สบายใจเมื่ออยู่ด้วย

1414 คำ
“หมอเจย์ หมอเจย์...” “เอ่อ... ครับ ลุงเจมส์” จักรทัศน์ที่กำลังใจลอยเหม่อมองวิวทะเลอันดาอันกว้างใหญ่เบื้องหน้า สะดุ้งเบา ๆ ก่อนจะหันมาขานรับ หลังมาถึงคฤหาสน์บนเนินเขาในช่วงบ่ายแล้วพบว่าชีวิตของเศรษฐีอย่างเจมีไนน์เรียบง่ายจนเกือบเหงา บรรยากาศภายในบ้านหลังใหญ่ช่างเงียบสงบ สวนทางกับภาพลักษณ์ภายนอกที่เต็มไปด้วยแสงสี เขานั่งอยู่ที่ห้องรับแขกริมระเบียงเปิดกว้าง สายลมทะเลเย็นจัดพัดเอาความกังวลในใจให้เบาบางลงทีละน้อย รู้ตัวอีกทีก็ไม่ได้ยินเสียงเรียกของเจ้าบ้านแล้ว “มีอะไรไม่สบายใจอยู่หรือเปล่า” เจมีไนน์ทักด้วยน้ำเสียงนุ่ม สุขุม เหมือนคนที่คุ้นเคยกันมานาน ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานนัก แต่จักรทัศน์กลับไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจเลยสักนิด เขาหยิบเบียร์ขึ้นจิบ พลางถอนหายใจเบา ๆ “ก็นิดหน่อยครับ...” “ถ้าไม่รังเกียจ ลุงยินดีรับฟังนะ” จักรทัศน์ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงยอมเล่าเรื่องส่วนตัวให้คนที่เพิ่งรู้จักได้ง่ายดายขนาดนี้... บางทีอาจเพราะแววตาเจมีไนน์ที่ไม่รับฟังโดยไม่ตัดสิน ไม่ซักไซ้ ไม่เร่งเร้าและเต็มไปด้วยความเข้าใจ “ลุงเจมส์อย่าเพิ่งตัดสินว่าเจย์นิสัยไม่ดีนะครับ...” เขาหลุดหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนเล่าเรื่องในห้องเย็นให้ฟัง “บางคนแซะว่าเจย์น่ะ โดนพักงานก็คงไม่เดือดร้อน เพราะบ้านรวย... แต่เจย์รู้สึกไร้ค่า ไม่กล้าเล่าให้ที่บ้านฟังเลยครับ อีกไม่กี่วันแพทยสภาคงเรียกสอบแล้ว” เจมีไนน์มองใบหน้าหนุ่มแน่นที่แสร้งยิ้มกลบความกลัวพลางถอนหายใจเบา ๆ “หมอกล้าหาญมากนะ ที่กล้าเผชิญหน้าความจริง ตอนลุงอายุเท่าหมอ ลุงเคยหนีปัญหา ทิ้งมันไว้ให้คนข้างหลัง กว่าจะรู้ตัว... ก็สายไปแล้ว” จักรทัศน์มองเขานิ่ง ๆ “แต่เจย์ว่าลุงเจมส์ก็มีทุกอย่างแล้วนะครับ” “ถ้าแลกกับสิ่งที่มีค่าที่สุด ยังไงก็ไม่คุ้มหรอกหมอ” แม้ไม่ได้เอ่ยตรง ๆ แต่จักรทัศน์เข้าใจว่าสิ่งนั้นคือครอบครัวที่ไม่มีอีกแล้ว “เอ่อ... แล้วลุงเจมส์กับสาวสวยคนนั้น... ไปถึงไหนแล้วครับ” ทันทีที่สีหน้าของเจมีไนน์เปลี่ยนเป็นสีแดง จักรทัศน์ก็หลุดหัวเราะออกมา บรรยากาศตึงเครียดคลายลงทันที “เป็นแฟนกันแล้วสิท่า ดีเลย ลุงเจมส์จะได้ไม่เหงาอีก” “ใจเย็นสิ รอให้ถิงถิงมั่นใจก่อน ลุงน่ะยังไงก็ได้” เขาพูดพลางยิ้มเขิน ๆ ก่อนจะหันไปมองท้องฟ้าเบื้องนอก “ถิงถิงเหรอครับ ว้าว... ชื่อน่ารักดีนะครับ เหมาะกับคนหล่อ” “ไม่จริงหรอก หมอหล่อกว่าลุงอีก หล่อขนาดนี้ไม่มีคนคุยด้วยได้ไงกัน” เจมีไนน์เอื้อมมือมาโครงศีรษะเขาเบา ๆ อย่างเอ็นดู บทสนทนาเบา ๆ ทำให้จักรทัศน์รู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ความหนักอึ้งในอกเบาลงจนแทบไม่รู้ตัว มันคือความรู้สึก ปลอดภัยที่ไม่ต้องสร้างเกราะ ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเอง ทั้งสองพูดคุยกันต่อจนเย็น ก่อนจะขอตัวกลับบ้าน เจมีไนน์ตามมาส่งถึงรถ “รู้สึกดีขึ้นแล้วสินะหมอ” “ก็ดีบ้างแล้วครับ... ลุงเจมส์” เขายิ้มนิด ๆ แต่คนผ่านโลกอย่างเจมีไนน์ดูออกทันทีว่ายังมีบางอย่างค้างคาอยู่ “แปลว่ายังมีเรื่องคาใจอยู่สิ ไว้สะดวกเมื่อไหร่ค่อยเล่าให้ก็ได้นะ...” จักรทัศน์ชะงักเท้าก่อนจะหันกลับมา แววตาลังเลสับสน “เจย์... เอ่อ เจย์อยากเล่าครับ ลุงเจมส์พอมีเวลาฟังหน่อยได้มั้ยครับ…” เจมีไนน์พยักหน้าช้า ๆ “ว่ามาเลยหมอ” “เจย์ไปเจอบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลครับ… มี ผอ. กับอาจารย์หมอรุ่นใหญ่เกี่ยวข้อง แล้วน่าจะมีอีกหลายคน” เสียงของเขาเบาลง ทว่าเด็ดขาด เรื่องทั้งหมดเริ่มจากบังเอิญได้ยินเจ้าหน้าที่เอ่ยชื่อคนใหญ่โตในวงการ แล้วเริ่มสืบหาเงียบ ๆ ประกอบกับข้อมูลจากเพื่อนที่เป็นเภสัชกรจึงมั่นใจว่าเกิดการทุจริตในการจัดซื้อยา โรงพยาบาลสูญงบประมาณไปหลายพันล้าน “บางคนร่วมมือ บางคนเฉย ๆ เพื่อความอยู่รอด เจย์เข้าใจนะครับ... แต่เจย์ทำใจไม่ได้” สุ้มเสียงแผ่วลงอย่างเหนื่อยล้า เจมีไนน์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ “หมอทำถูกแล้ว... และควรจะรายงานแพทยสภาให้เร็วที่สุด เท่ากับช่วยชีวิตผู้ป่วยจำนวนมากเลยนะ มีอะไรให้ช่วยก็บอกลุงได้เลย” เขายื่นกรอบรูปที่เปลี่ยนให้ใหม่ พร้อมบีบไหล่ให้กำลังใจแพทย์หนุ่ม จักรทัศน์ยิ้มออกได้เต็มที่ครั้งแรกในรอบหลายวัน ก่อนจะขับรถจากไป เจมีไนน์ยืนมองจนแลมโบกีนีลับตา ริมฝีปากคลี่ยิ้มจาง ๆ อย่างภาคภูมิใจ ‘แองจี้ที่รัก... คุณเห็นมั้ย เขากล้าหาญเหลือเกิน ผมยิ่งไม่ควรให้เขารู้ความจริงสินะ แต่ผมสัญญาว่าจะปกป้องเขาด้วยชีวิต... คุณแองจี้ ผมทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้วใช่มั้ย?’ เมื่อจักรทัศน์กลับถึงคอนโด…ตัวจุ้นจ้านก็มารออยู่แล้ว สงสัยจะมีคนใช้คีย์การ์ดสำรองเปิดห้องให้เข้าไปก่อนหน้า และทันทีที่ประตูเปิด เจนีนก็เดินออกมาจากห้องครัวพร้อมสีหน้าบูดบึ้งเต็มพิกัด “โดนพักงานทำไมไม่บอก?” “นี่ยู...ล้ำเส้นส่วนตัวไอหรือเปล่า?” “อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง! นี่มันเรื่องใหญ่นะเจย์ ทำไมไม่บอกกันเลย?” “มันไม่เกี่ยวกับยูไง…” “เออ ไม่เกี่ยวก็ไม่เกี่ยว! แต่จากที่เห็นนี่แน่ ๆ เลยว่ายังเห็นภาพหลอนอยู่ มันเริ่มกระทบกับงานใช่มั้ยล่ะ?” จักรทัศน์ไม่ตอบอะไรนอกจากถอนหายใจยาวพร้อมเดินเลี่ยง แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมให้จบง่าย ๆ “อย่าหันหลังใส่ไอนะเจย์! ไอเป็นห่วงยูนะเว้ย ทำไมถึงรั้นได้ขนาดนี้!” “ก็เพราะยูนั่นแหละ! วุ่นวายไปหมดทุกเรื่อง ไปว่าลุงเจมส์ว่าเป็นคนแปลกหน้าบุกห้อง แต่ตัวเองก็ทำเหมือนกัน เดี๋ยวไอจะร้องเรียนนิติให้เปิดกล้องวงจรปิดดูเลยว่าใครอนุญาตให้ยูเข้าห้อง!” “แต่ไอเป็นพี่ของยูนะ! ส่วนลุงเจมส์นั่นใครก็ไม่รู้ ไว้ใจได้เหรอ ห๊า!” เจนีนแค่นเสียง ก่อนจะคว้าแขนน้องชายอย่างเหลืออด “ก็เพราะยูเป็นแบบนี้ไงล่ะ คุยกับคนอื่นมันถึงสบายใจกว่า อย่างน้อยลุงเจมส์ก็รับฟังโดยไม่ตัดสิน ไม่มาคุมโน่นสั่งนี่เหมือนยู ฟังนะ แด๊ดกับมี้สั่งไว้ให้ดูแลกัน ไม่ใช่ให้กดกันแบบนี้!” คำว่าดูแลกันกลับกลายเป็นกักกันไปในความรู้สึกของเขา เจนีนชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะกลืนความรู้สึกบางอย่างแล้วพูดเสียงเบาแต่แข็งกร้าว “งั้นเหรอ…ไอเพิ่งรู้ว่าความหวังดีมันน่าอึดอัดได้ขนาดนี้ งั้นดูแลตัวเองดี ๆ แล้วกันเจย์” เธอคว้ากระเป๋า เดินออกจากห้องโดยไม่หันกลับมา จักรทัศน์ทรุดตัวลงบนโซฟา มือข้างหนึ่งยกขึ้นนวดขมับที่เริ่มจี๊ดด้วยความเครียด พักหลังทะเลาะกันบ่อย…บ่อยเสียจนเริ่มรู้สึกเหมือนอยู่กันคนละโลก ติ๊ง! เสียงแจ้งเตือนมือถือดึงความสนใจจากคลื่นอารมณ์ขุ่นมัว ข้อความจากอัยยาลิณณ์ [เจย์กินข้าวยัง?] แค่ข้อความธรรมดา แต่กลับรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาด...อย่างน้อยก็ยังมีคนที่คุยด้วยแล้วไม่ต้องปวดหัว [ยังงะ วันนี้ไปบ้านลุงเจมส์มาด้วย] [จริงดิ ฮั่นแน่~ ไปดื่มมาอีกเปล่า?] [เปล่าสักหน่อย! นี่ ๆ ลุงเจมส์ใกล้ไม่โสดแล้วนะ รอให้สาวคนนั้นพร้อมอย่างเดียวเลย] [แงง เสียจุย ลุงเจมส์ของตาล ฮือ~] อัยยาลิณณ์ยังคุยเหมือนเดิมไม่มีความกดดัน ไม่มีดราม่าแค่พูดคุยเล่นแล้วหัวเราะ แต่คนที่ดูแลอยู่เบื้องหลังกลับวิ่งวุ่นหาคำตอบว่าเหตุใดคลื่นสมอง คลื่นหัวใจและความดันเลือดที่ดีดพุ่งราวกับตื่นเต้นหรือกำลังโกรธอะไรมาก ๆ ทั้งที่ยังหลับสนิทอยู่ แล้วแบบนี้มันเรียกว่านอนหลับได้เหรอ?
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม