4 ลมปากที่หอมหวานและยาพิษ

1896 คำ
4 ลมปากที่หอมหวานและยาพิษ ความรักที่ฮ่องเต้หลงอี้ทรงมีต่อลู่เม่ย มิได้เป็นเพียงสายลมที่พัดผ่าน ทว่ามันคือเปลวไฟที่โหมกระหน่ำจนยากจะควบคุมแม้จะทรงพยายามเก็บซ่อนความโปรดปรานไว้ภายใต้พระพักตร์อันเคร่งขรึมแต่การที่พระองค์ทรงเรียกหานางแทบทุกคืน ทั้งยังทรงปกป้องนางอย่างออกนอกหน้าในคราไต่สวนเรื่องไสยศาสตร์ทำให้ฮองเฮาหมิ่นเจียและเหล่าสนมยิ่งทวีความริษยา ลู่เม่ยรู้ดีว่าวังหลวงแห่งนี้เปรียบเสมือนรังของงูพิษที่พร้อมจะฉกกัดนางได้ทุกเมื่อ หลังจากเหตุการณ์ไต่สวนที่ศาลหลวง ลู่เม่ยก็ตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนในวัง ตำหนักที่เคยเงียบสงบบัดนี้กลับถูกจับตามองทุกฝีก้าว ข่าวลือและคำซุบซิบนินทาแพร่สะพัดไปทั่ว บิดเบือนเรื่องราวให้นางเป็นผู้หญิงแพศยาที่ใช้มารยาหญิงล่อลวงฮ่องเต้ นางกำนัลชิงเอ๋อร์นางกำนัลคนสนิทของลู่เม่ยถึงกับหน้าซีดเผือดทุกครั้งที่ได้ยินข่าวร้าย “นายหญิงเพคะ พวกนั้นช่างร้ายกาจนักกล้ากล่าวหานายหญิงเช่นนี้ได้อย่างไร” ชิงเอ๋อร์รำพึงด้วยความแค้นเคือง ลู่เม่ยถอนหายใจยาว นางจิบชาดอกเหมยในถ้วยอย่างใจเย็น “ปากคนก็เหมือนกระแสน้ำชิงเอ๋อร์ ห้ามอย่างไรก็ไม่หยุดไหล สิ่งที่เราทำได้คือเตรียมพร้อมรับมือและไม่ปล่อยให้ตนเองตกเป็นเหยื่อ” คำกล่าวของลู่เม่ยเต็มไปด้วยความเข้มแข็งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความอ่อนโยน นางรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบททดสอบอันแสนสาหัส วันรุ่งขึ้นมีการส่งเครื่องหอมแปลกๆ มายังเรือนพักของลู่เม่ย โดยอ้างว่าเป็นของพระราชทานจากฮองเฮา ชิงเอ๋อร์นำมาจุดในห้องเพื่อให้มีกลิ่นหอมฟุ้งแต่เพียงไม่นาน ลู่เม่ยก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง หน้ามืดตามัวจนเกือบเป็นลม “นายหญิง เป็นอะไรไปเพคะ” ชิงเอ๋อร์รีบเข้ามาประคอง ลู่เม่ยพยายามควบคุมสติ “เครื่องหอมนี่ มีบางอย่างผิดปกติ” นางเอื้อมมือไปปัดกระถางเครื่องหอมจนล้มคว่ำ กลิ่นฉุนแรงขึ้นทันที ชิงเอ๋อร์ตกใจ “นี่มันยาพิษหรือเพคะ!” ในขณะนั้นเองนางกำนัลจากตำหนักฮองเฮาก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับขันทีใหญ่หลี่กงกงที่เดินตามมาด้วยใบหน้าเคร่งเครียด “ฮองเฮาทรงทราบว่าท่านไม่สบาย จึงรีบให้หมอหลวงมาตรวจอาการเพคะ” นางกำนัลจากตำหนักฮองเฮากล่าวด้วยรอยยิ้มหวานแต่แฝงด้วยเลศนัย ลู่เม่ยรู้ทันทีว่านี่คือแผนการที่วางไว้แล้ว หากนางหมดสติไปจริงๆ หรืออาการทรุดหนัก ฮองเฮาคงจะกล่าวหาว่านางใช้ยาเสน่ห์หรือยาพิษเพื่อทำร้ายตัวเองเพื่อเรียกร้องความสนใจจากฮ่องเต้ “ขอบพระทัยฮองเฮาที่ทรงห่วงใยแต่หม่อมฉันเพียงแค่รู้สึกไม่สบายเล็กน้อยจากการพักผ่อนไม่เพียงพอเพคะ” ลู่เม่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้เป็นปกติที่สุด แม้จะรู้สึกเจ็บปวดในลำคอและวิงเวียนศีรษะ หมอหลวงที่ถูกส่งมาตรวจอาการของลู่เม่ยด้วยใบหน้าครุ่นคิด เมื่อตรวจชีพจรและอาการต่างๆ แล้ว เขากลับกราบทูลต่อหน้าทุกคนว่า “อาการของนางลู่เม่ยเพียงแค่ร่างกายอ่อนเพลียจากการพักผ่อนไม่เพียงพอพ่ะย่ะค่ะ ไม่ได้มีสิ่งผิดปกติใดๆ” คำกล่าวของหมอหลวงทำให้ใบหน้าของนางกำนัลจากตำหนักฮองเฮาซีดเผือดทันที หลี่กงกงมองไปที่ลู่เม่ยด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยแต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไร หลังจากที่ทุกคนจากไปลู่เม่ยหันไปมองชิงเอ๋อร์ “หมอหลวงผู้นั้นคงได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้มาช่วยข้า” นางกล่าว ชิงเอ๋อร์พยักหน้า “เพคะ นายหญิง ขันทีหลี่กงกงคงจะรายงานเรื่องนี้ต่อฝ่าบาทไปแล้ว” ลู่เม่ยรู้ว่าฮ่องเต้ทรงปกป้องนางอย่างลับๆ มาโดยตลอด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พระองค์ทรงช่วยเหลือเธอให้พ้นจากวิกฤต ความพยายามของฮองเฮาที่จะทำร้ายลู่เม่ยไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น นางเริ่มใช้กลอุบายที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนยิ่งขึ้น ในงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันประสูติของฮ่องเต้ ฮองเฮาทรงมีพระบัญชาให้ลู่เม่ยร่ายรำถวายเบื้องหน้าพระพักตร์ของทุกคน ซึ่งเป็นการทดสอบความสามารถของนางอย่างเปิดเผย ลู่เม่ยไม่เคยร่ายรำต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้มาก่อน นางรู้สึกประหม่าแต่ก็จำต้องปฏิบัติตาม ลู่เม่ยเลือกที่จะร่ายรำบทบุปผาโปรยปรายซึ่งเป็นบทที่อ่อนช้อยและงดงามแต่แฝงไว้ด้วยความเศร้า นางสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ขับให้ผิวพรรณดูผ่องใสยิ่งขึ้นทุกย่างก้าว ทุกการเคลื่อนไหวของนางช่างอ่อนช้อยและงดงามราวกับนางเซียนจากสรวงสวรรค์ บทเพลงที่นางร่ายรำนั้นสะกดสายตาของทุกคนในงานให้หยุดนิ่ง ฮ่องเต้หลงอี้ทรงทอดพระเนตรนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเสน่หาและความภาคภูมิใจ แต่ในขณะที่การร่ายรำใกล้จะจบลงสนมเหม่ยฮวา ซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลนักได้แสร้งทำเป็นไอเสียงดังและทำท่าทางเหมือนสำลักชาโดยไม่ตั้งใจ ทำให้ผ้าม่านที่อยู่ใกล้เคียงปลิวไหวไปกระทบกับชุดของลู่เม่ยร่างของลู่เม่ยเสียหลักเล็กน้อยแต่ด้วยสติปัญญานางพลิกแพลงท่ารำให้ดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง ร่างกายของนางบิดพลิ้วไปตามผ้าม่านที่พลิ้วไหว ราวกับดอกไม้ที่กำลังเต้นระบำกับสายลมสร้างความงดงามที่เหนือความคาดหมาย เสียงปรบมือดังสนั่นทั่วทั้งงานเลี้ยงทุกคนต่างชื่นชมในความสามารถและไหวพริบของลู่เม่ย ฮ่องเต้หลงอี้ทรงแย้มสรวลอย่างเห็นได้ชัดในความพอพระทัย “งดงามยิ่งนัก! ลู่เม่ย เจ้าช่างเป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์” ฮ่องเต้ตรัสชมเชยอย่างเปิดเผย สนมเหม่ยฮวาหน้าซีดเผือดด้วยความไม่พอใจที่แผนการของตนไม่สำเร็จ ฮองเฮาเองก็ทรงบังคับสีหน้าให้เป็นปกติ แม้ในพระทัยจะเดือดดาล ความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้และลู่เม่ยยังคงลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ แม้จะเผชิญกับอุปสรรคมากมาย ฮ่องเต้ทรงสังเกตเห็นถึงความอดทนและความเข้มแข็งของลู่เม่ย พระองค์เริ่มไว้วางใจนางมากขึ้น จนบางครั้งก็ทรงปรึกษาหารือเรื่องราชกิจที่ไม่สำคัญมากนักกับนาง ลู่เม่ยเองก็ให้ความคิดเห็นอย่างชาญฉลาด ทำให้ฮ่องเต้ทรงรู้สึกว่านางมิได้เป็นเพียงสตรีที่สวยงาม แต่ยังเป็นผู้ที่มีสติปัญญาและมองการณ์ไกล วันหนึ่งฮ่องเต้ทรงประทานปิ่นหยกหงส์คู่ซึ่งเป็นปิ่นที่เคยเป็นของพระมารดาของพระองค์ ให้แก่ลู่เม่ย ซึ่งเป็นเครื่องหมายของความโปรดปรานสูงสุดและฐานะที่สำคัญยิ่ง “ปิ่นนี้เป็นของที่มีความหมายต่อข้ามากนัก” ฮ่องเต้ตรัสกับลู่เม่ยขณะทรงปักปิ่นให้ด้วยพระองค์เอง “ข้าประทานให้เจ้า เพื่อแสดงว่าเจ้ามีความสำคัญต่อข้าเพียงใด” ลู่เม่ยรู้สึกตื้นตันจนน้ำตาคลอเบ้า “ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉัน” “ไม่ต้องกล่าวสิ่งใด” ฮ่องเต้ตรัสพลางทรงโอบกอดนางแน่น “เจ้าจงเชื่อใจข้า ข้าจะปกป้องเจ้าไม่ว่าผู้ใดจะคิดร้ายต่อเจ้าก็ตาม” การที่ฮ่องเต้ทรงมอบปิ่นหยกหงส์คู่ให้แก่ลู่เม่ย ทำให้ข่าวลือและเสียงซุบซิบนินทาในวังยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก ฮองเฮาทรงพิโรธอย่างมากเมื่อทรงทราบเรื่องนี้เพราะปิ่นนั้นเป็นของที่ควรจะเป็นของพระนางในฐานะฮองเฮาเท่านั้น ในคืนหนึ่งขณะที่ลู่เม่ยกำลังเดินกลับเรือนพักพร้อมกับชิงเอ๋อร์ หลังจากการปรนนิบัติฮ่องเต้ นางก็ถูกกลุ่มขันทีและนางกำนัลกลุ่มหนึ่งดักหน้าไว้ ขันทีผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มมีใบหน้าถมึงทึง “ฮองเฮาทรงมีพระบัญชาให้เรามาเชิญตัวเจ้าไปสอบสวน” ขันทีกล่าวด้วยน้ำเสียงหยาบคาย “เจ้าบังอาจขโมยของมีค่าจากตำหนักฮองเฮา” ลู่เม่ยตกใจ “ขโมยอะไร! ข้ามิได้ทำสิ่งใดผิด” นางมองไปที่ชิงเอ๋อร์ด้วยความกังวล “ปิ่นหยกหงส์คู่ที่เจ้าปักอยู่นี่อย่างไร! มันเป็นของที่ฮองเฮาทรงรักยิ่งนัก” ขันทีกล่าวหา ลู่เม่ยพยายามอธิบาย “นี่เป็นของพระราชทานจากฝ่าบาทเพคะ” แต่ขันทีไม่ฟัง “ไม่ว่าอย่างไร เจ้าต้องไปกับเรา!” พวกเขาพยายามจะจับตัวลู่เม่ยอย่างรุนแรง ชิงเอ๋อร์พยายามขัดขวางแต่ก็ถูกผลักกระเด็นไป ลู่เม่ยรู้ว่าสถานการณ์กำลังเลวร้าย เธอพยายามดิ้นรน แต่ก็สู้แรงของขันทีหลายคนไม่ได้ “ปล่อยข้า! ปล่อยนะ!” ลู่เม่ยร้องเสียงดังพยายามตะโกนเรียกให้ใครช่วย ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าอันหนักแน่นก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของ ฮ่องเต้หลงอี้ที่ปรากฏตัวขึ้นแววตาของพระองค์ฉายแววพิโรธอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน “บังอาจ! ผู้ใดกล้าจับตัวสตรีของข้า!” ฮ่องเต้ตรัสเสียงก้องใบหน้าถมึงทึงด้วยความโกรธเกรี้ยว กลุ่มขันทีและนางกำนัลเห็นฮ่องเต้ก็รีบคุกเข่าลงทันที ตัวสั่นเทาด้วยความกลัว “ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉัน พวกหม่อมฉันเพียงทำตามพระบัญชาของฮองเฮาเพคะ” ขันทีผู้เป็นหัวหน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงติดอ่าง ฮ่องเต้ทรงเข้าไปประคองลู่เม่ยที่กำลังสั่นด้วยความกลัว ทรงกวาดสายตาคมกริบไปยังเหล่าขันทีและนางกำนัล “พระบัญชาใด ฮองเฮาไม่มีสิทธิ์สั่งจับตัวผู้ใดโดยพลการ หากปราศจากพระราชโองการจากข้าและปิ่นหยกหงส์คู่นี้ ข้าเป็นผู้ประทานให้ลู่เม่ยด้วยตนเองพวกเจ้ากล้ากล่าวหาว่านางขโมยได้อย่างไรนี่เป็นการดูหมิ่นองค์ฮ่องเต้และใส่ร้ายสตรีของข้าอย่างรุนแรงนัก” เสียงตรัสของฮ่องเต้ดังก้องไปทั่วบริเวณ สร้างความหวาดกลัวให้กับทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ “พวกเจ้าทั้งหมดจงถูกจับกุมและนำตัวไปสอบสวน หากพบว่ามีผู้ใดอยู่เบื้องหลังจะถูกลงโทษสถานหนัก” ฮ่องเต้มีพระราชโองการอย่างเด็ดขาด ขันทีและนางกำนัลเหล่านั้นถูกจับกุมตัวไปทันที ลู่เม่ยยังคงยืนสั่นอยู่ ฮ่องเต้ทรงโอบกอดนางแน่น พลางลูบหลังปลอบประโลม “ไม่เป็นไรแล้วเม่ยเอ๋อร์ เจ้าปลอดภัยแล้ว” พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างไม่เคยมีมาก่อน “ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดทำร้ายเจ้าได้อีก” ค่ำคืนนั้นฮ่องเต้ทรงพาตัวลู่เม่ยกลับมายังห้องบรรทมของพระองค์ นางรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน การที่พระองค์ทรงปกป้องนางอย่างเปิดเผยและเด็ดขาด แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของนางในพระทัยของพระองค์มากยิ่งขึ้น เปลวไฟแห่งความรักระหว่างฮ่องเต้และลู่เม่ยยังคงคุกรุ่น แม้จะมีลมปากที่หอมหวานและยาพิษจากเหล่าสนมคอยพยายามดับมันก็ตามแต่การทดสอบเหล่านี้กลับทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขายิ่งแข็งแกร่งและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ลู่เม่ยรู้ดีว่าเธอได้ก้าวเข้ามาในเกมแห่งอำนาจที่อันตรายแต่เธอก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันเคียงข้างราชันผู้เป็นที่รักของเธอ
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม