“หมอเจย์ หมอเจย์...”
“เอ่อ... ครับ ลุงเจมส์” จักรทัศน์ที่กำลังใจลอยเหม่อมองวิวทะเลอันดาอันกว้างใหญ่เบื้องหน้า สะดุ้งเบา ๆ ก่อนจะหันมาขานรับ
หลังมาถึงคฤหาสน์บนเนินเขาในช่วงบ่ายแล้วพบว่าชีวิตของเศรษฐีอย่างเจมีไนน์เรียบง่ายจนเกือบเหงา บรรยากาศภายในบ้านหลังใหญ่ช่างเงียบสงบ สวนทางกับภาพลักษณ์ภายนอกที่เต็มไปด้วยแสงสี
เขานั่งอยู่ที่ห้องรับแขกริมระเบียงเปิดกว้าง สายลมทะเลเย็นจัดพัดเอาความกังวลในใจให้เบาบางลงทีละน้อย รู้ตัวอีกทีก็ไม่ได้ยินเสียงเรียกของเจ้าบ้านแล้ว
“มีอะไรไม่สบายใจอยู่หรือเปล่า”
เจมีไนน์ทักด้วยน้ำเสียงนุ่ม สุขุม เหมือนคนที่คุ้นเคยกันมานาน ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานนัก แต่จักรทัศน์กลับไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจเลยสักนิด
เขาหยิบเบียร์ขึ้นจิบ พลางถอนหายใจเบา ๆ
“ก็นิดหน่อยครับ...”
“ถ้าไม่รังเกียจ ลุงยินดีรับฟังนะ”
จักรทัศน์ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงยอมเล่าเรื่องส่วนตัวให้คนที่เพิ่งรู้จักได้ง่ายดายขนาดนี้... บางทีอาจเพราะแววตาเจมีไนน์ที่ไม่รับฟังโดยไม่ตัดสิน ไม่ซักไซ้ ไม่เร่งเร้าและเต็มไปด้วยความเข้าใจ
“ลุงเจมส์อย่าเพิ่งตัดสินว่าเจย์นิสัยไม่ดีนะครับ...” เขาหลุดหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนเล่าเรื่องในห้องเย็นให้ฟัง
“บางคนแซะว่าเจย์น่ะ โดนพักงานก็คงไม่เดือดร้อน เพราะบ้านรวย... แต่เจย์รู้สึกไร้ค่า ไม่กล้าเล่าให้ที่บ้านฟังเลยครับ อีกไม่กี่วันแพทยสภาคงเรียกสอบแล้ว”
เจมีไนน์มองใบหน้าหนุ่มแน่นที่แสร้งยิ้มกลบความกลัวพลางถอนหายใจเบา ๆ
“หมอกล้าหาญมากนะ ที่กล้าเผชิญหน้าความจริง ตอนลุงอายุเท่าหมอ ลุงเคยหนีปัญหา ทิ้งมันไว้ให้คนข้างหลัง กว่าจะรู้ตัว... ก็สายไปแล้ว”
จักรทัศน์มองเขานิ่ง ๆ
“แต่เจย์ว่าลุงเจมส์ก็มีทุกอย่างแล้วนะครับ”
“ถ้าแลกกับสิ่งที่มีค่าที่สุด ยังไงก็ไม่คุ้มหรอกหมอ” แม้ไม่ได้เอ่ยตรง ๆ แต่จักรทัศน์เข้าใจว่าสิ่งนั้นคือครอบครัวที่ไม่มีอีกแล้ว
“เอ่อ... แล้วลุงเจมส์กับสาวสวยคนนั้น... ไปถึงไหนแล้วครับ”
ทันทีที่สีหน้าของเจมีไนน์เปลี่ยนเป็นสีแดง จักรทัศน์ก็หลุดหัวเราะออกมา บรรยากาศตึงเครียดคลายลงทันที
“เป็นแฟนกันแล้วสิท่า ดีเลย ลุงเจมส์จะได้ไม่เหงาอีก”
“ใจเย็นสิ รอให้ถิงถิงมั่นใจก่อน ลุงน่ะยังไงก็ได้” เขาพูดพลางยิ้มเขิน ๆ ก่อนจะหันไปมองท้องฟ้าเบื้องนอก
“ถิงถิงเหรอครับ ว้าว... ชื่อน่ารักดีนะครับ เหมาะกับคนหล่อ”
“ไม่จริงหรอก หมอหล่อกว่าลุงอีก หล่อขนาดนี้ไม่มีคนคุยด้วยได้ไงกัน”
เจมีไนน์เอื้อมมือมาโครงศีรษะเขาเบา ๆ อย่างเอ็นดู
บทสนทนาเบา ๆ ทำให้จักรทัศน์รู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ความหนักอึ้งในอกเบาลงจนแทบไม่รู้ตัว มันคือความรู้สึก ปลอดภัยที่ไม่ต้องสร้างเกราะ ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเอง
ทั้งสองพูดคุยกันต่อจนเย็น ก่อนจะขอตัวกลับบ้าน เจมีไนน์ตามมาส่งถึงรถ
“รู้สึกดีขึ้นแล้วสินะหมอ”
“ก็ดีบ้างแล้วครับ... ลุงเจมส์” เขายิ้มนิด ๆ แต่คนผ่านโลกอย่างเจมีไนน์ดูออกทันทีว่ายังมีบางอย่างค้างคาอยู่
“แปลว่ายังมีเรื่องคาใจอยู่สิ ไว้สะดวกเมื่อไหร่ค่อยเล่าให้ก็ได้นะ...”
จักรทัศน์ชะงักเท้าก่อนจะหันกลับมา แววตาลังเลสับสน
“เจย์... เอ่อ เจย์อยากเล่าครับ ลุงเจมส์พอมีเวลาฟังหน่อยได้มั้ยครับ…”
เจมีไนน์พยักหน้าช้า ๆ
“ว่ามาเลยหมอ”
“เจย์ไปเจอบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลครับ… มี ผอ. กับอาจารย์หมอรุ่นใหญ่เกี่ยวข้อง แล้วน่าจะมีอีกหลายคน” เสียงของเขาเบาลง ทว่าเด็ดขาด
เรื่องทั้งหมดเริ่มจากบังเอิญได้ยินเจ้าหน้าที่เอ่ยชื่อคนใหญ่โตในวงการ แล้วเริ่มสืบหาเงียบ ๆ ประกอบกับข้อมูลจากเพื่อนที่เป็นเภสัชกรจึงมั่นใจว่าเกิดการทุจริตในการจัดซื้อยา โรงพยาบาลสูญงบประมาณไปหลายพันล้าน
“บางคนร่วมมือ บางคนเฉย ๆ เพื่อความอยู่รอด เจย์เข้าใจนะครับ... แต่เจย์ทำใจไม่ได้” สุ้มเสียงแผ่วลงอย่างเหนื่อยล้า
เจมีไนน์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงแน่วแน่
“หมอทำถูกแล้ว... และควรจะรายงานแพทยสภาให้เร็วที่สุด เท่ากับช่วยชีวิตผู้ป่วยจำนวนมากเลยนะ มีอะไรให้ช่วยก็บอกลุงได้เลย”
เขายื่นกรอบรูปที่เปลี่ยนให้ใหม่ พร้อมบีบไหล่ให้กำลังใจแพทย์หนุ่ม
จักรทัศน์ยิ้มออกได้เต็มที่ครั้งแรกในรอบหลายวัน ก่อนจะขับรถจากไป เจมีไนน์ยืนมองจนแลมโบกีนีลับตา ริมฝีปากคลี่ยิ้มจาง ๆ อย่างภาคภูมิใจ
‘แองจี้ที่รัก... คุณเห็นมั้ย เขากล้าหาญเหลือเกิน ผมยิ่งไม่ควรให้เขารู้ความจริงสินะ แต่ผมสัญญาว่าจะปกป้องเขาด้วยชีวิต... คุณแองจี้ ผมทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้วใช่มั้ย?’
เมื่อจักรทัศน์กลับถึงคอนโด…ตัวจุ้นจ้านก็มารออยู่แล้ว สงสัยจะมีคนใช้คีย์การ์ดสำรองเปิดห้องให้เข้าไปก่อนหน้า และทันทีที่ประตูเปิด เจนีนก็เดินออกมาจากห้องครัวพร้อมสีหน้าบูดบึ้งเต็มพิกัด
“โดนพักงานทำไมไม่บอก?”
“นี่ยู...ล้ำเส้นส่วนตัวไอหรือเปล่า?”
“อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง! นี่มันเรื่องใหญ่นะเจย์ ทำไมไม่บอกกันเลย?”
“มันไม่เกี่ยวกับยูไง…”
“เออ ไม่เกี่ยวก็ไม่เกี่ยว! แต่จากที่เห็นนี่แน่ ๆ เลยว่ายังเห็นภาพหลอนอยู่ มันเริ่มกระทบกับงานใช่มั้ยล่ะ?”
จักรทัศน์ไม่ตอบอะไรนอกจากถอนหายใจยาวพร้อมเดินเลี่ยง แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมให้จบง่าย ๆ
“อย่าหันหลังใส่ไอนะเจย์! ไอเป็นห่วงยูนะเว้ย ทำไมถึงรั้นได้ขนาดนี้!”
“ก็เพราะยูนั่นแหละ! วุ่นวายไปหมดทุกเรื่อง ไปว่าลุงเจมส์ว่าเป็นคนแปลกหน้าบุกห้อง แต่ตัวเองก็ทำเหมือนกัน เดี๋ยวไอจะร้องเรียนนิติให้เปิดกล้องวงจรปิดดูเลยว่าใครอนุญาตให้ยูเข้าห้อง!”
“แต่ไอเป็นพี่ของยูนะ! ส่วนลุงเจมส์นั่นใครก็ไม่รู้ ไว้ใจได้เหรอ ห๊า!” เจนีนแค่นเสียง ก่อนจะคว้าแขนน้องชายอย่างเหลืออด
“ก็เพราะยูเป็นแบบนี้ไงล่ะ คุยกับคนอื่นมันถึงสบายใจกว่า อย่างน้อยลุงเจมส์ก็รับฟังโดยไม่ตัดสิน ไม่มาคุมโน่นสั่งนี่เหมือนยู ฟังนะ แด๊ดกับมี้สั่งไว้ให้ดูแลกัน ไม่ใช่ให้กดกันแบบนี้!”
คำว่าดูแลกันกลับกลายเป็นกักกันไปในความรู้สึกของเขา เจนีนชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะกลืนความรู้สึกบางอย่างแล้วพูดเสียงเบาแต่แข็งกร้าว
“งั้นเหรอ…ไอเพิ่งรู้ว่าความหวังดีมันน่าอึดอัดได้ขนาดนี้ งั้นดูแลตัวเองดี ๆ แล้วกันเจย์” เธอคว้ากระเป๋า เดินออกจากห้องโดยไม่หันกลับมา จักรทัศน์ทรุดตัวลงบนโซฟา มือข้างหนึ่งยกขึ้นนวดขมับที่เริ่มจี๊ดด้วยความเครียด
พักหลังทะเลาะกันบ่อย…บ่อยเสียจนเริ่มรู้สึกเหมือนอยู่กันคนละโลก
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนมือถือดึงความสนใจจากคลื่นอารมณ์ขุ่นมัว
ข้อความจากอัยยาลิณณ์
[เจย์กินข้าวยัง?]
แค่ข้อความธรรมดา แต่กลับรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาด...อย่างน้อยก็ยังมีคนที่คุยด้วยแล้วไม่ต้องปวดหัว
[ยังงะ วันนี้ไปบ้านลุงเจมส์มาด้วย]
[จริงดิ ฮั่นแน่~ ไปดื่มมาอีกเปล่า?]
[เปล่าสักหน่อย! นี่ ๆ ลุงเจมส์ใกล้ไม่โสดแล้วนะ รอให้สาวคนนั้นพร้อมอย่างเดียวเลย]
[แงง เสียจุย ลุงเจมส์ของตาล ฮือ~]
อัยยาลิณณ์ยังคุยเหมือนเดิมไม่มีความกดดัน ไม่มีดราม่าแค่พูดคุยเล่นแล้วหัวเราะ
แต่คนที่ดูแลอยู่เบื้องหลังกลับวิ่งวุ่นหาคำตอบว่าเหตุใดคลื่นสมอง คลื่นหัวใจและความดันเลือดที่ดีดพุ่งราวกับตื่นเต้นหรือกำลังโกรธอะไรมาก ๆ ทั้งที่ยังหลับสนิทอยู่
แล้วแบบนี้มันเรียกว่านอนหลับได้เหรอ?