Chapter 2
ผมใช้เวลาทั้งคืนกับการตรวจเพื่อความมั่นใจว่าร้านที่ผมจะไปทำงาน มันเป็นร้านเเบบไหนอันตรายหรือเปล่า ผลสรุปมันเป็นผับหรูเเหล่งรื่นรมย์มีเหล้าเเต่ไม่มีสารเสพติด ผู้จัดการผับเคร่งครัดเรื่องกฏระเบียบเเละความปลอดภัยทั้งลูกค้า พนักงาน ร้านถูกให้คะเเนนถึงห้าดาว เเละคอมเมนต์จากผู้คนที่เคยได้ใช้บริการการผับเเห่งนี้อีกหลายพันคน ทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าดี…ดีมากรวมถึงผู้จัดการด้วยหล่อมาก
รู้ได้เพราะว่า… เห็นในคอมเมนต์มันบอก
“อ่อ!” ไนท์ร้องเสียงดัง จนผมที่นั่งข้าง ๆ ตกใจหันไปมองมัน “กูนึกออกละไอ้ตี๋ ร้านที่มึงจะไปทำงานอะ กูรู้จักอยู่ ร้านของเฮีย… เฮียคุน เออใช่ เฮียคุน”
“เฮียคุน” ผมพึมพำชื่อบุคคลที่ไม่รู้จักซํ้าไปซํ้ามา “ใครอะ”
“ก็เจ้าของร้านไง เจ้าของร้านชื่อเฮียคุนอะกูรู้จักอยู่ ตอนอยู่กรุงเทพกูกับเพื่อนรวมตี้กันไปนั่งร้านเฮียเเกบ่อย ๆ ก็พอจะสนิทสนิมอยู่ เเต่ไม่มาก เพราะเเกโคตรเย็นชา เเต่ก็ใจดีนะ ให้โบนัสลูกน้องเเต่ละทีคือบับเยอะจัด”
“ไนท์เคยทำงานกับเฮียเเกเหรอ” ผมถามไนท์ เธอส่ายหัว
“เปล่านะ ไม่ได้ทำเเต่เพื่อนอะเคยทำ เห็นมันบอกว่าเฮียคุนเนื้อหอมมาก มีเเต่คนอยากตก เเต่ก็ต้องพลาดเพราะเฮียเเกอะไม่สนใจเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ สนใจเเต่งาน เเละที่สำคัญนะที่บ้านเฮียคุนอะ รวยม๊วกกกก พูดไปพูดมากูชักอยากตกเฮียเเกบ้างวะ”
ผมหลุดขำให้กับประโยคสุดท้าย
“ขำอะไรไอ้ตี๋ กูพูดจริงนะ จากที่ไม่สนใจอะตอนนี้อะสนใจขึ้นมาหน้าด้าน ๆ กูว่านะถ้ากูได้เฮียเเกอะ กูคงสบายไปทั้งชาติ” ไนท์ว่าด้วยสีหน้าจริงขั้นสุด
“เออ ๆ เอาที่ไนท์สบายใจเลย” ผมเช็ดน้ำตาที่เล็ดออกมา
“มึงคุยกับกราฟยังอะ เรื่องที่จะไป” ไนท์พาผมวกกลับมาเรื่องงานอีกครั้ง
ผมพยักหน้าหงึก ๆ เมื่อวานตอนนั่งทานหมูกระทะกับกราฟ เราสองคุยได้กันถึงเรื่องนี้เเล้ว กราฟบอกว่าไม่ต้องห่วงทั้งกราฟเเละบ้าน กราฟจะจัดการดูเเลให้ดีที่สุด จะไม่ให้ผมเป็นกังวลใด ๆ จะรายงานสถานการณ์ทุกอย่าง ทุก ๆ 1 ชั่วโมง พอผมได้ยินก็สบายใจขึ้นมาบ้าง ลดความพะว้าพะวง
“อือ คุยเเล้ว กราฟบอกไม่ห่วงทางนี้ กราฟจะดูเเลให้”
“อืม ดีเเล้ว เเล้วมึงคิดยังอะจะไปวันไหน”
“พรุ่งนี้อะ เราจะไปพรุ่งนี้”
“โอเคร งั้นเดี๋ยวกูอยู่อีกสักนิดหน่อยก็ได้ จะรีบไปเก็บของ”
“อ่อ ได้ ๆ”
ผมกับไนท์เรานั่งคุยกันไปเรื่อย ๆ สรรหาเรื่องคุยกันไปทั่ว พอหอมปากหอมคอต่างเเยกย้าย ไนท์กลับบ้านไปเก็บข้าวของเดินทางลงกรุงเทพไปเรียนวันพรุ่ง ส่วนผมก็เก็บเหมือนกัน เก็บของที่จำเป็น ๆ ใส่กระเป๋าเดินทาง
นานเเล้วเหมือนกันที่ผมไม่ได้ใช้กระเป๋าใบนี้ พอได้ออกมาใช้เเอบตกใจนิดหน่อยที่สภาพมันยังคงใช้งานได้ดีเหมือนเดิม คงเป็นเพราะว่าตอนเเม่อยู่ เเม่เก็บรักษาให้ผมไว้อย่างดี ผมเก็บของใช้ต่าง ๆ เเละสิ่งสำคัญคือรูปภาพถ่ายครอบครัว เอาไว้ดูยามคิดถึงบ้าน
ผมมองดูรูปถ่ายรวมตอนไปเที่ยวทะเลเมื่อหลายปีก่อน เป็นภาพที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานเเค่ไหนมันก็สวยงามเหมือนเดิม ภาพจำในวันวานย้อนคืนกลับมาในหัว ภาพที่ผมวิ่งเล่นในน้ำทะเลเค็ม ๆ ภาพที่เเม่กับพ่อสาดนํ้าใส่ผมกับน้อง ภาพที่ครอบครัวอยู่ด้วยพร้อมหน้าพร้อมตา
‘เเม่ปาละอ่อนมาถ่ายฮู้ปเร็ว ๆ เอาไว้เป็นตี่ระลึก’
(เเม่พาเด็ก ๆ มารูปเร็ว ๆ เอาไว้เป็นที่ระลึก)
‘เอา นึ่งสองซั่ม!’
(1-2-3!!)
‘Cheeseeeee!’
เเชะ..!
“อีป้อกับอีเเม่อยู่ตางบนปุ้น เป็นจะไดผ่องสบายดีก่ เปิ้นกับน้องคิดถึงอีป้ออีเเม่ขนาดหนัก”
(พ่อกับเเม่อยู่ข้างบน เป็นยังไงบ้างสบายดีไหม ผมอยู่กับน้องคิดถึงพ่อกับเเม่มาก ๆ เลย)
เป็นประโยคที่เอ่ยทั้งนํ้าตา เเต่มันก็มาพร้อมรอยยิ้มของอาตี๋นักสู้ชีวิต
วันเดินทางมาถึงผมตื่นตั้งเเต่เช้ามาจัดเเจงมื้อเช้าให้ผมกับน้องชาย ทานข้าวเสร็จเราก็กอดลากัน ไอ้กราฟน้องรักของผมหมอบพวกกุญแจดอกพลัมให้ผม เเล้วกอดลากันอีกครั้งก่อนที่ตัวผมจะมุดเข้าไปในรถของไนท์ โดยมีพี่เหนือพี่ชายไนท์เป็นคนขับรถพาเราเดินทาง ถึงผมกับกราฟจะคุยกันเเล้วก็เถอะ ผมอดไม่ได้ที่จะไม่เป็นห่วง เเต่เลือกเเล้วก็ไม่ควรหันหลังกลับไป
ผมมองพวกกุญแจดอกพลัมไม่เข้าใจหรอกว่ากราฟฟิคน้องรักจะสื่อถึงอะไร เเต่มันคงมีความหมายที่ดีมาก ไม่งั้นน้องตัวดีคงไม่ให้ผม ผมสูดหายใจเข้าลึกสุดปอด ไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะเป็นยังไง เเต่มาถึงขั้นนี้ถอยกลับคงไม่ใช่ไอ้ตี๋คนนี้
เป็นถึงอาตี๋นักสู้ชีวิตเชียวนะ จะปอดเเหกตอนนี้ไม่ได้ สู้เว้ย!
ทิ้งระยะห่างจากบ้านมาได้หลายกี่โลเมตร พี่เหนือก็เเวะพักที่ปั้มน้ำมันเเห่งหนึ่งในตาก ผมลงจากรถเข้าห้องน้ำก่อนเป็นอย่างเเรกเพราะปวดหนัก ขับถ่ายของเสียก็รู้สึกโล่งเดินออกจากห้องนํ้าปั้มเข้าเซเว่นต่อ หาของกินลองท้องซักหน่อย จึงได้มาเป็นไส้กรอกกับนมรสช็อคโกแลต ผมเดินกลับมารถที่ตามเดิม นั่งกินไส้กรอกกับนม สักพักรถยนต์คันเก่งก็กลับเข้าสู่ถนนสายหลักอีกครั้ง ขับรถผ่านเมืองที่ผมไม่คุ้นตา
ผมมองเรื่อย ๆ ตามประสาคนเพิ่งเปิดโลก นานเเล้วเหมือนกันที่ผมได้ออกจากนครลำปางถิ่นเกิด พอเจอสิ่งไม่เคยเห็นดูตื่นเต้นก็ไม่เเปลก ผมมองสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ผ่านกระจกรถจนเคลิ้มหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีร่างกายก็ถูกเขย่าด้วยมือของไนท์ ผมสะลืมสะลือเเบกกระเป๋าลงจากรถขยี้ตาตัวเองเบา ๆ มองตึกสูงหลายสิบชั้นตรงหน้า
นี่เราถึงกรุงเทพมหานครเเล้วเหรอ
นี่เหรอคอนโดฯ…สูงเป็นบ้าเลย
ผมหมุนตัว360องศาเซลเซียส เคยเห็นกรุงเทพเเต่ในทีวี ไม่คิดไม่ฝันว่าความเป็นจริงมันจะกว้างใหญ่ขนาดนี้
“หู้วว กว้างกว่าในทีวีอีกนะเนี่ย” ผมพึมพำคนเดียว สายตาสนใจกับสิ่งเเปลกใหม่ไม่หยุด
“ไอ้ตี๋มัวเเต่ดูอยู่ได้ รีบยกข้าวของตามกูมาได้เเล้ว” ไนท์ว่าเสียงดุ
ยิ้มเเย้มยิ้มส่งให้เพื่อนสาว เเบกกระเป๋าใส่ข้าวของต่าง ๆ ของตัวเองขึ้นพาดไหล่ สาวเท้าเดินตามผู้หญิงตัวเล็กเวลาดุโคตรเหมือนเเม่ผมเลย มีสิ่งเดียวที่ไม่เหมือนเเละไม่มีทางเหมือน คือเเม่ผมสวยกว่า
นอกจากจะได้เห็นกรุงเทพมหานครครั้งเเรกเเล้ว ผมยังได้ใช้ลิฟท์เป็นครั้งเเรกอีกด้วย ถือว่าตื่นเต้นพร้อมความกลัวในเวลาเดียวกัน ผมกลอกตามองไปทั่วลิฟท์สำรวจนั้นทีนี่ทีตามภาษาคนตื่นเต้นกับสิ่งที่ไม่เคยเห็น ทำให้ผมนึกถึงฉากในหนังสยองขวัญที่จู่ ๆ ลิฟท์ก็ดันเกิดปัญหาไปต่อไม่ได้ คนในลิฟท์จึงต้องติดเเหง็กกันอยู่ในนี้ ติดในลิฟท์ไม่พอมีผีเข้ามาหลอกด้วย นึกคนเดียวขนลุกคนเดียว
ประตูเหล็กสองฝั่งเปิดออกเมื่อถึงที่หมายไนท์ก้าวออกลิฟท์ก่อนผม ผมกลายเป็นคนเดินตามมีพี่เหนือตามหลังติด ๆ เราก็ถึงหน้าห้องของไนท์ เธอล้วงคีย์การ์ดในกระเป๋าสวยขึ้นเเตะหน้าจอเล็ก ๆ ตรงข้างประตู ไม่ถึงวิประตูห้องก็เปิดออกข้างนอกที่ว่าหรูหราหมาเห่า ด้านในของห้องโคตรหรูหราเลย ทุกสิ่งจัดอยู่ในความเป็นระเบียบเรียบร้อยทุกตารางนิ้ว จนผมไม่กล้าก้าวเท้าเข้าไป หากเเต่พี่เหนือก็ดันร่างผมเข้าไปจนได้
“จะยืนนิ่งอยู่ทำไม เข้าไปสิ” พี่เหนือว่าพลันหัวเราะเบา ผมหันหน้าไปเเย้มยิ้มให้พี่เหนือ ชายร่างสูงขาวหล่อดูอบอุ่นใจดีตอบกลับผมด้วยยิ้มหวาน
ผู้ชายอะไรเเค่ยิ้มก็โคตรหล่อ
อาตี๋ขาอิจฉา
“คะ- ครับ”
“เเบกคนเดียวสองใบเลย มา.. เดี๋ยวพี่ช่วยถือนะ”
“ไม่เป็นไรพี่เหนือ ตี๋ถือเองได้ครับ เเค่นี้สบายมาก” ผมเเยกยิ้มกว้าง ปัญหาชีวิตก็ผ่านมาเยอะเเล้ว เเต่กระเป๋าสองใบอาตี๋ขาสบายมาก
“อ่า โอเครครับ”
“ครับ”
ผมโยกย้ายตัวเองจากนอกห้องเข้ามายืนอยู่กลางห้อง ไนท์เปิดผ้าม่านสีครีม ทำให้ผมเห็นทิวทัศน์เมืองศรีวิไลซ์ขนาดกว้าง ตึกสูงใหญ่เรียงรายกันไม่มีที่สิ้นสุด เห็นเเม้กระทั้งสะพานข้ามเเม่นํ้าเจ้าพระยา เหมือนที่เคยเห็นในหนังเป๊ะ ๆ
“ไอ้ตี๋.. ไอ้ตี๋!”
เเรงเขย่าทำให้ผมหลุดจากมนต์สะกดเมืองศรีวิไลซ์ เมืองที่ใคร ๆ ก็ต่างพากันมาที่นี่ด้วยหลายเหตุผล
“หะ.. ว่าไง” ผละสายตาจากทิวทัศน์มองไนท์
“ปะ เดี๋ยวกูพาไปดูห้อง พี่เหนือ..” ไนท์หันไปเรียกผู้เป็นพี่ ที่กำลังกระดกนํ้าอย่างหื่นกระหาย
“ว่าไงยัยไนท์” เหนือเช็ดขอบปาก ก่อนถามกลับ
“พี่จะกลับเลยป่ะหรือยังไง”
“ยังอะ ขับรถมาตั้งเจ็ดชั่วโมง ขอนอนพักสายตาหน่อยได้ไหม”
“ได้ ๆ นอนโซฟา ปะ ไอ้ตี๋ไปกัน” ไนท์จับข้อมือผมพาเดินไปยังห้องที่เธอจะยกให้
ประตูไม้สีขาวเปิดออกเป็นห้องนอนสี่เหลี่ยม ทุกด้านทุกมุมตกธีมเป็นสีขาวทั้งหมด มีเตียงพร้อมผ้าปู ตู้เสื้อผ้า ห้องนํ้าในห้อง เเละระเบียงห้อง
“นี่ห้องมึงนะ ส่วนห้องกูอยู่ข้าง ๆ มีอะไรเรียกใช้ได้ตลอด ถ้าขาดเหลืออะไรบอกได้เด้อ” ไนท์ตบไหล่ผม
“ขอบคุณนะไนท์ เรื่องจ่ายค่าคอนโดอะ กับค่านํ้าค่าไฟเดี๋ยวช่วยจ่ายนะ”
ไนท์สะบัดมือไม่รับการช่วยเหลือจากผม “ไม่ต้องเว้ย คอนโดมิเนียมกูซื้อสดจ้ะ ส่วนเรื่องค่าน้ำค่าไฟไม่ต้องพี่เหนือกูจัดการให้ ฮ่า ๆ”
“อ้าวเหรอ มันจะดีเหรอไนท์ ที่เเกให้เราอยู่เเบบไม่ช่วยเเกออกอะไรเลยอะ” ผมยังคงเกรงใจ เเต่ฝ่ายนั้นก็ส่ายหัวอย่างเดียว
“เลิกเกรงใจกูเถอะ เพื่อนกันคิดงี้ดิ เเต่ถ้ามึงอยากช่วยจริง ๆ อะ เอางี้ ตอนกูไปมหา’ลัย มึงช่วยทำกับข้าวไว้ให้กูหน่อยได้ป่ะ เรียนมาเหนื่อย ๆ ต้องการของอร่อย ๆ เติมพลัง”
ได้ยินคำนี้เข้าไปผมพยักหน้าหงึก ๆ ตาเปล่งประกายวิบวับ ๆ ไนท์ให้ผมอยู่ฟรีเเล้ว ผมควรตอบเเทนอะไรไนท์บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังดี
“ได้ ถ้าไนท์กลับมาเราจะทำของอร่อย ๆ ไว้รอนะ”
“จ้าาาา จะรอกินฝีมือมึงนะ เดินทางมาเหนื่อย ๆ พักก่อนเถอะ กูขอตัวไปอาบน้ำก่อนบัยยย”
ไม่มีอะไรจะคุยเเล้วก็เเยกย้าย ไนท์เดินออกห้องไปพร้อมปิดประตู ผมวางกระเป๋าใบใหญ่ในมือลงกับพื้นห้อง ห้องที่ไนท์เพิ่งจะยกให้ผมไปเมื่อกี้นี้เอง ผมล้วงมือถือจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมากดสายหากราฟน้องชายสุดที่รัก
.
.
“ทำไรอยู่ไอ้กราฟ”
[กำลังจะเข้ากิจกรรมอะ ถึงยังกรุงเทพเมืองหลวงของเรา]
ผมเดินมาที่ระเบียงยื่นหน้ารับลมเย็น ๆ “อื้อ ถึงเเล้ว ใหญ่มากเลย”
‘บ้ากราฟคิงขะไจ้มาโดะบะ เขาเข้าเเถวกันเเล้ว’
(ไอ้กราฟมึงรีบ ๆ มา เขาเข้าเเถวกันเเล้ว)
[เออ ๆ คิงไปก่อนเลยเดี๋ยวฮาตวยก้นไป] คนในสายตระโกนตอบกลับเพื่อนไป [จะไปลืมถ่ายฮู้ปมาหื้อผ่อตวยเด้อ กรุงเทพน่ะอยากเห็น]
(เออ ๆ มึงไปก่อนเลยเดี๋ยวกูตามไป) - (จะไปลืมถ่ายรูปมาให้ดูด้วยนะ กรุงเทพน่ะอยากเห็น)
“อ่า ตั๋วไปย้ะกิจกรรมเต๊อะ เดี๋ยวปี้จะถ่ายฮู้ปส่งไปหื้อผ่อ ตอนนี้ขอพักกำก่อนอิ๊ดขนาดเลย”
(อ่า ตัวไปทำกิจกรรมเถอะ เดี๋ยวพี่จะถ่ายรูปส่งไปให้ดู ตอนนี้ขอพักเเปปนึงก่อนเหนื่อยมาก)
[ครับ ๆ เดี๋ยวน้องถึงบ้านเเล้วน้องจะตั้กเฟสหาเด้อบายครับปี้ตี๋ สู้ ๆ เด้อครับ ถ้าปี้ท้อจะไปลืมหนาผ่อพวงกุญเเจตี่น้องหื้อปี้หันเด้อ มันคือกำมันคือกำลังใจจากน้องจายคนนี้]
(ครับ ๆ เดี๋ยวน้องถึงบ้านน้องจะทักเฟสหานะบายครับพี่ตี๋ สู้ ๆ นะครับ ถ้าพี่ท้ออย่าลืมดูพวงกุญเเจที่น้องให้นะ มันคือกำลังใจจากน้องชายคนนี้)
“ครับ” ริมฝีปากเป็นกระจับวาดยิ้มสวยก่อน กดตัดสายไป คำพูดของน้องชายเพียงเดียว ทำให้ผมมีพลังอย่างน่าทึ่ง ขุมพลังมากมายในร่างกายที่พร้อมจะปะทะกับทุกอุปสรรคที่เข้ามาไม่หยุดพัก อาตี๋ขาคนนี้พร้อมบวก
ผมหลับตาลงปล่อยจิตใจให้ว่างเปล่าไปกับสายลมที่ล่องลอย เวลานี้ไม่มีอะไรนอกจากคำว่า ‘พักก่อน…เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน’ สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าจนเต็มปอดปล่อยจิตไปเต็มที่ ผมหมุนตัวกลับเข้าห้องนอนสี่เหลี่ยมธีมขาวยกห้อง เปิดกระเป๋าเดินทางเก็บจัดเก็บสัมภาระให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนวางร่างกายที่เหนื่อยกับการเดินทางรวบ 7 ชั่วโมงเต็มลงบนเตียงนุ่ม
ดวงตากลมสัมผัสกับเพดานสีขาวสะอาดเฉกเช่นเดียวกับสีห้องทั้งห้อง ผ้าม่านสีครีมลายดอกกุหลาบยังคงสั่นไหวเพราะสายลมพัดผ่านช่องว่างระหว่างม่าน เข้ามาสร้างความเย็นสบายภายในห้องนอนสี่เหลี่ยม เปลือกตาของผมค่อย ๆ เลื่อนลงทีละนิด ทีละนิด… ในที่สุดก็เข้าห้วงนิทราโดยไม่มีคำบรรยายใดใด
ฝัน…ฝันอีกเเล้ว
ครอบครัวที่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา..
ดีจัง.. อยากอยู่เเบบนี้ตลอดไปจังเลย..
อีป้อ..อีเเม่
(พ่อ..เเม่)
ครั้งเเรกที่คิดไว้ว่าการสมัครงานมันคงไม่ยากอะไร เเค่กรอกใบสมัครกับสัมภาษณ์ก็คงจะเริ่มทำงานได้เเล้ว นั่นคือสิ่งที่อาตี๋เเบบผมคิดไว้ ทว่าความจริงกลับไม่ใช่อย่างนั้น
“ชื่อตี๋เหรอ..” ตาคมเรียวรีใต้กรอบเเว่นทรงสี่เหลี่ยม นัยน์สีดำสนิททรงอำนาจผละจากกระดาษในมือขึ้นมองหน้าใหม่ ที่นั่งยิ้มเเห้ง ๆ “เคยทำงานในผับมาก่อนไหม?”
“เคยครับ เเถวบ้านผมมีร้านอาหารตอนกลางคืนอยู่ครับ ผมเคยไปทำอยู่ครั้งหนึ่ง-”
“ฉันไม่ได้ต้องการให้นายอธิบายยาว เเค่อยากรู้ว่าเคยหรือไม่เคย” เขาวางกระดาษในมือลงเมื่อมันไร้ความหมาย
“ครับ เคยทำครับ”
“ตอนนายจะสมัคร นายได้อ่านกฎของทางร้านฉันไหม” เสียงทุ้มราบเอ่ยถามกับผม ผมสบตาเขาเเปปเดียวก่อนงุดหน้าลง ครุ่นคิดว่าเคยอ่านกฎระเบียบหรือเปล่า
กฎ… มีกฎด้วยเหรอ?
“คือ.. ตอนผมอ่านมันไม่ได้เขียนกฎไว้นะครับ” ก็ตอนอ่านมันไม่มีนิจะให้ทำยังไงล่ะ
“มันเขียนไว้หน้ารูปภาพที่เเปะไว้”
ภาพมันเบลอเหมือนถ่ายมานานใครจะเห็น
“อะ-อ่อ เเต่ภาพมันเบลออะครับ ผมไม่เห็นจริง ๆ ว่ามันมีกฎเขียนไว้อยู่ในภาพ” ผมว่าพลางส่ายหัว
“นายก็ควรสังเกตซิว่า.. ผับฉันรับคนทำเข้างานอายุ 25 ปีขึ้นไป นายเพิ่งจะ 21 ฉันไม่รับ”
จากใบหน้าฉีกยิ้มกว้าง มันก็ค่อย ๆ หุบลง จนใบหน้านิ่งเรียบไร้สิ่งเเต้มสุข เหมือนผมกำลังจะวิ่งเข้าเส้นเเล้วเหลือเพียงอีกไม่กี่เอื้อมมือ เเต่ก็ดันสะดุดกับเท้าตัวเอง อย่างตอนนี้ผมทิ้งน้องชายมาเพื่อสมัครงาน ผมใช้เวลา 7 ชั่วโมงกว่าจะถึงกรุงเทพ ผมใช้เวลาสองวันที่ผ่อนผันความพะว้าพะวงลงได้
“ผมจำเป็นต้องใช้เงินจริง ๆ นะครับ ช่วยรับผมเข้าทำงานด้วยได้ไหม ไม่ต้องเป็นเด็กเสิร์ฟก็ได้นะครับ ให้ผมเป็นคนเก็บขยะในครัวก็ได้” ผมเว้าวอนกับชายผู้ดุดัน นัยน์ตาสีดำมองผมอย่างเรียบเฉย เขากอดอกพิงพนักกับเก้าอี้หนังเนื้อดี
“ไม่รับก็คือไม่รับ นายกลับไปเถอะ ร้านฉันไม่รับคนอายุไม่ถึง”
TBC.