ระยะทางกลับบ้านยังใช้เวลานานพอสมควร ครั้นเป็นช่วงการจราจรติดขัด รถยนต์เคลื่อนตัวเนืองแน่นเพราะเป็นช่วงพักเที่ยงของเหล่าบรรดาพนักงานออฟฟิศที่ออกมาหาอะไรกิน เกวลินหยิบairpodคล้องเข้ารูหู เธอเปิดเพลงสากลที่ชอบฟังประจำและร้องฮึมฮำบนรถโดยไม่สนใจใครเป็นการขั้นเวลาที่นั่งบนรถนานๆ
“เสียงอย่างกับลูกเป็ดยังจะร้องให้ระคายหูคนอื่น”
อานนท์เปล่งเสียงเพียงแผ่วเบา แม้หญิงด้านข้างจะไม่ได้เพื่ออัดเสียงเพลงสากลเข้ารูหูสองข้าง ทว่าคนขับรถพลันได้ยิน เขาเหล่ดวงตามองหน้าอานนท์และอดอมยิ้มไม่ได้ เป็นเพียงบอดี้การ์ดกลับกล้านินทาลูกสาวเจ้านายในระยะเผาขน
“ปากเก่งนะแกไอ้นนท์ เจอคุณเกลวีนเข้าแกจะรู้สึก”
“จะแค่ไหนเชียวพี่”
ไม่ได้คิดว่าคนด้านข้างจะมีฤทธิ์เดชมากนัก แค่ผู้หญิงตัวบอบบางคนเดียวเขามั่นใจว่าจัดการอยู่แค่อาจจะรำคาญหูบ้างเพราะท่าทางของคุณหนูคงจะบ่นไฟแลบดีเชียว พลันมือใหญ่ล้วงกระเป๋ากางเกง จากนั้นยืนหมากฝรั่งดับกลิ่นปากที่เหลือในกระเป๋าไว้เพียงสองชิ้นแล้วให้กับคนที่นั่งอยู่ด้านข้าง
ดวงตาสีน้ำตาลมองของชิ้นนั้นแล้วตวัดมองคนให้อย่างสงสัย
“อะไร”
“หมากฝรั่ง เคี้ยวสักหน่อยจะได้กับกลิ่น”
“ปากฉันไม่ได้เหม็น” เธอชักสีหน้าใส่ชายบอดี้การ์ด ทั้งถลึงตาไม่พอใจ
“ไม่ได้ว่าคุณปากเหม็น ที่ยื่นให้คุณจะเคี้ยวดับกลิ่นบุหรี่ กลับถึงบ้านนานอาจจะได้กลิ่นเแล้วเกิดรู้ขึ้นมาว่าคุณหนูเกลดูดบุหรี่จะมาหาว่าผมไปฟ้องท่านไม่ได้นะครับ”
เขาตอบกลับด้วยเหตุผลแม้มันจะฟังเหมือนเป็นการกวนใจอยู่บ้าง ก็พลันรับหมากฝรั่งจากมือบอดี้การ์ด แกะมันและเคี้ยวเข้าทันที ครั้นอีกไม่นานก็จะถึงบ้านหลังเดิมที่เคยอยู่มาตั้งแต่เด็ก
....
“เชิญครับ”
ประตูรถยนต์เปิดอำนวยความสะดวกให้คุณหนู ร่างเล็กก้าวเท้าลง ยืนมองบ้านหลังใหญ่ที่เคยอยู่มานาน ความรู้สึกครั้งเก่าพรั่งพรูขึ้น ปรากฏภาพในยามตัวเองเป็นเด็กน้อยเปียผมแกะอุ้มตุ๊กตาออกมา วันวานอันมีความสุขเป็นผลให้เกลวรินเผลอยกมุมปากน้อยๆ ขึ้น ครอบครัวอบอุ่นมีพ่อแม่ลูกเป็นลูกสาวที่พ่อแม่ประคบประหงมดูแลราวเจ้าหญิงตัวน้อยๆ กระทั่งเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น หัวหน้าครอบครัวอย่างปะป๊าแอบมีบ้านเล็กจนเมียตัวจริงจับได้แล้วนำมาสู่การสูญเสีย ครั้นหม่ามี้แอบตามคนเป็นสามีไปโรงแรมเพื่อจับให้ได้คาหนังคาเขา ด้วยความเร่งรีบและขับรถเร็วกว่ากำหนดทำให้รถพลิกคว่ำจนเสียชีวิตคาที่ หลังนั้นเด็กน้อยผู้มีความรักจากพ่อแม่อย่างอบอุ่นแตกสลายไปในพริบตา หลังจากนั้นเธอจึงถูกปะป๊าเลี้ยงด้วยเงินแทนความรัก
“แดดร้อนนะครับ”
เพราะเห็นว่าคุณหนูยืนนิ่งกลางแสงยูวีนานผิดปกติ ทำเกลวรินสะดุ้งตัวแล้วกลับมาเป็นปัจจุบัน สูดหายใจแล้วปรับอารมณ์ตัวเองให้เป็นคุณหนูจอมหยิ่งและอีโก้สูง มันไม่ใช่นิสัยที่เป็นตั้งแต่เกิดทว่าเป็นเพียงสิ่งเดียวที่พอจะเป็นเกราะปกกันตัวเองในยามที่โหยหาความอบอุ่นตั้งแต่หม่ามี้เสียก็ต้องเติมเต็มความต้องการนั้นด้วยตัวเอง
“แล้วพวกนายมายืนตากแดดรอฉันทำไม ไปยกกระเป๋าลงจากรถแล้วเอาไปไว้บนห้อง”
ลูกน้องของเกริกพลหลายคนออกมายืนรอต้อนรับราวกับเป็นคนสำคัญ เกลวรินไม่ชอบอะไรที่ดูเอิกเกริก จากที่ยืนเรียงแถวกันต่างกรู่เข้าตัวรถขนกระเป๋าคนละไม้คนละมืออย่างเร่งรีบ
“เชิญครับคุณหนู” บอดี้การ์ดประจำตัวเชิญเธอเข้ามา ทว่าลูกสาวเจ้านายกลับเดินเบี่ยงตัวไปด้านข้างที่เป็นสวนหย่อมเล็กแล้วมีดอกกุหลาบที่เพิ่งปลูกใหม่ มองเห็นสีสันของมวลดอกไม้นั้นก็รู้สึกสดชื่น
“ทำไมถึงได้ปลูก”
ก่อนที่เธอจะไปเรียนต่อ ตรงนี้ยังเป็นที่สนามหญ้าที่ปล่อยรกไม่มีการดูแล ผ่านมาหลายปีมันถูกปรับให้เป็นสวนและตกแต่งด้วยไม้ประดับแซมด้วยดอกไม้นานาชนิด ทว่าดอกกุหลาบจะถูกปลูกกลุ่มใหญ่มากกว่าพวกอื่น
“นายสั่งคนปลูกไว้รอให้คุณหนูครับ” เพราะเกริกพลรู้ดีว่าลูกสาวชอบเลยสั่งคนสวยเข้าจัดการเพื่อเป็นการต้อนรับและอยากเอาใจ เกลรินนยิ้มขึ้นเต็มกว้าง ดีใจที่ปะป๊าใส่ใจเธอมากกว่าแต่ก่อน เอื้อมมือโน้มดอกกุหลาบเข้ามาดมแม้กลิ่นมันจะเจือจางทว่าก็พลันสดชื่น
“นาย?”
“….”
“ชื่ออะไร”
“ผมชื่ออานนท์ครับ”
“นายนนท์ ตัดดอกกุหลาบเอาไปปักแจกันแล้วเอาไปวางที่หัวเตียงให้ด้วย”
“ได้ครับ”
ร่างขาวลุกขึ้นครั้นนั่งดอมดมดอกไม้ท่ามกลางแดดจ้าเป็นเวลานานและปล่อยอานนท์ได้จัดการตามคำสั่งโดยไม่ให้เดินตาม อยู่ในบ้าคงไม่มีใครทำร้าย ยกเว้นก็แต่จะซุ่มซ่ามสะดุดล้มหัวกระแทกพื้นตาย ถอดรองเท้าสะบัดออกไปคนลทิศละทาง มีแม่บ้านคอยตามเก็บแล้ววางมันให้เข้าที่ แล้วหยุดชะงักยืนกลางบ้านมองด้านในอยู่อย่างนั้น ข้าวของเครื่องใช้มีเปลี่ยนใหม่บ้างไม่ว่าจะเป็นโซฟาแจกันลายโบราณกระทั่งผ้าม่านแต่ยังคลุมโทนสีเดิมที่เคยใช้ ยกเว้นก็แค่รูปถ่ายของหม้ามี้ที่ยังแขวนไว้บนผนังบ้านก่อนจะถึงบันไดเดินขึ้นชั้นบน
“คิดถึงจัง” เธอกำลังยืนคุยกับแม่ผ่านรูปถ่าย มองดวงตาหวานแล้วส่งยิ้มให้กันราวกับมีชีวิต กระทั่งได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วเบาดังหลุดรอดมาจากห้องที่ด้านข้าง
ท่านค่ะ เบาๆ สิค่ะ อร๊ายจั๊กจี้ อื้อ
อย่าหนี้ป๊าสิจ๊ะ มาเร็วๆ มานั่งตัก
เสียงหยอกล้อดังขึ้นต่อเนื่อง คนฟังอดสงสัยไม่ได้ว่าเสียงใคร ที่แน่ๆ เธอรู้ว่าเสียงทุ้มแหบนั้นคือปะป๊าของเธอ ก้าวเท้าเดินไปยังห้องต้นเสียงนั้นอย่างเร่งรีบ หมุนลูกบิดแล้วเปิดประตูเข้าไป ปะป๊าของเธอกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับผู้หญิงรุ่นลูก อายุอานามน่าจะน้อยกว่าเกลวรินด้วยซ้ำ
“ป๊า!!”
คนอายุมากที่กดร่างขาวนั่งทับบนตักสะดุ้งตกใจ ลุกจากโซฟาใส่เสื้อผ้าที่หลุดรุ้ยให้กลับสู่สภาพเดิม ทั้งดวงจ้องปะป๊าอย่างเอาเรื่อง เมื่อเกลวรินเคยขอร้องเกริกพลมาหลายครั้งห้ามเอาผู้หญิงหน้าไหนเข้าบ้าน ทว่าคราวนี้เธอกลับมาเห็นคาตา
“หนูมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่”
น้ำเสียงตะกุกตะกักไม่คิดว่าลูกสาวจะมาถึงบ้านเร็วขนาดนี้ ครั้นคิดว่าเกลวรินต้องแวะห้างสรรพสินค้าซื้อเสื้อผ้าตัวใหม่ก็ผิดไปจากที่คิด คนอายุน้อยตาขึงหนักมองปะป๊าและเด็กสาวที่กำลังจะโจ้งครึ้มกันบนโซฟาไม่อายลูกน้องที่เดินไปเดินมา
“นี้เหรอธุระป๊า ไปรับหนูที่สนามบินไม่ได้เพราะกำลังมัวกับเด็กอยู่”
“ป๊าเพิ่งกลับจากธุระจริงๆ นะลูก แล้วหนูแพรวแค่จะมาช่วยให้ป้าหายเหนื่อย”
พยายามหาเหตุผลให้ลูกสาวใจเย็นมากที่สุด ก็เหมือนจะไม่เป็นผล เกลวรินจ้องตาแข็งไม่พอใจอย่างมาก เมื่อเคยคุยกันแล้วทว่าปะป๊าก็ยังดื้อดึงเอาคนอื่นเข้าบ้าน
“หนูขอป๊าแล้วนะนี่มันที่ของแม่”
“โธ๋เกล มี้หนูตายไปเป็นสิบๆ ปี ปานนี้เกิดใหม่มีผัวเป็นสิบๆ คนแล้วมั้ง แต่ป๊านะสิหนูไม่ยอมให้ป๊ามีใครเลยจะเฉาตายอยู่แล้ว
เขาตัดพ้ออย่างน่าเวทนา ก็อย่างว่าผู้ชายต่อให้อายุมากแค่ไหนเรื่องทางเพศมันก็ยังต้องการเป็นธรรมดา
“ไม่รู้ ป๊าต้องเอาอีนั้นออกไปจากบ้าน อย่าให้มันมาเหยียบที่นี่ บ้านหลังนี้เป็นคนหม่ามี้หนูคนเดียว เข้าใจไหม”
เป็นการสั่งให้จัดการพาคนที่ไม่ต้อนรับออกไป เกริกพลจะไม่มีอิหนูสักกี่คนเธอก็คงห้ามไม่ได้ แม้จะไม่อยากให้ปะป๊ามีใครใหม่ครั้นกลัวจะถูกแย่งความรัก เพราะทุกวันความอบอุ่นจากคนตรงหน้าก็แทบจะไม่มี
“ให้ป๊าได้มีความสุขบ้างเถอะ มันก็เป็นแค่ความสุขชั่วคราวเท่านั้น ป๊าไม่เคยเอาใครมาแทนที่มี้หนูเลย”
“อย่าให้หนูต้องโกรธนะคะป๊า ถ้าหนูโกรธป๊าจะไม่ได้เห็นหน้าหนูอีกต่อไป”
เป็นประโยคปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยว กระทั่งเกริกพลตรงปล่อยให้เด็กสาวที่มาเพื่อสร้างความสุขกลับออกไปก่อน