(เนื้อหาตอนนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 18ปี ขึ้นไป ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีควรได้รับคำแนะนำ)
ก่อนจะเข้าสูเรื่องหลัก เราขอเอาชอทฟิคสั้นมาให้ทุกคนอ่านเพื่อลดความเครียดก่อนเข้าสู่เนื้อหาหลักก่อนนะคะ
ณ.....คอนโดย่านอโศก
.
.
เสียงร้องโอดครวญดังขึ้นจากห้อง 404
.
.
ร่างเล็กเจ้าของเสียงนั้นกำลังทำหน้าราวกับจะร้องไห้เมื่อเห็นใบแจ้งหนี้มากมายวางกองอยู่บนโต๊ะกระจกในห้อง
“ค่าบัตรเครดิต ค่าเช่าห้อง ค่าประกันรถ โอ้ย...อะไรกันนักกันหนาเนี่ย....” ร่างเล็กทึ้งหัวตัวเองจนไม่เป็นทรง
“อะไรของแกวะ จ๋อมแจ๋ม โวยวายอะไรเสียงดัง เราดูหนังไม่รู้เรื่องเลย” เสียงเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่บนโซฟาโวยลั่น ก่อนที่เจ้าของชื่อเรียกซึ่งพ่วงตำแหน่งเจ้าของห้องจะหันขวับทำตาเขียวใส่
“นี่ มานั่งเล่นอยู่ห้องคนอื่นแถมยังดูเน็ตฟลิกซ์เขาฟรีๆ ยังมีหน้ามาโวยวายหรอ กลับไปบ้านตัวเองเลยไตร ช่วยอะไรก็ไม่ได้” จ๋อมแจ๋มพาลทำท่าชี้นิ้วไล่ไตรออกจากห้อง
“แล้วแกจะโวยวายอะไรจ๋อมแจ๋ม หนี้ที่แกมีมันก็เกิดจากตัวแกเองทั้งนั้นไม่ใช่รึไง เนี่ย... อย่างค่าบัตรเครดิตต่างๆ มันก็เกิดจากที่แกรูดซื้อบัตรคอนฯ กับกล้องตัวใหม่ไม่ใช่หรอ ไหนจะค่าโดเนทโปรเจคศิลปินอะไรนี่อีก ไร้สาระชะมัดเลย” ไตรตอบกลับ เดินมาหยิบใบแจ้งหนี้ของเพื่อนขึ้นมาแล้ววางมันบนโต๊ะแรงๆ อย่างเอือมระอาในการใช้จ่ายของเพื่อน
“ใครบอกว่าไร้สาระ เราเรียกว่าความรักต่างหาก คิดดูสิปีๆ นึงพี่เชนทร์จะมีคอนเสิร์ตใหญ่ซักกี่ครั้ง เราจะไม่ไปได้ยังไง แล้วกล้องมันก็จำเป็นปะ เอาไว้ถ่ายพี่เขาตามงาน คิดดูสิ เวลาพี่เขามองกล้องเราอะ มันเติมเต็มความรู้สึกเรามากแค่ไหน” จ๋อมแจ๋มยกมือทาบอกทำท่าเพ้อฝัน ลืมไปชั่วขณะว่าตัวเองเป็นทุกข์เพราะหนี้บัตรเครดิตกองพะเนิน
“แล้วไอ้ตัวนี้ล่ะ มันจำเป็นยังไง น่ารักก็ไม่น่ารัก เหมือนตัวตุ๊กตาเศียรกะบาล” ไตรโยนตุ๊กตาตัวเล็กนุ่มฟูที่ใส่เสื้อผ้าเหมือนกับคน ซึ่งเจ้าของห้องวางไว้บนโซฟาอีกตัวเหวี่ยงมันไปตรงโต๊ะกระจก
จ๋อมแจ๋มตาโตตกใจรีบถลาเข้ามารับตุ๊กตาแล้วโอ๋ไว้ในอกราวกับลูกน้อยๆ ก็ไม่ปาน
“นี่..... ทำรุนแรงกับน้องเฌอแบบนี้ได้ไง น้องเฌอเป็นแก้วตาดวงใจของเราเลยนะรู้มั้ย”
“ฮะ ไอ้ตัวนี้มันชื่ออะไรนะ?”
“น้องเฌอไง ตัวแทนความรักระหว่างเรากับพี่เชนทร์ รู้มั้ยว่ากว่าเราจะพรีฯ น้องเฌอมาได้ยากเย็นแค่ไหน”
“เห้อ...อยากจะบ้าตาย เพราะมัวแต่ไปซื้อของพวกนี้ หนี้มันถึงได้เยอะแยะจนจ่ายไม่ไหว แล้วป๊าม๊ารู้รึเปล่าว่าบัตรเครดิตที่ทำให้ลูกใช้โดนรูดจนเกินวงเงินไปแล้ว”
“ไม่รู้สิ เรื่องนี้จะให้ป๊าม๊ารู้ไม่ได้เด็ดขาด” จ๋อมแจ๋มทำหน้าตื่นตระหนกอีกครั้ง สองมือยังกอดตุ๊กตาน้องเฌอไว้แนบอก
“แล้วจะทำไง หนี้พวกนี้ ไม่ใช่น้อยๆ นะ”
“ฮือ...นั่นสิทำไงดี......” คนตัวเล็กทำหน้าร้องไห้
“ถ้าอยากหาเงินมาจ่ายค่าบัตรเครดิตแล้วไม่ให้ป๊าม๊ารู้ คงมีทางเดียวต้องหางานพิเศษทำแล้วล่ะ” ไตรเสนอทางเลือกให้
“หางานพิเศษ งานอะไร เรายังเรียนไม่จบเลย ใครจะจ้าง!! ”
“ก็พวกงานเซเว่น เด็กเสิร์ฟตามร้านอาหาร หรือไม่ก็พวก....งานจ้างสอนพิเศษ”
จ๋อมแจ๋มได้ยินประโยคสุดท้ายแล้วหูผึ่ง
“ไตรว่าไงนะ งานสอนพิเศษหรอ”
“ใช่ไง ก็พวกสอนภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ให้กับเด็กๆ แล้วก็ได้ค่าจ้างรายชั่วโมง”
“เห้ย! เราอยากทำงานสอนพิเศษ ต้องทำยังไงบ้าง” จ๋อมแจ๋มตาวาวเป็นประกาย
“ก็ไม่เห็นจะยาก แกก็ลองลงประกาศหน้าเฟสบุ๊คไม่ก็ทวิตเตอร์สิ ว่าตัวเองรับสอนพิเศษ ช่วงเวลาที่ตัวเองสะดวก ถ้าโชคดีก็คงมีคนทักมาจ้าง แต่ว่างานสอนพิเศษสมัยนี้แย่งกันจะตาย” ไตรไหวไหล่
“เราจะลองดู มันต้องมีคนจ้างสิการันตีด้วยเกรดเฉลี่ย3กว่าของเราทุกเทอม” จ๋อมแจ๋มมั่นใจ แล้ววิ่งตรงไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ ซึ่ฃมีแมคบุ๊คสีขาวตั้งอยู่ พิมพ์ข้อความประกาศสอนพิเศษลงไปทั้งในเฟสบุ๊คส่วนตัวเปิดเป็นสาธารณะและในทวิตเตอร์
“เรียบร้อย” จ๋อมแจ๋มยิ้มกว้าง กดโพสลงสื่อโซเชียลทั้งสองอย่างสบายใจ
“คิดจริงๆ หรอว่ามันจะได้ผล แกลองหางานอื่นเสริมด้วยมั้ย เรารู้จักพี่ที่เปิดร้านอาหารคนหนึ่ง ถ้าแกอยากไปทำงานเสิร์ฟอาหารก็ได้นะ” ไตรดูจะเป็นห่วงและไม่มั่นใจนัก
“ไม่เอาหรอก ไตรคิดว่างานเสิร์ฟเหมาะกับเรารึไง โก๊ะๆ แบบเรามีหวังได้ทำจานเขาแตก ไม่ได้ตังค์แถมยังเสียเงินเพิ่มอีก”
“ก็ตามใจนะ เอาที่แกสะดวกแล้วกัน ขอให้เรื่องหนี้บัตรเครดิตแกไม่ไปถึงหูป๊าม๊าก็พอ”
“ติ๊ง! ” เสียงแจ้งเตือนจากแมคบุ๊คบนโต๊ะเขียนหนังสือ คนร่างเล็กมองหน้าเพื่อนสนิท ก่อนจะรีบวิ่งไปดูทันที
“เยสๆๆๆๆ เห็นมั้ย บอกแล้วว่ายังไงก็ได้” เสียงสดใสร้องตระโกนดีใจยกใหญ่ หันมายิ้มกว้างให้เพื่อน
“อะไร มีอะไรจ๋อมแจ๋ม” ไตรเดินเข้ามาหานึกสงสัยในท่าทีเพื่อนตัวเอง
“มีคนจ้างเราไปสอนพิเศษลูกเขาที่บ้านแล้วไตร เนี่ยเรากำลังส่งไอดีไลน์ให้เขาแอดมาบอกรายละเอียด” ใบหน้าหวานยังอยู่ในอาการตื่นเต้น
“ติ๊ง! ” เสียงแจ้งเตือนแอพลิเคชั่นดังในมือถือดังขึ้นอีกครั้ง และแน่นอนว่านายจ้างของจ๋อมแจ๋มแอดมาหา
“นี่ไงๆ แอดมาแล้ว” คนดีใจชูโทรศัพท์ให้เพื่อนดู
“อืมๆ” ฝ่ายเพื่อนสนิทก็ได้แต่พยักหน้ารับเออออไปตาม พร้อมชะเง้อดู
จ๋อมแจ๋มตั้งหน้าตั้งตาพิมพ์ข้อความลงไปในโทรศัพท์มือถือ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“เย้..............ขอบคุณสวรรค์ ขอบคุณจริงๆ” มือน้อยๆ กอบกุมโทรศัพท์มาแนบอกอย่างสุขใจ ในที่สุดก็เจอหนทางชำระหนี้สินซักที
“อะไรอีกจ๋อมแจ๋ม ร้องดังอะไรขนาดนั้น” ไตรขมวดคิ้วทำหน้ายุ่งๆ ใส่
“ไตรลองอ่านรายละเอียดดูสิ ถ้าไม่ร้องว้าวเหมือนเราให้ตีแรงๆ เลย” ว่าพลางยื่นมือถือให้เพื่อนดูไลน์ส่วนตัว
“จ้างสอนพิเศษภาษาอังกฤษที่บ้านทุกวัน ตั้งแต่3โมงเย็นจนถึง 6โมงเย็น วันละ 2,000 บาท จนกว่าลูกชายจะสอบติดมหา’ ลัย เห้ย..... นี่ไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ” ตากลมโตเบิกกว้าง เผลอเลิกคิ้วขึ้นสูง
“ใช่...เราถึงได้ดีใจขนาดนี้ไง คิดดูสิ ถ้าเราเก็บเงินตั้งแต่วันที่เราสอนจนไปถึงวันที่ลูกชายเขาสอบติด ซึ่งก็อีกเกือบเทอมนึง เราจะเก็บเงินค่าสอนได้เท่าไหร่ ไม่ใช่แค่จ่ายหนี้บัตรเครดิตหมดนะ ยังเหลือไปคอนฯ ครั้งหน้าของพี่เชนทร์ได้อีก” แววตาเป็นประกายของคนได้ดังใจฉายชัดขึ้นมา พร้อมรอยยิ้มกว้างที่ปรากฏขึ้นบนใบบนหน้า
“ยังไงก็ไม่พ้นเรื่องพี่เชนทร์นะ แล้วนี่จะเริ่มสอนเมื่อไหร่ แล้วคนจ้างเขาเป็นใคร” ข้อมูลสำคัญถูกถามจากปากเพื่อนสนิทอีกครั้ง
“เห็นว่าชื่อชลธิชา อัครบารมีกังวาน อันนี้อ่านชื่อตามเฟสบุ๊คนะ เขาบอกว่าให้ไปสอนยิ่งเร็วยิ่งดี เราเลยว่าจะเริ่มพรุ่งนี้เลย”
“หรอ.... ชื่อคุ้นๆ แหะ” ไตรทำท่าคิด เขาคุ้นเคยชื่อนี้จริงๆ แต่นึกไม่ออกว่าเป็นชื่อของใคร
“ก็คงจะเป็นคนรวยนี่แหละ ไม่อย่างนั้นคงไม่จ้างสอนแพงขนาดนี้หรอก”
“อืมๆ เห็นแกมีหนทางใช้หนี้แล้วก็ดีใจด้วย เรากลับบ้านละ ขี้เกียจดูเน็ตฟลิคซ์เพื่อนฟรีๆ” หมดเรื่องของเพื่อนตัวเล็กได้ ไตรก็ขอตัวกลับบ้าน ยิ้มบางแล้วหยิบกระเป๋าบนโซฟาเดินออกไปที่ประตูทันที
“นี่จะอยู่ห้องดูต่อก็ได้นะ ไม่ได้จะไม่ให้ดูซักหน่อย” เมื่อเห็นว่าเพื่อนรีบกลับจึงท้วงขึ้นมา
“ขี้เกียจดูแล้ว จะออกไปหาอะไรกินด้วย บาย......” ไตรยกมือลาแล้วปิดประตูห้องให้
เหลือเพียงเจ้าของห้องอย่างจ๋อมแจ๋มที่ยังยิ้มหวานกับเงินค่าจ้างสอนที่จะได้รับในไม่ช้า
.
.
โดยไม่รู้เลยว่า กว่าจะได้เงินก้อนนั้นมา..... ตัวเองจะต้องเจอกับอะไรบ้าง......
.
.
.
คืนนั้น จ๋อมแจ๋มเตรียมหนังสือที่ตัวเองเคยเอาไว้ใช้อ่านตอนเรียน บวกกับชีทภาษาอังกฤษอีกเล็กน้อย เพราะไม่รู้ว่าเด็กที่จะไปสอนมีพื้นฐานภาษามากแค่ไหน แต่ลูกคนรวยส่วนมากก็น่าจะพอมีพื้นฐานมาจากการเรียนโรงเรียนดีๆ อยู่แล้ว การที่แม่ของเด็กมาจ้างตนเอง ก็คงจะแค่สอนเทคนิคบางอย่างเพื่อใช้ในการสอบเข้าเท่านั้น งานง่ายๆ แบบนี้แถมได้เงินดี หวานหมูจ๋อมแจ๋มล่ะ
“Rrrrrrr” เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ทำให้เจ้าตัวละจากกองหนังสือตรงหน้าหันไปสนใจแทน เมื่อปรากฏว่าใครโทรมาก็รีบรับทันที
“ว่าไงไตร ทำไมโทรมาตอนดึกๆ แบบนี้ ไลน์มาก็ได้ป่ะ” ร่างเล็กกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์
(พิมพ์ก็กลัวแกไม่อ่าน เมื่อกี้ก็ลองส่งสติ๊กเกอร์มาแกอ่านที่ไหน เลยต้องโทรหาเนี่ย) เสียงเพื่อนโวยวายออกมา
“อ้าวหรอ พอดีกำลังจัดหนังสือสำหรับไปสอนนักเรียนเราพรุ่งนี้อยู่ เลยไม่ได้สนใจ”
(จ๋อมแจ๋ม ที่เราโทรมาเพราะว่ามีเรื่องสำคัญจะบอก) เสียงปลายสายตัดบทจริงจังขึ้นมาทันที
“โหย มีไรเนี่ย ทำไมต้องทำเสียงจริงจังด้วย ดูไม่สมกับเป็นแกเลยไตร” พอเห็นเพื่อนทำเสียงจริงจังคนตัวเล็กก็ยิ้มขำใส่โทรศัพท์ตัวเอง
(แกจำที่เราบอกว่าเราคุ้นชื่อคนที่เราจ้างแกได้มั้ย?)
“จำได้ๆ ทำไมล่ะ มีอะไรรึเปล่า”
(ชื่อชลธิชา อัครบารมีกังวานน่ะ ชื่อเต็มๆ เขาคือ หม่อมหลวงชลธิชา อัครบารมีกังวาน ณ เชียงคาน)
“หา.....เป็นหม่อมเลยหรอ” เสียงใสตกใจไม่น้อย
(ใช่...และที่สำคัญนะ ไม่ใช่เรื่องที่คนจ้างแกเป็นถึงหม่อม แต่ลูกชายเขาที่จะให้สอนน่ะเป็นคุณหนูที่โคตรจะแสบเลย) เสียงเน้นย้ำคำว่าแสบทำให้คนฟังอดขนลุกนิดๆ ไม่ได้
“แสบ แสบขนาดไหน ลูกหม่อมก็คงจะเป็นประเภทแบบเอาแต่ใจ ลูกคุณหนูหน่อยๆ เหมือนลูกคนรวยนั่นแหละมั้ง เราว่าเราจัดการได้นะ”
(ไม่ แกต้องฟังเราเว้ย มันไม่ใช่แค่นั้น แกยังไม่รู้จักคุณจุ๊บดี)
“คุณจุ๊บ!! เด็กที่เราจะไปสอนชื่อจุ๊บหรอ ชื่อเหมือนลูกอมเลย” เสียงจ๋อมแจ๋มยังคงติดตลก
(ไม่ใช่ชื่อจุ๊บ ชื่อคุณจุ๊บ แกอย่าประมาทคุณจุ๊บเด็ดขาด วีรกรรมของนักเรียนแกเยอะมาก ถึงขนาดที่ว่าไม่มีครูสอนพิเศษคนไหนอยู่ได้นานเกิน3 วันซักคน)
“โหย...ขนาดนั้นเลยหรอ มันจะซักแค่ไหนกันเชียวคุณจุ๊บอะไรเนี่ย” พอได้ฟังก็อดที่จะส่งเสียงท้าทายกลับไปไม่ได้
(แกพูดได้เพราะแกยังไม่เคยเจอฤทธิ์คุณจุ๊บ เพื่อนเราที่เคยไปสอนถึงกับเผ่นหนีออกมาแทบไม่ทัน)
“เพื่อนแกอ่อนแอไปรึเปล่า แสบๆ แบบเนี่ยเจอเรานะ จะกำราบให้อยู่หมัดเลย”
(นี่แกไม่กลัวรึไง มันไม่ใช่แค่รายสองรายนะเว้ย หม่อมแม่คุณจุ๊บเปลี่ยนครูมาเป็นสิบๆ คนแล้วภายในระยะเวลา3เดือน แกลองคิดดูอีกทีดีกว่า เราเป็นห่วง) เสียงเพื่อนดูกังวลจริงๆ
จ๋อมแจ๋มถอนหายใจแล้วกรอกเสียงลงไปอีกครั้ง
“ห่วงทำไม เราบอกว่าเราไหว เชื่อใจกันบ้างสิ อีกอย่างแกจะให้เราทิ้งรายได้ดีๆ แบบนี้หรอ ต่อให้งานหินกว่านี้เราก็ต้องทำ”
(ตามใจแกแล้วกัน พรุ่งนี้ก็ลองไปสอนดู แต่เราเตือนแกแล้วนะจ๋อมแจ๋ม)
“โอเคๆ รู้แล้วว่าเป็นห่วง แต่เราโอเคเว้ยแก แค่นี้นะ ขอจัดหนังสือไปสอนต่อก่อน” กดตัดสายเพื่อนแล้วส่ายหัวกับโทรศัพท์มือถือในมือ หันกลับไปดูหนังสือสำหรับเตรียมสอนต่อ
.
.
.
.
วันทำงานวันแรกของจ๋อมแจ๋ม
.
.
ร่างเล็กหยุดยืนอยู่หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ที่หน้าประตูติดป้ายว่า วังอัครบารมีกังวาน ดวงตากลมใสมองความใหญ่โตของสิ่งปลูกสร้างเบื้องหน้า พลางถามย้ำกับตัวเองซ้ำว่าเนี่ยหรอที่ๆ ตนต้องเข้าไปทำงาน
.
.
แม้จะรู้ว่าคนจ้างเป็นถึงหม่อมและพอจะดูเป็นคนร่ำรวยไม่น้อย แต่ก็ไม่คิดว่าจะถึงขนาดนี้ เดาได้เลยว่าภายในคงจะหรูหรามากทีเดียว
“สวัสดีค่าคุณ เป็นคุณครูคนใหม่ของคุณหนูจุ๊บใช่มั้ยคะ” เสียงดูมีอายุทักขึ้นอย่างใจดีทำให้จ๋อมแจ๋มหลุดจากความคิดตนเอง
“สวัสดีครับ ใช่ครับ ผมเป็นคุณครูสอนพิเศษคนใหม่” มือเรียวพนมไหว้คนสูงอายุกว่า แม้ว่าการแต่งตัวจะคล้ายกับแม่บ้านก็ตาม ถึงอย่างนั้นร่างเล็กก็รักษามารยาทอยู่ดี
“อย่างนั้นเชิญคุณครูเข้ามาเลยค่ะ หม่อมกับคุณหนูรออยู่แล้ว” แม่บ้านสูงอายุท่าทางใจดีเปิดประตูให้ แล้วผายมือเชิญเข้ามาในบ้าน
.
.
หญิงชราเดินนำจ๋อมแจ๋มเข้าไปด้านในตัวบ้าน แน่นอนว่าผู้ที่มาใหม่อย่างเขาอดไม่ได้ที่จะมองดูโดยรอบอย่างสำรวจ
.
.
ภายในคฤหาสน์หลังใหญ่โอ่โถง แชนเดอเรียหรูหราห้อยระยาอยู่บนเพดา เครื่องเรือนราคาแพงระยับมีการจัดวางอย่างดี ก่อนที่จ๋อมแจ๋มจะถูกพาตัวมาที่ห้องรับแขก ซึ่งภายในห้องนั้นมีหญิงสาววัยกลางคนดูมีสง่าราศี พิศแล้วสมัยสาวๆ คงสวยกว่านี้ไม่หยอก
“สวัสดีครับ” ยกมือพนมไหว้ก่อน ผู้หญิงคนนั้นจึงหันมารับไหว้ แล้วยิ้มบางให้ก่อนจะทักกลับ
“อ้าว...มาแล้วหรอจ้ะ เข้ามานั่งก่อนสิ” เธอกวักมือเรียกจ๋อมแจ๋มมานั่งตรงข้าม
“ครับ” คนตัวเล็กได้แต่พยักหน้ารับ ตอนนี้ตนเองเกรงไปหมดไม่ว่าจะเป็นทั้งสถานที่หรือเพราะบุคคลที่ดูมีบารมีตรงหน้า
“เดี๋ยวแม่ตามตาหนูลงมาให้นะ พร...พรจ้ะ ไปตามคุณจุ๊บมาหน่อยบอกว่าคุณครูสอนพิเศษมาแล้ว” หม่อมเรียกคนรับใช้ให้ไปตามลูกชายลงมา
“ค่ะหม่อม” สาวใช้รับแล้วเดินออกไป
“รอหน่อยนะจ้ะ เดี๋ยวตาหนูก็มา” หม่อมยิ้มให้อย่างเป็นมิตร
“ครับหม่อม” จ๋อมแจ๋มค้อมหัวรับ
“หม่อมอะไรจ้ะ เรียกแม่ก็ได้ อุตส่าห์ตอบรับมาเป็นครูให้ตาหนู แม่น่ะหาคนมาสอนตาหนูกว่าจะได้ยากมาก ดีใจนะที่ได้หนูมาสอน” หม่อมยังคงรอยยิ้มไว้บนหน้าสวยเช่นเดิม
“เอ่อ..ไม่ดีมั้งครับ ผมเป็นแค่ลูกจ้างคงไม่เหมาะเท่าไหร่” เขาถ่อมตัว
“ไม่เป็นไรเลยจ้ะ เรียกเถอะแม่อยากให้เรียก จะได้สนิทสนมกันไว้นะจ้ะ หนูก็จะได้ไม่ต้องเกร็งแม่ด้วย ดูสินั่งตัวลีบเชียว”
“อย่างนั้นก็ได้ครับคุณแม่” เมื่อเลี่ยงไม่ได้จำต้องยอมตามน้ำไปพร้อมยิ้มรับแห้งๆ ไปที
“ดีจ้ะ อย่างนั้นแหละ”
“ตึกๆๆๆๆ” เสียงย่ำเท้าลงบันไดบ่งบอกว่าผู้ที่มาใหม่ใช้สันเท้ากระแทกพื้นรุนแรงแม้จะไม่ใช่บ้านไม้ก็ตาม
‘เสียงเท้ามาก่อนตัวขนาดนี้ คงจะแสบจริง’ จ๋อมแจ๋มคิดในใจ ก่อนจะปรากฏร่างเจ้าของเสียงฝีเท้าตึงตังนั้น
“นี่ตาหนู คุณครูสอนพิเศษคนใหม่ของลูกจ้ะ ชื่อพี่จ๋อมแจ๋มนะ จ๋อมแจ๋มจ้ะนี่ตาหนูจุ๊บจ้า” หม่อมแนะนำคุณครูคนใหม่ให้กับลูกชายตนเอง
“ครับหม่อมแม่ หวัด....ดี....ครับ...พี่..จ๋อม..แจ๋ม” นักเรียนตัวแสบทักทายคุณครูโดยเน้นย้ำทุกคำฟังดูยียวนกวนประสาทจนน่าโมโห
“หวัดดีครับ” ถึงอย่างนั้นผู้เป็นครูก็ยังต้องกดอารมณ์แล้วรับไหว้ตามมารยาท
“รู้จักกันแล้ว แม่ไม่กวนนะจ้ะ หนูจ๋อมสอนตาหนูได้เต็มที่เลย ขาดเหลืออะไรบอกแม่นะ”
“ครับคุณแม่”
หม่อมเดินยิ้มบางออกไป จับไหล่ลูกชายอย่างเอ็นดูเสียหนึ่งที ก่อนที่ห้องนี้จะเหลือเพียงแค่คุณครูกับนักเรียน
.
.
พอไม่มีมารดาเด็กหนุ่มก็เดินมานั่งตรงข้ามคุณครูคนใหม่ ทิ้งตัวลงบนโซฟาพลางกดออก สองขาไขว่ห้างดูเอาแต่ใจ ไม่ได้พร้อมจะเรียนซักนิด
.
.
คุณหนูจุ๊บในสายตาจ๋อมแจ๋มดูเป็นเด็กแสบอย่างที่เพื่อนสนิทว่าไว้ไม่มีผิด ผมสีทอง ใบหน้ากวน รอยบากที่ตรงหัวคิ้วบ่งบอกระดับความดื้อรั้นได้เป็นอย่างดี จนอดคิดไม่ได้ว่าทำไมหม่อมที่มีชาติตระกูลดีถึงได้ปล่อยให้ลูกชายทำตัวเป็นเด็กแว้นได้ขนาดนี้ ดูการแต่งตัวเข้าสิ เสื้อยืดสีดำสกรีนลายไฟลุก กางเกงยีนส์ขาดเข่าตัดชายรุ่ย ดูยังไงก็เหมือนเด็กแว้นแถวบ้านอย่างไรอย่างนั้น ใบหน้ายียวนที่กำลังมองตนนั่นอีก คิ้วข้างนึงกระตุกขึ้นอย่างท้าทายราวกับว่าไม่เคารพกันเลยทั้งที่ตนอายุมากกว่า เนี่ยแหละนะลูกคนรวยที่เอาแต่ใจ
.
.
จ๋อมแจ๋มสะบัดหัวไล่ความคิดไม่ดีออกแล้วหันไปหยิบหนังสือออกมาจากกระเป๋าเพื่อทำการสอน
“น้องจุ๊บพร้อมเรียนแล้วใช่.....”
“คุณจุ๊บ! ”
“ครับ” คิ้วเรียวเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่เข้าใจ
“เราบอกให้เธอเรียกเราว่าคุณจุ๊บ” เสียงติดจะเอาแต่ใจสั่งอีกครั้ง
“คุณจุ๊บหรอครับ?”
“ใช่ คุณจุ๊บให้เธอเรียกคุณจุ๊บว่าคุณจุ๊บ คุณจุ๊บไม่ชอบให้ใครเรียกว่าน้อง คุณจุ๊บเป็นลูกของหม่อมแม่คนเดียว จะเป็นน้องใครได้ยังไง” เสียงติดจะเอาแต่ใจนั้นอธิบายคุณครูคนใหม่ยืดยาว
“ครับ คุณจุ๊บก็คุณจุ๊บ แล้วคุณจุ๊บพร้อมเรียนรึยังครับ ผมไม่เห็นคุณจุ๊บเตรียมสมุดปากกามาจดเลย”
“พร้อม แต่ไม่มีอะไรมาจดหรอกนะ เธอเป็นครูสอนพิเศษไม่ใช่หรอ เก่งจริงก็ใช้สิ่งที่เธอมีสอนคุณจุ๊บให้ได้สิ” กอดอกยียวนเช่นเดิม
‘หนอย...เจ้าเด็กนี่ตั้งใจมาสอนแท้ๆ ดูพูดจาเข้าสิ มันน่าตีนัก ถึงว่าครูคนอื่นถึงอยู่กันได้ไม่นาน แต่ครูจ๋อมไม่เหมือนครูคนอื่นหรอกนะ’ คุณครูคนใหม่กำหมัดแน่น แต่ก็ยังยิ้มกลบเกลื่อน
“ครับ ได้ครับ ไม่มีปัญหา งั้นเริ่มจากวัดพื้นฐานคุณจุ๊บก่อนเลยแล้วกันนะครับ”
“วัดพื้นฐาน คุณจุ๊บไม่มีพื้นฐานอะไรหรอก บอกไว้ก่อนนะว่าภาษาอังกฤษกับคุณจุ๊บไม่ถูกโรคกัน แค่ท่องA-Zคุณจุ๊บก็ไม่ไหวแล้ว” นักเรียนตัวแสบตอบกลับเจื้อยแจ้วสองมือยังคงกอดอกไว้แน่น
“อย่างนั้นยิ่งต้องวัดครับ จะได้รู้ว่าคุณจุ๊บมีพื้นฐานแค่ไหน นี่ครับแบบทดสอบ พี่เตรียมมาให้คุณจุ๊บลองทำ พี่ให้เวลาคุณจุ๊บทำ15 นาทีนะครับแล้วพี่จะตรวจ” ว่าพลางยื่นแบบฝึกหัดวัดพื้นฐานที่ตนเองเตรียมมาพร้อมกับดินสอ ให้นักเรียนตรงหน้าลองทำดู
คุณจุ๊บขมวดคิ้วแน่นหยิบชีททดสอบกับดินสอมา เงยหน้ามองคุณครูสอนพิเศษอีกครั้งด้วยดวงตาไม่เป็นมิตรนักก่อนจะเริ่มลงมือทำ
.
.
จ๋อมแจ๋มให้เวลาคุณจุ๊บในการทำแบบทดสอบ15 นาที
ทว่าคุณจุ๊บกลับใช้เวลาไปแค่5 นาทีเท่านั้นก่อนจะยื่นกระดาษกลับคืนมาให้
“อะ เอาคืนไปคุณจุ๊บทำเสร็จแล้ว”
“เสร็จแล้วหรอครับ” คุณครูคนใหม่ถึงกับทำหน้าตกใจรีบรับกระดาษมาตรวจคำตอบ
“no no no ทำไมมีแต่คำตอบว่าno ไม่มีคำตอบอย่างอื่นเลยล่ะครับ” สองมือพลิกกระดาษทุกหน้าก็ได้คำตอบว่าNo ด้วยลายมือไก่เขี่ยจากนักเรียนตัวดี
“ก็บอกแล้วไงว่าคุณจุ๊บไม่มีพื้นฐานอะไรให้วัดหรอก ก็ยังจะให้คุณจุ๊บทำอีก พูดไม่รู้เรื่องเลยเธอเนี่ย” ยกมือมากอดอกทำปากมุบมิบบ่นเหมือนเดิม
จ๋อมแจ๋มมองหน้าคุณจุ๊บอย่างไม่เชื่อสายตา ลูกผู้ดีมีฐานะแบบคุณจุ๊บต้องได้รับการศึกษาด้านภาษาที่ดีกว่าเด็กวัยเดียวกันสิ แต่นี่อะไร เด็กคุณจุ๊บกลับตอบคำถามง่ายๆ อย่าง what you name? ไม่ได้ด้วยซ้ำ
.
.
หรือว่าคุณจุ๊บอะไรนี่จะแกล้งกันเล่นนะ.....
.
.
แต่วันแล้ววันเล่า
พัฒนาการด้านการเขียนของคุณจุ๊บที่คุณครูคนใหม่พยายามเคี่ยวสอนก็ไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น ซ้ำร้ายยังแย่ลงเพราะนักเรียนตัวแสบที่เอาแต่ใจสอนอย่างไรก็ไม่ฟังกันบ้างเลย
.
.
เอาใหม่....จ๋อมแจ๋มถอนหายใจออกมาอีกครั้งในวันที่สี่ เขียนไม่ได้ไม่เป็นไร ตนเองยังพอมีแบบทดสอบอย่างการอ่านมาให้คุณจุ๊บลองทำอีก
“ไม่เป็นไรครับคุณจุ๊บ ตอบแบบทดสอบการเขียนไม่ได้ก็ไม่เป็นไรครับ วันนี้พี่มีแบบทดสอบการอ่านมาให้คุณจุ๊บลองอ่านดู”
“เขียนแล้วยังมีอ่านอีกหรอ คุณจุ๊บบอกแล้วไงว่าคุณจุ๊บอ่านไม่ออก” นักเรียนตัวแสบเริ่มโวยวายเสียงดังผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“คุณจุ๊บใจเย็นๆ ก่อนนะครับ คุณจุ๊บลองอ่านแบบทดสอบของพี่ก่อน ถ้าคุณจุ๊บอ่านไม่ได้จริงๆ เราค่อยมาว่ากันอีกที” คุณครูคนใหม่พยายามใจเย็นยกสองมือห้ามปรามนักเรียน เห็นทีการจัดการกับเด็กแสบอย่างคุณจุ๊บคงไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้
“ฮึ่ย...” นักเรียนตัวแสบทำท่าฟึดฟัดอย่างเด็กเอาแต่ใจก่อนจะนั่งลงไปตามเดิม
จ๋อมแจ๋มเห็นคุณจุ๊บเย็นลงก็ยื่นกระดาษทดสอบการอ่านให้ นักเรียนตัวดีจับมาด้วยกริยากระชากแรงๆ จนมืออีกฝ่ายปัดตามไปด้วย จ๋อมแจ๋มพยายามข่มใจตัวเองเอาไว้ หากไม่คิดถึงค่าจ้างสอนแพงแสนแพงที่ไม่มีวันจะหาจากที่ไหนได้อีก คงไม่ใจเย็นแบบนี้ สงสัยได้มีการทุบตีเจ้าเด็กดื้อนี่ให้หลาบจำบ้างล่ะ
“ด...ดิส...อ....อิส...อะ....บอ.... บออะไรวะ” อ่านออกเสียงแค่นั้นแล้วทำท่าหงุดหงิดเกาหัวจนยุ่งเหยิง
“เป็นยังไงครับคุณจุ๊บ อ่านได้มั้ย”
“ไม่ได้!! คำศัพท์อะไรก็ไม่รู้ อ่านไม่เห็นจะออกซักคำ เธอเอาคืนไปเลย” เด็กแสบเขวี้ยงกระดาษคืนไปหาคุณครู จนกระดาษเกือบเฉียดใบหน้าหวานนั้นไปเพียงนิดเดียว
“แต่นี่เป็นประโยคง่ายๆ เลยนะครับคุณจุ๊บ”
“ก็มันอ่านไม่ออกจะให้ทำยังไงล่ะ” น้ำเสียงเอาแต่ใจเถียงกลับ
เอาล่ะสิจ๋อมแจ๋ม งานเข้าแล้ว เด็กนี่ไม่มีพื้นฐานอะไรเลยจริงๆ ไม่ใช่แค่แกล้งเล่นแล้ว อย่างนี้ตัวเองจะเริ่มสอนจากตรงไหนดี
.
.
คุณจุ๊บเห็นจ๋อมแจ๋มเงียบไปนานก็ลอบยิ้ม ครูคนนี้ก็คงจะเหมือนกับอีกหลายๆ คนที่เขาเจอ พอเขาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ก็เริ่มหนีกันไปหมด ไม่มีใครตั้งใจจะสอนเขาจริงจังกันซักคน
.
.
“นี่เธอ...เงียบไปเลย ไม่สอนต่อแล้วหรอ” เด็กแสบถามคุณครูด้วยความเย้ยหยัน
“ครับ วันนี้พี่ขอกลับเลยแล้วกัน” คำตอบนั่นทำให้คุณจุ๊บแอบใจหาย ไม่คิดว่าคนที่ดูมุ่งมั่นตั้งใจสอนแบบจ๋อมแจ๋มจะถอดใจเร็วขนาดนี้
“เออ... งั้นก็ดี คุณจุ๊บจะได้กลับไปเล่นเกมส์ต่อ เสียเวลามาเยอะแล้ว” เด็กแสบแสร้งทำเป็นไม่สนใจอะไร
“ไว้พรุ่งนี้บ่ายสามพี่จะมาใหม่นะครับ พอดีวันนี้เอกสารที่เตรียมมาสอนยังไม่เหมาะกับคุณจุ๊บเท่าไหร่พี่เลยว่าจะไปหาซื้อหนังสือมาติวให้ใหม่ครับ”
หากแต่ผิดคาดคุณครูคนใหม่ตอบกลับนักเรียนตัวแสบด้วยรอยยิ้มกว้าง และนี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดคิดมาก่อน
.
.
คุณจุ๊บมองหน้าจ๋อมแจ๋มนิ่งราวกับว่ากำลังประมวนผลอะไรบางอย่างภายในหัวใจ
“จะไปซื้อหนังสือหรอ?” คำถามสั้นๆ หลุดออกมาจากคุณจุ๊บ
“ใช่ครับ”
“แล้วเธอจะไปซื้อวันไหนล่ะ”
“คงเป็นพรุ่งนี้หลังเลิกเรียนบ่ายสองครับซื้อเสร็จแล้วก็จะได้เอามาสอนคุณจุ๊บเลย”
“เธอเรียนมธ.ใช่มั้ย พรุ่งนี้เลิกเรียนรอคุณจุ๊บอยู่ทีมหา’ ลัยนั่นแหละ เดี๋ยวคุณจุ๊บไปรับ เราจะไปหาหนังสือมาเรียนกัน” เสียงเรียบนั้นฟังดูไม่ต่างกับการบังคับ
“หา....” อุทานออกมาราวกับว่าสิ่งที่ได้ยินไม่ใช่เรื่องจริง
“เอาตามนี้แหละ กลับบ้านไปได้แล้ว คุณจุ๊บจะขึ้นไปเล่นเกมต่อ” นักเรียนตัวแสบตัดบทกันเสียดื้อๆ ก่อนที่จะเดินขึ้นชั้นสองของบ้านไป ทำเอาคุณครูคนใหม่ที่ยังนั่งอยู่ในห้อง งงจนทำอะไรไม่ถูก
“นี่สรุปเราต้องทำตามที่เด็กคุณจุ๊บบอกหรอ” แม้จะยังไม่เข้าใจแต่ก็เก็บเอาแบบทดสอบพร้อมกับอุปกรณ์เข้ากระเป๋าเดินออกไปแบบงงๆ
“กลับแล้วหรอคะคุณครู พรุ่งนี้มาใหม่นะคะ” คุณแม่บ้านคนเดิมเข้ามาทัก
“ครับ สวัสดีครับคุณป้า” คุณครูคนใหม่ตอบรับ ไหว้คุณป้าแม่บ้านแล้วค้อมตัวเดินออกจากบ้านไป โดยไม่รู้เลยว่าคุณป้าแม่บ้านมองตามหลังอย่างนึกเอ็นดู
“เหมาะสมกับคุณหนูของช้อยจริงๆ เด็กอะไรน่ารักทั้งหน้าตา ทั้งกริยามารยาท” คุณป้าแม่บ้านพึมพำกับตนเองด้วยรอยยิ้ม
.
.
.
วันถัดมา
เลยเวลาเลิกเรียนจ๋อมแจ๋มออกมารอคุณจุ๊บทั้งที่ในหัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเชื่อใจนักเรียนตัวแสบของตัวเองได้มั้ย เพราะอะไรๆ ก็ดูขัดแย้งกันไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นร่างเล็กก็ยังพาตัวเองมายืนรอที่ป้ายรถเมย์หน้ามหาวิทยาลัยอยู่ดี
“Rrrrrr” เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นทำให้รีบควานมือเข้าไปในกระเป๋าเพื่อกดรับ
“เบอร์ใครไม่คุ้นเลย...หรือว่า” ฉุกคิดอะไรขึ้นได้รีบกดรับทันที แล้วก็ไม่ผิดคาด
(ฮัลโหลเธอ อยู่ตรงไหน คุณจุ๊บอยู่หน้ามอเธอแล้วเนี่ย) เสียงห้าวปลายสายติดจะรำคาญอยู่ในทีดังลอดออกมา
“พี่อยู่ตรงป้ายรถเมย์ครับคุณจุ๊บ” พอรู้ว่าเป็นใครจึงรีบตอบรัวเร็ว
(ป้ายรถเมย์หรอ เคๆ) เสียงห้าวตอบรับแล้ววางสายไป
จ๋อมแจ๋มชะเง้อมองหารถที่พอจะเป็นรถคุณจุ๊บได้ คาดเดาว่าคงจะเป็นรถหรูคันใดคันหนึ่งของวังอัครกังวานบารมี
“ปิ๊มๆๆๆ” แตรรถเสียงดังทำให้ร่างเล็กสะดุ้งเล็กน้อยพร้อมหันไปมอง พบเป็นรถยนต์บีเอ็มดับเบิ้ลยูสีดำคันหรู เจ้าของรถลดกระจกลงก่อนจะเรียกคนที่อยู่ด้านนอกเสียงดัง
“เธอ.... มาขึ้นรถสิ เดี๋ยวก็โดนรถเมย์ด่าหรอกจอดอยู่ตรงป้ายเขานาน” เสียงที่โวยวายออกมานอกรถ ไม่ผิดแน่...เสียงของนักเรียนตัวแสบของจ๋อมแจ๋ม
ร่างเล็กไม่มีเวลาได้ตั้งสติเท่าไหร่รีบวิ่งเข้าไปที่รถเปิดประตูนั่งข้างคนขับทันที
.
.
พอขึ้นรถมาได้ จ๋อมแจ๋มจึงมีเวลาสังเกตอะไรๆ
.
.
คุณจุ๊บวันนี้ไม่ได้อยู่ในลุคเสื้อยืดกางเกงยีนส์ขาดเข่าอย่างเด็กแว้นสไตล์อย่างที่เคยเห็นในทุกวัน แต่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมสองเม็ดจนถึงช่วงอก ผมสีอ่อนถูกเซทเป็นทรงดูดี ใบหน้ากวนสวมทับด้วยแว่นกันแดดสีชารับกับทรงหน้า กางเกงขาเดฟสีดำแนบเนื้อดูเข้ากันดีกับเสื้อที่ใส่ แถมยังขับรถเองด้วยท่าทางสบายๆ นี่สิถึงจะเหมือนคุณชายหน่อย
“มองอะไรเธอ” เสียงติดเอาแต่ใจถามโดยที่ตายังคงจ้องมองถนนอยู่
“ป..เปล่าครับ ผมแค่แปลกใจที่คุณจุ๊บขับรถมาเองเลย”
“คุณจุ๊บมีใบขับขี่นะ อย่าดูถูกคุณจุ๊บสิ”
“มีใบขับขี่รถยนต์แต่สะกดภาษาอังกฤษคำง่ายๆ ไม่ออก เชื่อเขาเลย” จ๋อมแจ๋มกรอกตารำพึงกับตัวเอง
“บ่นอะไร”
“เปล่าๆ ครับไม่มีอะไร”
“แล้วจะไปซื้อหนังสือที่ไหนบอกแล้วกัน จะได้ไปถูก”
“ห้างxxxก็ได้ครับ อยู่ไม่ไกลจากบ้านคุณจุ๊บมากด้วย”
“โอเค” สารถีกิตติมาศักดิ์รับคำง่ายๆ บทจะเป็นเด็กดี ก็ไม่เหลือคราบเด็กแสบเมื่อวานนี้ให้เห็นเลย สรุปนักเรียนของจ๋อมแจ๋มเป็นคนยังไงกันแน่นะ
.
...........................................