ออะไรน่ะเรา”
“ชะ ชื่อต้นไม้จ้ะ แล้วพี่ชายล่ะจ๊ะ”
“พี่ชื่อหัสด์น่ะ อืม...แล้วทำไมถึงพูดเหมือนพวกผู้หญิงเลยล่ะ แม่สอนมาเหรอ?” เขาแกล้งขับรถช้าลงเมื่อเห็นว่ามันใกล้ถึงฟาร์มแล้วก่อนจะหันมาเลิกคิ้วใส่ต้นไม้ เด็กคนนั้นนิ่งไปสักพักเพราะใบหน้าผู้ชายข้าง ๆ เขาเหมือนเทพเจ้ายังไงยังงั้น ต้นไม้แก้มแดงคนเดียว ตอนที่คิดว่าหัสดินทร์ต้องเป็นเทพบุตรจุติมาเกิดที่โลกแน่ ๆ เทวดาอะไรก็ไม่รู้หล่อไม่พอยังใจดีแถมยังพูดเพราะ...
“อ๊ะ!” ต้นไม้ได้สติตอนที่รถจอดนิ่งหน้าทางเข้าฟาร์มอันเป็นที่รักแถมหัสดินทร์ยังยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนเด็กคนนั้นผงะตกใจแล้วถอยหนีจนศีรษะกระแทกกับกระจกรถเต็ม ๆ หัสดินทร์ยิ้มกับท่าทางงกเงิ่นแบบนั้นก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าเขาซื้อขนมมาจากในงานเทศกาลเยอะมากทานคนเดียววันนี้คงไม่หมดจะทิ้งก็เสียของเปล่า...
“พี่ซื้อขนมหวานจากในงานมาเยอะน่ะ เราแบ่งไปทานนะ” เขาพูดแล้วเอี้ยวครึ่งตัวไปหลังรถแล้วหยิบถุงพวกนั้นมา ต้นไม้เขยิบหนีตัวแทบติดกับกระจกรถเพราะระยะที่ใกล้จนเกินไป หัวใจข้างซ้ายมันเต้นเร่า ๆ แทบเด้งออกมาอยู่ข้างนอก จนกระทั่งหัสดินทร์ขยับกลับมาพร้อมถุงขนม เขาชะงักที่หน้าตัวเองใกล้กับเด็กหน้าหมวยคนนี้แถมต้นไม้ยังน่ารักสมวัยมากจนเขามองตาไม่กระพริบ
“คะ คือ...”
“นี่ไง...ทานให้หมดนะเห็นคนขายบอกว่าพรุ่งนี้มันคงเสียน่ะ” แต่เสี้ยววินาทีหัสดินทร์ก็สลัดความคิดพวกนั้นออกจากสมองแล้วยื่นถุงขนมหลายใบให้ต้นไม้ เด็กคนนั้นรับมาถือไว้ก่อนจะรีบลงจากรถด้วยหัวใจที่หวั่นไหวเหมือนจะควบคุมไม่ได้ หัสดินทร์ขับรถออกไปแล้วแต่ต้นไม้ยังยืนอยู่ที่เดิม...
“โอ๊ย เอาหัวใจข้าคืนมาน้า...” ต้นไม้พูดคนเดียวพลางยื่นมือไม้ตามรถหัสดินทร์ไป สักพักก็นึกขึ้นมาได้ว่าเลยเวลาที่ลุงสมหมายสั่งมาแล้วถึงรีบวิ่งเข้าหลังฟาร์มทันที