รถคาดิลแลคมาจอดเทียบเชิงบันไดหน้าบ้าน คนขับรถกำลังขนกระเป๋าใบใหญ่ของคุณประภาสไปไว้ในตึก รวมถึงสัมภาระและของฝากมากมายจากรุงเทพมหานคร
"ไปกรุงเทพฯ ครั้งนี้ฉันได้พบปะกับเพื่อนฝูงหลายคน มีนายวินัยที่เพิ่งกลับมาจากเมืองจีน เพื่อนฉันคนนี้เขาขยัน สรรหาอะไรมาขายจนส่งลูกชายเรียนหมอจนจบ นี่ก็เพิ่งไปเอาของจากจีนมา เขาไปเอาถั่งเช่ามาขาย ไม่ใช่แบบบดละเอียดมานะ เอามาแบบเป็นตัวๆ เลย เขาเรียก 'ตังถั่งเช่า' ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า หายากและแพง เธอเคยได้ยินใช่ไหม" คุณประภาสพูดขณะนั่งลงบนโซฟาในห้องโถงกลางรับแขก จิบน้ำชายามบ่ายที่นวลละออชงมาให้พร้อมขนมไทยที่รับประทานคู่กัน
สีหน้านวลละออกระอักกระอ่วนก่อนตอบว่า "คุณท่านเคยพูดถึงให้ดิฉันฟังค่ะ แต่ไม่เคยเห็นหน้าตาจริง ๆ เสียที"
คุณประภาสยื่นมือไปหยิบถุงกระดาษที่อยู่ตรงหน้า หยิบห่อกระดาษสีน้ำตาลที่อยู่ด้านในออกมาคลี่ เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ในนั้น มันคือแท่งสีน้ำตาลเหลืองเรียวกลมขนาดความยาว 5-7 เซนติเมตร นวลละออหยิบมาพิจารณา ดูจากลักษณะภายนอกเหมือนหนอนแห้งตาย แต่แปลกประหลาดตรงที่มีก้านสีดำยื่นยาวออกมาตรงหัว เมื่อฟังข้อมูลจากสามีวัยชราแล้วเธอยิ่งรู้สึกขนลุก เพราะมันคือโศกนาฏกรรมแห่งการดำรงเผ่าพันธ์ ทุกชีวิตย่อมแย่งชิงพื้นที่ให้เผ่าพันธ์ตนเองคงอยู่ ผู้ชนะย่อมอยู่รอดและผู้แพ้ย่อมเป็นเหยื่อ
มันคือหนอนที่นอนจำศีลในฤดูหนาว แต่ถูกเห็ดราบางชนิดเข้าไปอาศัยในรูปแบบปรสิตและเติบโตในร่างกายของมันและยึดครองร่างของตัวหนอนแทน นวลละออรู้สึกกระอักกระอ่วน พะอืดพะอม คนเราก็ช่างสรรหาสิ่งที่เรียกว่า 'ของดี' พวกนี้มากิน ต่อให้ดั้นด้นขึ้นไปบนยอดเขา ต่อให้ขุดลึกลงไปในดิน ก็ไม่เกินความพยายามของมนุษย์ที่จะสรรหามาเพื่อสนองกิเลส
"นี่เหรอคะสมุนไพรที่ว่า" นวลละออถามขณะที่ยังไม่ละสายตาจากสิ่งตรงหน้า
"จะเรียกว่าสมุนไพรก็ได้ จะเรียกว่าสัตว์ก็ได้ มันคือหนอนที่ตายแล้ว และมีเชื้อราของเห็ดเข้าไปอาศัยอยู่ในตัวมัน โดยรวมแล้วทั่วไปก็เรียกกันว่าสมุนไพร หายากและแพงมาก นายวินัยเป็นตัวแทนนำเข้ามาขาย พรรคพวกเลยช่วยกันอุดหนุนเขา ราคาไม่เบาเลยทีเดียว" คุณประภาสพูดประหนึ่งภาคภูมิใจที่เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีสิ่งนี้ไว้ครอบครอง
นวลละออวางสิ่งที่เรียกว่าทั้งสัตว์และพืชอย่างเบามือ คุณท่านเอื้อมมือมาลูบศีรษะเธอพร้อมกล่าวว่า
"ฉันจะปรุงเป็นยาให้เธอทานนะ เธอจะได้ร่างกายแข็งแรง อยู่กับฉันไปนาน ๆ"
นวลละออเดินทางกลับบ้านเกิดที่จังหวัดราชบุรีเพื่อไปหาแม่และน้องชาย เธอหิ้วอาหารสดและอาหารแห้งมากมายเพื่อนำไปฝาก หลังจากที่ได้ขออนุญาตคุณท่านเรียบร้อยแล้ว โดยคุณท่านกำชับว่าให้รีบกลับมาก่อนวันศุกร์หน้า เพราะท่านจะมีแขกที่เป็นลูกน้องเก่าคนสนิทมาสังสรรค์และพักกันที่สมุทรสาคร
ภายในบ้านเดิมของนวลละออ เป็นบ้านไม้สองชั้นยกพื้นสูง ใต้ถุนบ้านมีเปลญวณซึ่งขณะนี้เก่าขาดรุ่ย บ่งบอกว่าขาดคนมานอนเล่นเป็นเวลานานแล้ว แคร่ไม้ไผ่ตัวเก่าตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก ยังวางอยู่ข้างโอ่งใบใหญ่เช่นเคย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด สภาพบ้านไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรใหม่แปลกตาเป็นเพราะขาดปัจจัยในการดูแลและทำนุบำรุง
"แม่ฉันมาแล้ว" นวลละออยกมือไหว้แม่ และวางข้าวของต่าง ๆ ไว้บนแคร่หน้าบ้าน
"น้องเป็นยังไงบ้างจ๊ะ" นวลละออเอ่ยถามทันทีที่เจอแม่
"นวลมาก็ดีแล้วลูก พรุ่งนี้ต้องพาปานไปหาหมอที่อนามัยอีกรอบ ยาหมดพอดี" แม่นวลละอออยู่ในชุดเสื้อคอกระเช้านุ่งผ้าถุงผมสีดอกเลา ใบหน้ามีริ้วรอยเหี่ยวย่น ตกกระและฝ้าเต็มแก้มทั้งสองข้าง แม่ดูแก่กว่าอายุจริงมาก เป็นเพราะทำงานหนักตั้งแต่เด็ก หาเช้ากินค่ำ แค่หาใส่ท้องยังไม่พอ ไหนเลยจะเหลือมากพอที่จะซื้อเครื่องประทินผิว
"งั้นฉันขอไปดูน้องก่อนนะจ๊ะ ข้าวของทั้งหมดนี่ฉันเอามาให้ไว้กินกัน" พูดจบนวลละออก็เดินขึ้นเรือนไป
เช้าวันรุ่งขึ้นแม่ไหว้วานซาเล้งที่ตลาดเป็นพาหนะพาลูกชายไปหาหมอ กว่าจะอุ้มลูกชายผู้พิการนอนติดเตียงลงจากเรือนและขึ้นซาเล้งได้ทะลักทะเลอยู่พอสมควร
เมื่อไปสถานีอนามัย คุณหมอประจำอนามัยมีเมตตาให้พนักงานบริการคนไข้อุ้มปานขึ้นเตียงเข็นรอหน้าห้องตรวจ เมื่อพยาบาลหน้าห้องขานชื่อคนไข้ แม่และนวลละออจึงช่วยกันเข็นเตียงเข้าไปในห้องตรวจ
นวลละออนั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามกับนายแพทย์ท่านหนึ่งซึ่งอยู่ในวัยหนุ่มอายุประมาณ 30 - 35 ปี ในมือถือแฟ้มเอกสาร กำลังก้มหน้าอ่านประวัติคนไข้อยู่ เขาเงยหน้าขึ้นมาพบกับสายตานวลละออที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว นวลละออพบว่าใบหน้าเขาขาวสะอาด แม้จะมีรอยหนวดเขียวครึ้มที่บ่งบอกว่าผ่านการโกนอย่างไม่พิถีพิถันมา ผมเผ้าไม่เรียบร้อยนักเสมือนแค่เอามือสางๆ มาเท่านั้น
"สวัสดีครับ ผมหมออติภัทรนะครับ คุณเป็นญาติคนไข้ใช่ไหมครับ" เขาเอ่ยขึ้นทำลายทำเงียบของห้อง
"ใช่ค่ะ ดิฉันนวลละออเป็นพี่สาวทองปานค่ะ" หมออติภัทรไม่พูดอะไรต่อ เดินไปยังเตียงคนไข้และใช้หูฟังแพทย์ใส่หูและฟังไปยังบริเวณหน้าอกท้อง หลัง ของคนไข้ พร้อมบอกให้พยาบาลวัดปรอทและความดันโลหิต จากนั้นเขากลับมานั่งที่เดิม
"จากที่ฟังเสียงปอด คนไข้มีเสมหะในปอดนะครับ ยาที่เคยได้ไปก่อนหน้านี้มียาฆ่าเชื้อและลดไข้ มันช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าเสมหะยังค้างอยู่ในปอดยังไงการติดเชื้อก็ต้องกลับมาอีกรอบ สิ่งนี้เป็นเพียงการวินิจฉัยเบื้องต้น ผมขอแนะนำให้พาไปโรงพยาบาลที่กรุงเทพเพื่อเอกซ์เรย์ปอดครับ การวินิจฉัยจะแม่นยำและรักษาได้ตรงจุดมากขึ้น"
เมื่อได้ฟังการวินิจฉัย นวลละออคิ้วขมวดหันไปมองหน้าผู้เป็นแม่ เธอยังไม่เข้าใจความหมายของแพทย์มากนัก แต่รู้สึกกังวลขึ้นมาทันทีหากต้องพาน้องชายไปรักษาที่กรุงเทพฯ และเหมือนนายแพทย์อติภัทรจะรู้ในความหมายนั้น
"คนไข้มีอาการทางสมองตั้งแต่กำเนิด การได้ไปโรงพยาบาลขนาดใหญ่จะได้ให้แพทย์เฉพาะทางตรวจ และให้ยาทางด้านสมองด้วยครับ อนามัยที่นี่รักษาได้ไม่ครบถ้วน ทำได้แค่จ่ายยาเบื้องต้นหรือทำแผลเท่านั้น หากคุณติดขัดเรื่องค่าใช้จ่าย ผมจะทำเรื่องเป็นคนไข้อนาถาให้แต่ไม่แน่ใจว่าจะครอบคลุมเรื่องการเดินทางด้วยหรือไม่นะครับ"
"น้องดิฉันอาการหนักขนาดนั้นเลยเหรอคะ" นวลละออถามอย่างกังวล
"อย่างที่ผมบอกครับ เสมหะและน้ำลายค้างอยู่ในลำคอเยอะ รวมถึงคนไข้มีอาการทางสมองการกลืนเองจึงเป็นไปได้ค่อนข้างไม่มีประสิทธิภาพนัก เสียงปอดก็ไม่ค่อยดีด้วย ผมคาดว่าเสมหะน่าจะลงปอด และจากที่ผมอ่านประวัติคนไข้ไม่ได้รับยาบำรุงระบบประสาทและสมองมานานมากแล้ว การไปโรงพยาบาลขนาดใหญ่จะดูแลได้ครบทุกระบบของร่างกายมากกว่า"
นวลละออตัดสินใจโดยทันที รีบบอกแม่ว่า "แม่จ๊ะ พาน้องไปกรุงเทพเลย เรื่องค่าใช้จ่ายฉันดูแลเอง" และหันไปถามคุณหมอว่า "ไปได้เลยไหมคะคุณหมอ"
"ยังครับยังไม่ใช่วันนี้ แต่ผมจะทำเรื่องให้เร็วที่สุด วันนี้เอายาฆ่าเชื้อและยาลดไข้ไปกินก่อนนะครับ วันมะรืนให้คุณมาที่อนามัยอีกทีว่าสามารถไปได้วันไหนครับ"
"กราบขอบพระคุณคุณหมอค่ะ" นวลละออยกมือไหว้ และเข็นเตียงคนไข้ออกจากห้องตรวจ
เมื่อกลับมาถึงบ้านนวลละออพยายามตัดความกังวลใจออกไป แม้จะมีหลงเหลือในสีหน้าและแววตาบ้าง เธอพยายามให้กำลังใจสมาชิกที่เหลือในบ้าน เธอผ่านชีวิตมาจนอายุ 30 กว่าแล้ว ผ่านทุกข์มามากกว่าสุข สำหรับเธอแล้วอะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิดไป
ระหว่างที่อยู่ราชบุรี นวลละออทำงานบ้าน ทำอาหาร ดูแลน้องชาย เพื่อแบ่งเบาภาระแม่ให้ได้มากที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้ เมื่องานบ้านต่าง ๆ เสร็จสิ้น น้องชายหลับแล้ว เธอจึงมานั่งแคร่หน้าบ้านเหม่อมองออกไปยังรั้วกระถินที่เธอเคยปีนเล่นตอนเป็นเด็ก
ความทรงจำวัยเด็กผ่านเข้ามาในความทรงจำทำให้เธอมีรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก
นวลละออถอดสร้อยคอทองคำที่ห้อยคอเอาไว้ ชูขึ้นดู เธอไม่เคยใส่สร้อยเส้นนี้เลยตั้งแต่คุณท่านให้เธอสมัยเมื่อเข้ามาอยู่ในบ้านฐานะเมีย เพราะไม่อยากให้ญาติผัวทั้งหลายนินทาได้ว่าเป็นกิ้งก่าได้ทอง แต่การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้สังหรณ์เธอแม่นยำเสียจริง ว่าต้องมีค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น นวลละออเดินไปหาแม่ที่กำลังทำมันต้มขิงอยู่หลังบ้าน พร้อมชูสร้อยคอทองคำให้ดู
"ฉันให้แม่ แม่เอาไปขายนะ หรือตึ๊งก็ได้ ค่ารักษาปานยังต้องมีอีกมาก และตอนไปกรุงเทพฉันจะหาบ้านเช่าให้แม่อยู่ชั่วคราว เผื่อการรักษามันยืดยาวออกไป"
แม่รับสร้อยมาถือไว้ในมือ น้ำตาคลอ
"ขอบใจมากนวล ผัวลูกเขาให้มาเหรอ เอามาให้แม่แบบนี้เขาจะไม่ว่าเอาเหรอ" แม่กล่าวพร้อมลูบคลำสร้อยคอทองคำ ซึ่งตั้งแต่เกิดมาเธอไม่เคยมีของมีค่าเป็นของตนเองเลย
"ใช่จ๊ะ ผัวฉันให้มา ถ้าเขาถามฉันก็จะบอกตามตรง ทำไงได้เงินทองเขาไม่เคยให้ฉันสมน้ำสมเนื้อเลย ให้แต่ค่ากับข้าว เหลือเศษเข้ากระเป๋าฉันไม่เท่าไหร่ ฉันส่งให้แม่ทุกครั้งก็หมดแล้ว จะลักโขมยกุญแจตู้ลิ้นชักไอ้แก่มันก็พกติดตัวตลอดเวลา แต่ฉันอยู่ที่นั่นฉันก็สบายดี ไม่ได้อดอยากอะไร ดีกว่าตอนที่เราหาบขนมขายมากนัก" นวลละออบอกกับแม่ จำได้เมื่อครั้งเธอยังเป็นเด็ก เธองอแงทุกครั้งที่ต้องตื่นมาก่อเตาไฟหรือตักน้ำ ซึ่งเธอมักอ้างว่า 'ไม่สบาย' ทุกครั้งเพื่อหลีกเลี่ยงการทำงานเพื่อต้องการนอนขี้เกียจต่อ
ข้ออ้างของการเป็นเด็กมักใช้คำว่า 'ไม่สบาย' แต่ตรงกันข้ามเมื่อเวลาเธอโตเป็นผู้ใหญ่ ข้ออ้างของการเป็นผู้ใหญ่กลับใช้คำว่า 'สบายดี'
แม่รับสร้อยคอทองคำเส้นนั้นไป ส่วนจะเอาไปขายหรือเอาไปตึ๊ง เธอยกให้เป็นสิทธิ์ของแม่
เมื่อวันนัดแพทย์มาถึงนวลละออพบว่านายแพทย์อติภัทรได้ดำเนินการส่งตัวผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลในกรุงเทพเรียบร้อยแล้ว รวมถึงเรื่องการเดินทางด้วย กำหนดการส่งตัวคือวันรุ่งขึ้น นวลละออและแม่ต่างพากันดีใจยกมือไหว้ขอบพระคุณคุณหมอที่ให้ความเมตตา ในวันเดินทางนวลละออทำแกงคั่วผักบุ้งปลาเค็มใส่ปิ่นโตมาให้คุณหมอเป็นการขอบคุณ
"ถึงจะเป็นอาหารชาวบ้านแต่ดิฉันตั้งใจทำให้คุณหมอเป็นการขอบคุณค่ะ" นวลละออพูดพร้อมยื่นปิ่นโตให้คุณหมอ นายแพทย์อติภัทรรับไว้พร้อมยิ้มกล่าวคำขอบคุณ ชูปิ่นโตขึ้นดู
"จริง ๆ ผมก็ไม่ได้กินแกงคั่วผักบุ้งมานานแล้วนะครับ ขอบคุณที่ทำมาให้ครับ"
"ลองบอกแม่บ้านคุณหมอทำให้รับประทานสิคะ แกงไม่ยุ่งยากหรอกค่ะ"
"อ่อ ... ผมไม่มีแม่บ้านหรอกครับ ผมตัวคนเดียว มาทำงานที่นี่ก็มาคนเดียว อยู่คนเดียวครับ" นายแพทย์หนุ่มตอบยิ้มพราย
นวลละออรู้สึกว่าตนเองเสียมารยาทที่กล่าวคำพูดเช่นนั้นออกไป จึงรีบยกมือไหว้คุณหมอ "ขออภัยค่ะที่ดิฉันเสียมารยาท ทำให้คุณหมอต้องพูดเรื่องส่วนตัวออกมา"
นายแพทย์อติภัทรรีบโบกมือปฏิเสธ "ไม่เป็นไรครับ ยังไงก็ขอบคุณอีกครั้งนะครับ ... เมื่อถึงกรุงเทพแล้ว นำจดหมายส่งตัวไปให้ตามแผนกที่ผมบอก จะมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำครับ"
นวลละออยกมือไหว้คุณหมออีกครั้ง "กราบขอบพระคุณคุณหมอในความเมตตาอีกครั้งนะคะ"
นายแพทย์อติภัทรยกมือไหว้ตอบ "ไหว้ผมหลายครั้งเหลือเกิน อายุเราคงไล่เลี่ยกัน ไม่ต้องไหว้ผมหรอกครับ" เขากล่าวอย่างเมตตา
นวลละออยิ้ม จากนั้นขอตัวแยกไปดำเนินการเรื่องเอกสาร เมื่อเสร็จเรียบร้อยจึงเตรียมตัวส่งน้องชายและแม่ไปกรุงเทพฯ เธอไม่ได้เดินทางไปด้วยแต่ฝากน้าสาวให้เป็นธุระแทนเธอ ทั้งเรื่องเอกสารในโรงพยาบาล รวมถึงหาเช่าบ้านในกรุงเทพฯ สักหนึ่งเดือน เพื่อเดินทางไปดูแลน้องชายได้สะดวก โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมดคือเงินที่ได้จากการขายสร้อยทองเส้นนั้น
ใจจริงนวลละออต้องการไปกรุงเทพฯ ด้วยตนเองแต่เธอขออนุญาตสามีมาเพียงกลับบ้านเท่านั้น เธอต้องกลับไปแจ้งสามีเรื่องการรักษาของน้องชายก่อน รวมถึงเงินสดที่นำติดตัวมาก็ร่อยหรอลงทุกที เธอต้องกลับไปสมุทรสาครเพื่อบอกกล่าวสามีเธอก่อน จากนั้นจึงจะตามแม่และน้าสาวไปกรุงเทพฯ ได้