INTRO
@กรุงเบอร์ลินประเทศเยอรมนี
01/01/2544
“เหงียวนถิเฉาตัดสินใจได้รึยัง งานประมูลจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่นาทีแล้วนะ” ลิลลี่เจิ่น หญิงสาวลูกครึ่ง เวียดนาม-เยอรมนี อายุสิบแปดปี เป็นญาติเพียงคนเดียวของเหงียวนถิเฉา ที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งเหงียวนถิเฉา เป็นเด็กสาวจากประเทศเวียดนาม เธอมีอายุสิบแปดปีเท่าลิลลี่เจิ่น
ลิลลี่เจิ่นเอ่ยถามเหงียวนถิเฉาเชิงกดดันให้เหงียวนถิเฉาเร่งตัดสินใจ เอาตัวเองและพรหมจรรย์ของเหงียวนถิเฉาเข้าร่วมการประมูล ให้เหล่าบรรดามหาเศรษฐีจากทั่วทุกมุมโลกได้ประมูลพรหมจรรย์ของเหงียวนถิเฉา
งานประมูลพรหมจรรย์กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าแล้ว ดังนั้นเพื่อตัดภาระค่าใช้จ่าย ลิลลี่เจิ่นจึงกดดันให้เหงียวนถิเฉาเข้าร่วมประมูลพรหมจรรย์ในครั้งนี้
“พ่อแม่ของเธอไม่อยู่แล้ว ถ้าเธอไม่กลับเวียดนามเธอก็ต้องหาคนเลี้ยง เพื่อที่เธอจะได้ย้ายออกจากบ้านของฉัน“
พ่อแม่ของเหงียวนถิเฉาเสียชีวิตเมื่อสองเดือนที่แล้ว ครอบครัวของเหงียวนถิเฉาเป็นครอบครัวชนชั้นกลางจากประเทศเวียดนาม สองเดือนที่แล้ว เธอและคุณพ่อคุณแม่ได้แอบลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศเยอรมนี ทว่าโชคร้ายถูกแก๊งตกทองหลอกลวงเอาเงินทองและทรัพย์สมบัติที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิตไปจนหมด
หนำซ้ำยังโชคร้ายซ้ำสอง คุณพ่อคุณแม่ของเหงียวนถิเฉาประสบอุบัติเหตุถูกรถชนอย่างรุนแรง ทำให้คุณพ่อคุณแม่ของเธอเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนเธอนั้นได้รับบาดเจ็บที่ขาเพียงเล็กน้อย ทำให้ตั้งแต่นั้นมา ลิลลี่เจิ่นที่เป็นญาติห่างๆ ฝั่งคุณแม่ ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ให้อาหารและที่พักอาศัยแก่เหงียวนถิเฉา
ทว่า ในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้ บวกกับลิลลี่เจิ่นกำลังตั้งท้องลูกคนแรก ทำให้ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น แต่รายได้กลับลดลงเรื่อยๆ ลิลลี่เจิ่นจึงจำเป็นต้องหาวิธีลดค่าใช้จ่าย ด้วยการตัดภาระอย่างเหงียวนถิเฉาออกไป
”...ฉันไม่มีญาติที่ไหนแล้ว...ฉันมีแค่เธอ“ น้ำเสียงเศร้าสร้อยเอ่ยพลางน้ำตาคลอ ทำให้ลิลลี่เจิ่นรู้สึกเศร้าตาม และสงสาร แต่จะทำอย่างไรได้ เหงียวนถิเฉาหางานทำที่นี่ไม่ได้
ด้วยเหงียวนถิเฉาแอบเข้าประเทศมาอย่างผิดกฎหมาย อีกทั้งภาษาอังกฤษก็พูดไม่ได้ ยิ่งภาษาเยอรมันยิ่งไม่ต้องพูดถึง ภาษาเดียวที่เหงียวนถิเฉาพูดได้คือภาษาเวียดนาม เพราะเหตุนี้จึงทำให้ไม่มีใครกล้ารับเหงียวนถิเฉาเข้ามาทำงาน แม้แต่ร้านอาหารเวียดนามในเยอรมนีก็ไม่มีร้านไหนกล้ารับ
เหงียวนถิเฉาไม่มีเงินติดตัวเลยสักบาท ทำได้เพียงแค่พักอาศัยกับลิลลี่เจิ่นจนกว่าเธอจะพูดภาษาอังกฤษและภาษาเยอรมันได้ในระดับที่พอจะใช้สื่อสารในการทำงานได้ อย่างน้อยแอบเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย หากพูดภาษาภาษาอังกฤษหรือภาษาเยอรมันได้ ก็อาจจะมีร้านอาหารบางร้านรับเธอเข้าทำงานก็ได้
เมื่อเธอได้งานทำ เธอจะได้ออกไปเช่าห้องอยู่เอง ลิลลี่เจิ่นจะได้ลดภาระตรงนี้ไป แต่ก็ยากเหลือเกิน เพราะเหงียวนถิเฉาหัวช้านัก เรียนก็ไม่เก่งเอาเสียเลย ยิ่งเรื่องภาษาก็ยิ่งติดลบ ทำให้เหงียวนถิเฉาเรียนภาษาได้ช้ากว่าคนปกติ
ลิลลี่เจิ่นคิดว่าเหงียวนถิเฉาหัวช้ามาก คงต้องเรียนภาษานานนับปีถึงจะพอพูดสื่อสารได้ ถ้าต้องเรียนนานขนาดนั้น ไม่สู้กลับไปหางานทำที่ประเทศของตัวเอง หรือ ขายพรหมจรรย์ให้กับมหาเศรษฐีไม่ดีกว่าหรือ อย่างน้อยทำแบบนี้ก็จะมีเงินเลี้ยงชีพแบบไม่เดือดร้อนลิลลี่เจิ่น
”ที่เวียดนามล่ะ? ที่นั่นญาติของเธอน่าจะยังหลงเหลืออยู่บ้าง เธอไม่อยากกลับไปเหรอ อีกอย่างที่นั่นเธอน่าจะพอหางานทำได้ง่ายกว่าที่นี่หลายเท่า“
“...ญาติของฉันที่เวียดนาม...พวกเขาจากไปหมดแล้ว” ญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ของเหงียวนถิเฉาเหลือเพียงลิลลี่เจิ่น บรรดาญาติพี่น้องของเหงียวนถิเฉาเสียชีวิตกันหมดแล้ว เหล่าบรรดาญาติพี่น้องของเหงียวนถิเฉาเสียชีวิตเมื่อสองเดือนที่แล้ว
พวกเขาเดินทางมารับศพของคุณพ่อคุณแม่ของเธอ และเธอกลับบ้าน แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเครื่องบินดันตกในตอนที่กำลังจะบินออกจากน่านฟ้าเวียดนามทำให้ญาติพี่น้องทั้งหมดในครอบครัวของเธอเสียชีวิตในทันที
เพราะเหตุนี้ ญาติพี่น้องของเธอจึงเหลือแค่ลิลลี่เจิ่น ที่เป็นญาติห่างๆ
“ไม่ใช่ว่าฉันไม่เห็นใจนะ แต่ว่าฉันเองก็ลำบากไม่ต่างจากเธอ ที่ผ่านมาฉันเองก็ช่วยเธอมาตลอด ให้ที่อยู่ ให้อาหาร รวมถึงให้เงินเธอไปเรียนภาษาด้วย“
”....“ เหงียวนถิเฉาเองก็รู้สึกเกรงใจ เธอไม่อยากเป็นภาระให้ใคร ทว่าจะกลับเวียดนามก็ไม่ได้ เพราะเธอไม่มีเงินซื้อตั๋วเครื่องบิน อีกทั้งลิลลี่เจิ่นเองก็ไม่มีเงินมากพอจะซื้อตั๋วเครื่องบินส่งเหงียวนถิเฉากลับประเทศ ทางเดียวที่ลิลลี่เจิ่นคิดได้ในตอนนี้คือ พูดโน้มน้าวให้เหงียวนถิเฉาขายพรหมจรรย์ให้กับเหล่าบรรดามหาเศรษฐีที่บ้าคลั่งหญิงสาวบริสุทธิ์ที่งานประมูลพรหมจรรย์ครั้งใหญ่แห่งปี
”เมื่อก่อนฉันตัวคนเดียวก็เลยพอจะเลี้ยงเธอได้ แต่ตอนนี้ฉันมีสามีแล้ว และกำลังตั้งท้องลูกแฝด สามีของฉันตอนนี้ก็ตกงานหนำซ้ำยังติดยา ทำให้ตอนนี้ฉันต้องเป็นเสาหลักหาเงินเข้าบ้านคนเดียว ไหนจะต้องเก็บเงินเอาไว้ให้ลูกตอนคลอด ไหนจะค่าบ้าน ไหนจะค่าอาหารอีกหลายชีวิต ตอนนี้ฉันแบกรับทุกอย่างคนเดียวไม่ไหว ฉันเลี้ยงเธออีกต่อไปไม่ไหวแล้ว เธอช่วยเข้าใจฉันหน่อยนะ“
“....” เหงียวนถิเฉาคิดไม่ตก สิ่งเดียวที่เธอมีพอจะหารายได้ให้กับตัวเองได้ ก็มีแค่ความบริสุทธิ์ของเธอเท่านั้น
“เธอมองดูบ้านหลังนี้สิว่ามันแคบมากแค่ไหน ยิ่งถ้าฉันคลอดลูกออกมา รถบ้านคันนี้จะแออัดมากขนาดไหน“
ลิลลี่เจิ่นเองก็ไม่มีญาติที่ไหนแล้ว พ่อแม่ก็เสียชีวิตจากการใช้ยาเสพติดเกินขนาดตั้งแต่ลิลลี่เจิ่นอายุได้เพียงแค่สิบสองขวบ ทำให้ลิลลี่เจิ่นต้องดิ้นรนสู้ชีวิตเอาตัวรอดคนเดียวตั้งแต่นั้นมา
เมื่อก่อนลิลลี่เจิ่นเป็นคนเร่ร่อนเหมือนกับพ่อแม่ของเธอในตอนที่ยังมีชีวิต แต่เพราะไม่อยากเป็นคนเร่ร่อนไปจนตายเหมือนพ่อแม่ ลิลลี่เจิ่นจึงหางานทำตามร้านอาหารตั้งแต่นั้นมา และได้พบรักกับเพื่อนร่วมงาน และย้ายมาอยู่ด้วยกันที่คาราวานแห่งนี้ และตอนนี้สามีของเธอก็กำลังติดยาเสพติดอย่างหนัก ทำให้จากชีวิตที่กำลังจะเริ่มดีขึ้น กลับแย่ลง
“อย่าหาว่าฉันใจร้ายเลยนะ เธอจะอยู่กับฉันไปตลอดไม่ได้ ฉันมีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ฉันคนเดียวดูแลคนเยอะขนาดนี้ไม่ได้ ถ้าเธอไม่เข้าประมูลเธอก็ต้องพูดภาษาเยอรมันหรืออังกฤษให้ได้ พูดได้แล้วเธอก็จะได้ออกไปทำงานตามร้านอาหารได้ จะได้ไม่ต้องไปเป็นเมียประมูลของใคร”
“...ฉันเข้าใจแล้ว...ฉันจะเข้าประมูลขายพรหมจรรย์” ถึงแม้ว่าจะไม่อยากขายศักดิ์ศรีและวิญญาณของตัวเองให้พวกมหาเศรษฐีบ้ากาม แต่เธอก็ไม่ได้มีทางเลือกมาก ถึงแม้จะเป็นผู้หญิงประมูล แต่ถ้าหากโชคยังมี เธอก็อาจจะเจอมหาเศรษฐีที่ใจดี และรักเธออย่างจริงใจก็ได้ เธอเชื่อว่า ในความโชคร้าย ก็ต้องมีความโชคดีบ้าง ภาวนาขอให้เป็นอย่างนั้น
★━━━━━━━━━★
@สนามประมูลหญิงสาวพรหมจรรย์
“สวัสดีครับผมโยฮัน รับหน้าที่เป็นพิธีกรของงานประมูลสาวงามในค่ำคืนนี้ เหล่าบรรดาแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ค่ำคืนนี้ทางเรามีสาวพรหมจรรย์จากทั่วทุกมุมโลกมาให้ทุกท่านได้เลือกประมูล เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เรามาเริ่มจากสาวงามคนแรกจากประเทศฟิลิปปินส์กันเลยครับ“
เสียงของพิธีกรเจ้าประจำของงานประมูลหญิงสาวพรหมจรรย์กล่าวเปิดงานเป็นภาษาอังกฤษอย่างฉะฉาน ทำให้เหล่าบรรดาแขกกิตติมศักดิ์จากตระกูลร่ำรวยที่บินลัดฟ้ามาจากทั่วทุกมุมโลกหันไปจ้องมองบนเวทีประมูลสาวงามเป็นตาเดียวกัน
*****
สวัสดีค่านักอ่านขาหื่นทุกคน นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายเรื่องสั้นเรื่องแรกของไรต์ ปกติไรต์เขียนเนื้อเรื่องยาวอยู่ที่ 80 - 200 ตอน แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ไรต์จะเขียนสั้นๆ รวบรัด ไปเร็ว จำนวนตอนไม่ถึง 30 ตอน
ซึ่งไรต์ไม่ถนัดเขียนนิยายแบบสั้นเอาเสียเลย ถ้าผิดพลาดประการใด ต้องการอภัยล่วงหน้าด้วยนะคะ
และนิยายเรื่องนี้ มี 2 เล่มนะคะ
เล่ม 1 เป็นรุ่นพ่อแม่
เล่ม 2 เป็นรุ่นลูก
นิยายเรื่องนี้ เป็นรุ่นพ่อแม่ของ ลีวายและชามุก
ซึ่งลีวายและชามุก มาจากเรื่อง ฉกรัก ค่ะ