บทที่7
ทะเลาะกันหนัก
หลายวันผ่านไปบ้านของอชิระกลายเป็นที่พูดถึงของชาวบ้านเพราะเขากับแฟนสาวมีปากเสียงกันแทบทุกวันจนชาวบ้านต่างชินชาและมองแฟนสาวของอชิระในแง่ลบ เวลาที่อชิระกลับมาเขาก็ต้องเหนื่อยกับการต้องมานั่งจับผิดนั่งเคลียร์ปัญหากันทุกวัน
"พี่จะหาเรื่องอะไรนักหนา! หนูทำอะไรให้พี่ไม่พอใจอีกพูดมาเลย!!" เสียงของแฟนสาวดังลอดมาจากในบ้าน
"พี่ไม่ได้หาเรื่องแต่พี่อยากให้หนูอธิบายว่าหนูไปไหนมาทุกวัน!" อชิระพยายามระงับอารมณ์ของตัวเองเอาไว้
"หนูไปหางานทำไงหรือพี่จะให้หนูอยู่บ้านเฉยๆ ให้เป็นขี้ปากคนอื่น!!" แฟนสาวของอชิระประชดประชันเสียงดังลั่นเหมือนเจตนาให้ชาวบ้านรับรู้
อชิระเงียบไปชั่วครู่เหมือนพยายามหาคำพูดที่เหมาะสมแต่แฟนสาวของเขาก็ยังคงพูดต่อ
"หนูเบื่อที่ต้องฟังพี่บ่นพี่ถามเรื่องงานเรื่องที่หนูออกไปไหนมาไหน ถ้าพี่ไม่ไว้ใจก็บอกมาเลยหนูจะได้ไป!!"
"แล้วหนูคิดจะไปจริงๆ ใช่ไหม?" อชิระถามด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบแต่มันแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าคำพูดของอชิระมันทำให้แฟนสาวของเขาหัวเสียหนักขึ้น เธอเดินปึงปังออกมาที่ระเบียงหน้าบ้านแถมเสียงปิดประตูยังดังลั่นจนบ้านของรมิดาได้ยิน
"ทีเรื่องของพี่หนูยังไม่เคยเข้าไปวุ่นวายพี่ไม่ต้องมาคอยจับผิดหนูตลอดเวลาก็ได้!"
รมิดากำลังช่วยแม่เก็บร้านเธอได้ยินเสียงจากบ้านของอชิระเต็มสองหู เธอพยายามทำตัวนิ่งเหมือนไม่สนใจแต่ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทำให้เธออดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองไปยังบ้านของอชิระ ชาวบ้านพากันจับกลุ่มซุบซิบคุยกันอีกครั้งยิ่งแม่ค้าอย่างป้าชลยังขยับมาสะกิดคุณแม่ของรมิดา
"นี่พ่ออชิระเขาทนอยู่กับคนแบบนี้ไปได้ยังไงนะ มีปากเสียงทุกวันแบบนี้ไม่ไหวหรอก"
"นั่นสิ พ่ออชิระเป็นคนขยันทำงาน นิสัยก็ดีทำไมดันมาเจอแฟนแบบแม่หนูนั่นได้ น่าเห็นใจพ่ออชิระจริงๆ" คุณแม่ของรมิดาพยักหน้าเห็นด้วย
รมิดาได้ยินคำพูดเหล่านั้นแล้วรู้สึกอึดอัดใจพยายามไม่สนใจเรื่องของคนอื่นแต่เสียงโต้เถียงที่ดังทุกวันกลับทำให้เธออดเป็นห่วงอชิระไม่ได้
กลางดึกคืนนั้นหลังจากที่เสียงทะเลาะเงียบสงบลงบ้านของอชิระกลับมาเงียบสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น รมิดานอนมองเพดานด้วยความรู้สึกสับสนกับตัวเอง
"พวกเขาจะอยู่กันแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนเสียสุขภาพจิตแทน"
เธอถอนหายใจเบาๆ แต่ภาพของอชิระที่ยืนสูบบุหรี่ด้วยสีหน้าเหนื่อยล้ากลับผุดขึ้นมาในหัวของเธอ ทำไมเธอถึงต้องเห็นภาพเขาวนเวียนหลอกหลอนเธอทุกทีเลย
"บางทีเขาก็คงไม่ได้ต้องการให้ใครเข้ามายุ่งเรื่องส่วนอย่าเข้าไปยุ่งดีกว่า"
วันต่อมา
วันนี้เป็นวันหยุดบรรยากาศในหมู่บ้านดูเงียบสงบกว่าปกติ รมิดาตื่นแต่เช้ามาช่วยแม่ของเธอเตรียมเปิดร้านขายของ เธอสังเกตเห็นว่ารถขอแฟนสาวของอชิระขับออกไปจากบ้านตั้งแต่พระยังไม่มา
"ไปแต่เช้าเลยนะแม่หนูคนนี้" คุณแม่ของรมิดาพูดขึ้นขณะจัดผักในตะกร้า
"เขาอาจจะไปทำธุระมั้งแม่ อย่าไปยุ่งเรื่องของเขาเลย" รมิดาตอบกลับไปเธอไม่อยากให้คุณแม่ของเธอเข้าไปยุ่งเรื่องนี้เหมือนกันเพราะแฟนสาวของอชิระดูนิสัยแรงๆ
รถของแฟนสาวของอชิระขับกลับมาจอดที่โรงจอดรถเธอเปิดประตูรถลงมาด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์ รมิดากำลังช่วยแม่ของเธอจัดของหน้าร้านเธอหันไปมองอย่างไม่ได้ตั้งใจจนเสียงทะเลาะเริ่มดังขึ้นอีกครั้งแถมคราวนี้ยังรุนแรงกว่าเดิม
"หนูออกไปไหนมาไหนทุกวันแบบนี้เลยเหรอ?" เสียงของอชิระดังออกมาจากในบ้าน ถึงแม้ว่าเขาจะระงับยับยั้งสติอารมณ์ไว้แต่เหมือนกำแพงมันร้าวจนพร้อมจะระเบิดเต็มทน
"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพี่? นี่มันชีวิตหนู!" แฟนสาวโต้กลับด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
"เกี่ยวสิ ถ้าเราจะอยู่ด้วยกันจะไปไหนจะทำอะไรหนูควรนึกถึงจิตใจของพี่บ้าง!!"
เสียงตอบโต้ดังก้องจนชาวบ้านเริ่มมองหน้ากันด้วยความสนใจ บางคนถึงขั้นหยุดกิจกรรมของตัวเองเพื่อขยับเข้ามาฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
"ก็หนูเบื่อ! ถ้าพี่ไม่ไหวใจเราก็จบกันไปเลยเลิกกันไปเลยสิ!!" เสียงของแฟนสาวอชิระประกาศลั่นเหมือนคนไม่มีอะไรจะเสีย
"แล้วหนูอยากให้มันจบใช่ไหมหนูอยากให้เรื่องของเรามันจบกันแค่นี้ใช่ไหม!"
คำพูดนั้นเหมือนเป็นจุดชนวนที่รุนแรงกว่าเดิมเสียงตอบโต้กลายเป็นการตะโกนก่นด่าใส่กันก่อนที่เสียงจะเงียบไปอย่างกะทันหันเพราะอชิระเป็นฝ่ายเดินหนีเข้าห้องไป
เย็นวันนั้นอชิระเดินออกมาที่โรงจอดรถด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเขาหยิบบุหรี่ออกมาจากเสื้อสูบมันอย่างเงียบๆ ขณะที่สายตาจับจ้องไปยังท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสี รมิดานั่งอยู่หน้าร้านมองเห็นเขาจากระยะไกลเธอพยายามไม่สนใจแต่ภาพของเขาที่ยืนเงียบงันแววตาเหนื่อยล้าทำให้เธออดสงสารไม่ได้แม้แต่ชาวบ้านที่มาซื้อข้าวซื้อของยังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสงสารอชิระเหลือเกิน
"ดูพ่ออชิระไม่เหมือนเดิมเลยนะลูก" คุณแม่ของรมิดาพูดขึ้นขณะจัดของเติมสต๊อก
"เขาคงเครียดนะแม่ทะเลาะกับแฟนทุกวันแบบนี้ใครจะไปสบายใจ"
"คนขยันทำงานเก่งอย่างเขาทำไมต้องมาเจอคนแบบนี้เป็นแม่คงเครียดตาย"
รมิดาไม่ได้ตอบอะไรเธอแอบมองไปยังอชิระอีกครั้งเขายังคงสูบบุหรี่เงียบๆ สีหน้าของเขาบอกชัดเจนว่าเหนื่อยทั้งกายและใจในใจของเธอเริ่มรู้สึกบางอย่างความสงสารปนเปกับความอยากช่วยเหลือแต่เธอก็ยังคงย้ำกับตัวเองว่าไม่ควรเข้าไปยุ่ง
"มันไม่ใช่เรื่องของเราใจเย็นๆ นี่มันเป็นวิบากกรรมของเขา" เธอบอกกับตัวเองแต่คำพูดนั้นกลับไม่ได้ช่วยให้เธอรู้สึกสงบในใจเลย
--------------------------------
เลิกกันไปเลยค่ะอยู่ด้วยกันแล้วทุกข์ใจจะอยู่ด้วยกันทำไมแม๊!!!