ใช่...ฉันเปลือยเปล่า ไร้สิ่งใดบนเรือนร่าง และก็ใช่...ฉันตั้งใจวีดีโอคอลไปหาผู้ชาย
พรึ่บ!
เพดานสีขาวคือภาพแรกที่เห็นเมื่อลืมตา ฉันกระพริบตาอย่างงุนงงอยู่สักพัก ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งเหลียวมองไปรอบห้องเพื่อหาร่างสูงโย่งของใครบางคน หากเมื่อจดจำได้ว่าที่นี่คือห้องนอนในคอนโดตนเองก็ถอนหายใจยืดยาวออกมา ยกมือขึ้นสางผมลวกๆ พยายามปัดความรู้สึกวูบโหวงในอกให้หายไป
ที่นี่ไม่มีเขา...
ฉันฝัน...
ในฝันเป็นเหตุการณ์คืนที่ฉันแพ้พนันเพื่อน และได้ลากเอาผู้ชายคนหนึ่งเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเกมหัวใจ ใช้เขาเป็นไม้กันหมาในช่วงระยะหนึ่ง ตัวฉันในตอนนั้นยังมีความคิดแบบเด็กๆ สนุกกับการได้ปั่นหัวคนเล่นเป็นลูกข่าง ไม่แคร์ว่าใครจะเจ็บหรือรู้สึกยังไง หากต้องการฉันต้องได้ พอเบื่อฉันก็ปัดอีกฝ่ายทิ้งเหมือนตุ๊กตาเก่าๆ ตัวหนึ่ง และใครคนนั้นก็เป็นหนึ่งในตุ๊กตาตัวเก่าที่ฉันเคยโยนทิ้ง ทว่าพอต้องการจะเก็บคืนมันกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
การที่อยู่ๆ ฝันถึงอดีตอาจเพราะประโยคของสุดท้ายของผู้ชายคนนั้นเหมือนกับที่แฟนเก่าของฉันเคยพูดไว้ ฉันมัวแต่ตกตะลึงเขาถึงได้เดินจากไปง่ายๆ โดยที่ฉันไม่รู้แม้แต่ชื่อ ข้ออ้างที่จะใช้สูทเรียกพี่คิงมาซักถามข้อมูลถึงใครบางคนเป็นอันล้มเหลว
ไม่เป็นไร...อย่างที่บอกไปแล้ว ถ้าต้องการฉันก็ต้องได้
มันคือนิสัยเสีย
ใช่ แล้วไง?
ฉันชัดเจนกับความต้องการของตัวเองเสมอ คนดีในสายตาฉันมักโดนเอาเปรียบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังนั้นฉันจึงเลือกเป็นฝ่ายได้เปรียบ ยอมเป็นคนเลวเพื่อให้ได้ในสิ่งที่หวัง ดีกว่าเป็นคนดีที่ต้องเสียสละทุกสิ่งเพื่อผู้อื่น
นั่นแหละตัวฉัน
ผ้าห่มถูกเหวี่ยงไปอีกทาง เรียวขาขาวผ่องที่โผล่พ้นกางเกงขาสั้นกุดตวัดลงจากเตียง เสื้อนอนสายเดี่ยวผ้าลินินเรียบลื่นถูกถอดออกจากเรือนกาย โยนแหมะไว้บนที่นอนก่อนจะตามด้วยกางเกงขาสั้น ฉันเดินตัวเปลือยเปล่าเปิดเผยสัดส่วนแสนเย้ายวนอย่างเคยชินเมื่ออยู่ตามลำพัง มุ่งตรงไปยังห้องน้ำที่อยู่ในห้องนอน จัดการเปิดน้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำตามด้วยโยนบับเบิ้ลบาธกลิ่นหอมหวานซึ่งกำลังแตกสลายกลายเป็นฟองสบู่ลอยฟูฟ่องเต็มอ่าง จากนั้นก็จัดการล้างหน้า แปรงฟันจนเรียบร้อย ฉันเดินย้อนกลับเข้ามาในห้องเพื่อหยิบโทรศัพท์มือถือตรงโต๊ะหัวเตียง กดวีดีโอคอลผ่านไลน์ไปหาพี่คิง
ใช่...ฉันเปลือยเปล่า ไร้สิ่งใดบนเรือนร่าง
และก็ใช่...ฉันตั้งใจวีดีโอคอลไปหาผู้ชาย หากอีกฝ่ายรับสายย่อมต้องเห็นภาพติดเรทนี้แน่นอน
แต่ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดหรอก...
ฉันไม่ได้โรคจิตชอบโชว์นู้ดให้กับคนที่เพิ่งรู้จักดู เอาเป็นว่าฉันแค่จะ ‘อ่อย’ ด้วยการให้เห็นวับๆ แวบๆ ชวนจินตนาการต่อให้ใจสั่นก็พอ รู้ว่าสิ่งที่กำลังทำมันอาจลดค่าตัวเองให้ดูเหมือนผู้หญิงใจง่าย แต่เชื่อเหอะผู้ชายมักจะชอบผู้หญิงแรดๆ เพราะว่ามันเร้าใจกว่า และการหลอกถามข้อมูลในจังหวะที่เขากำลังสนใจ สิ่งอื่น ก็คือหนึ่งในมารยาหญิงเช่นกัน
ปิ๊บ!
“สวัส—”
เสียงปลายสายดังขึ้นในจังหวะที่ฉันก้าวลงไปแช่ในอ่างอาบน้ำซึ่งเต็มไปด้วยฟองสบู่หอมกรุ่น ภาพแรกที่อีกฝ่ายเห็นจึงค่อนข้างล่อแหลมด้วยมุมกล้องกดต่ำ ดีที่ว่าฉันทิ้งตัวลงน้ำอย่างรวดเร็วก่อนที่ภาพบนหน้าจอจะปรากฏ ทว่าเขาย่อมเห็นเนินอกอวบอิ่มขาวสล้างมีฟองสบู่ปกปิดยอดถันหมิ่นเหม่ไปแล้วแน่นอน ซึ่งอันนี้ฉันพลาดเอง จริงๆ กะให้เห็นแค่ว่าฉันแช่น้ำอยู่ แต่ก็ช่างเถอะ ได้แค่มองของมันไม่สึกหรอสักหน่อย
“สวัสดีค่ะพี่คิง”
ฉันเอ่ยทักทายเสียงสดใส ยกริมฝีปากขึ้นแย้มรอยยิ้มหวานกึ่งยั่วเย้าอันเป็นบุคลิกประจำตัว แม้จะหน้าสดเพราะเพิ่งตื่นนอนแต่ฉันมั่นใจมากพอว่าเอาอยู่ คิ้วที่เพิ่งไปสักสามมิติแบบเกาหลี และการต่อขนตาหนางอนเช้งช่วยให้หน้าฉันไม่โล้นจนเกินไป
จากการกวาดตามองสภาพแวดล้อมของอีกฝ่ายแบบผ่านๆ ทำให้รู้ว่าเขาอยู่ที่ทำงานจริงด้วย ก่อนนี้ฉันไม่ได้สนใจว่าพี่คิงทำงานอะไร อยู่บริษัทไหน แต่หลังจากนี้ฉันตั้งใจจะสืบลึกไปถึงข้อมูลส่วนตัวทุกๆ อย่างของเขา อย่างเช่นมีพี่น้องกี่คน และแต่ละคนชื่ออะไรบ้าง?
“อ้อ ครับๆ สวัสดีครับ” พี่คิงรีบดึงสายตาที่มองต่ำขึ้นมายังใบหน้าของฉันแทน เขาเผลอแลบลิ้นเลียริมฝีปากตนเองราวกับว่าคอกำลังแห้งผาก “มิรินมีอะไรด่วนรึเปล่าครับถึงได้โทรมาตอน...เอ่อ...อาบน้ำ”
กล่าวจบยังไม่วายเหล่มองต่ำอีกรอบ ฉันหัวเราะคิก ยกมืออีกข้างที่ว่างเพื่อเสยผม หยดน้ำร่วงพราวไหลตามแขน หยดลงบนไหปลาร้าก่อนจะทิ้งตัวลากเป็นรอยลงบนเนินอกอวบแล้วหายวับเข้าไปยังฟองสบู่ ฉันเห็นสายตาของพี่คิงวูบไหวเป็นประกายวาว และเขายังกลืนน้ำลายลงคอเสียงดัง อึก เบาๆ
“ไม่ได้รีบหรอกค่ะ แต่มิรินเป็นคนขี้ลืม พอดีนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนยังไม่ได้โทรถามพี่คิงเลยว่าได้รับสูทคืนไปเรียบร้อยรึยังก็เลยโทรมาถาม”
“อ้อ น้องชายเอามาให้แล้วครับ ขอบคุณมาก แต่...มิรินโทรปกติมาก็ได้นะถ้ายังไม่สะดวก”
ฉันชอบความสุภาพของเขาจัง แต่สายตาที่มองมานั้นร้อนแรงเกินกว่าคำพูดของเขาเยอะ พอเห็นว่าฉันเฉยๆ กับการคุยเห็นหน้า เขาก็เลยกล้าที่จะใช้สายตาแทะโลมกลับคืนมาเช่นกัน
พี่คิงนี่ก็...ใช่ย่อย
“ปกติใช้วีดีโอคอลคุยกับเพื่อนจนเคยชินน่ะค่ะ แต่ถ้าพี่คิงไม่สะดวกจะกดวางก่อนก็ได้นะคะ”
“ไม่ๆ ทำตามที่มิรินสะดวกเลยครับ พี่ทำงานอยู่ในห้องคนเดียว สะดวกคุยมาก”
หึ...ผู้ชายก็งี้ หื่นเหมือนกันทุกคนนั่นแหละ
“หูววว มีห้องทำงานส่วนตัวด้วย แสดงว่าตำแหน่งไม่ธรรมดาแน่เลย”
“ก็...” พี่คิงยกนิ้วขึ้นถูจมูกแก้เขิน ตอบกลับมาด้วยสีหน้ายิ้มๆ “แค่ผู้จัดการฝ่ายการตลาดเองครับ”
“โอ๊ะ! อายุยังไม่เท่าไหร่ได้ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายแล้ว พี่คิงเก่งจังค่ะ”
ฉันแสร้งทำเป็นตื่นเต้น ลุกนั่งจากท่าเอนพิงขอบอ่างทำให้น้ำเกิดการกระเพื่อมไหว ประกอบกับฟองสบู่ที่เริ่มหดหายไปบางส่วนทำให้ระดับของมันลดต่ำจากเนินอกลงมามากกว่าเดิม คนมองทำสีหน้าเหมือนกลั้นหายใจ จ้องต่ำอย่างลุ้นจัด แต่โทษทีที่ไม่เห็นอะไร เซอร์วิสแค่นี้ก็มากพอแล้ว
“มิรินอยากเห็นบรรยากาศห้องทำงานของพี่คิงจัง” ฉันทำเสียงออดอ้อน
“ได้สิครับ” เขารีบสลับกล้องเป็นด้านหลังเพื่อให้ฉันเห็นภาพชัดๆ จากนั้นก็เคลื่อนโทรศัพท์ไปยังโต๊ะทำงานที่มีป้ายบอกชื่อและตำแหน่งวางอยู่บนโต๊ะ “ปกติโต๊ะไม่รกแบบนี้หรอกนะ แต่วันนี้พี่มีงานต้องเคลียร์เยอะก็เลย...”
“เข้าใจค่ะ” ฉันตอบรับกลั้วหัวเราะ
“ส่วนทางนี้ก็จะเป็นมุมรับแขก...”
ภาพจากจอมือถือเลื่อนไปทางชุดโซฟาตรงมุมห้องด้านขวาซึ่งอยู่ใกล้กับประตูพอดี และสิ่งที่ทำให้พี่คิงกับฉันนิ่งเงียบกะทันหันก็คือร่างสูงในชุดสูทสีดำซึ่งไม่รู้ว่ามายืนกอดอกพิงกรอบประตูตั้งแต่ตอนไหน เส้นผมสีดำสนิทจัดทรงด้วยการเสยผมไปด้านหลังทั้งหมด เผยให้เห็นใบหน้าคมใส คิ้วเข้มพาดขนานไปกับนัยน์ตายาวรี จมูกโด่งเป็นสันปลายโค้งรับริมฝีปากบางเฉียบ คอเสื้อถูกปลดกระดุมลงมาจนเห็นแผงอกหนาแน่นรำไร ไม่มีเนคไทอย่างที่ควรจะเป็น ชายเสื้อที่ควรอยู่ในกางเกงก็หลุดรุ่ยออกมาด้านนอก การแต่งตัวแบบไม่แคร์กฏระเบียบขององค์กรทำให้ฉันรู้ได้ว่าผู้มาใหม่ไม่ใช่ลูกน้องของพี่คิงแน่ๆ
ใบหน้าหล่อเหลาหันตรงมายังโทรศัพท์ราวกับเห็นว่าฉันมองอยู่ สายตาเย็นชาเหมือนเหยียดหยันคนทั้งโลกแบบนั้นฉันรู้สึกคุ้นเคยแปลกๆ ราวกับว่าเคยเห็นมาก่อน
เขาเป็นหนุ่มออฟฟิศที่กร๊าวใจมาก
“ไคน์...”
“...!?”
ปิ๊บ!
พี่คิงตัดสายเมื่อได้สติ แต่ชื่อที่หลุดจากปากอีกฝ่ายกลับทำให้ฉันสติแตกซะเอง ฉันลุกพรวดขึ้นยืนในอ่างน้ำ สีหน้าซีดเผือด ปากอ้าค้างน้อยๆ ในขณะที่ดวงตาทั้งสองข้างเบิกโพลงจ้องหน้าจอโทรศัพท์ราวกับเห็นผี ซึ่งถ้าหากพี่คิงยังไม่ตัดสายก็คงได้เห็นเรือนร่างของฉันอย่างทะลุปรุโปร่งไปแล้วล่ะ ทว่าตอนนี้ฉันไม่สนใจแล้วว่าตัวเองจะอยู่สภาพใด สิ่งเดียวที่ทำให้หัวใจเต้นกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งคือชื่อของใครบางคนนั่นต่างหากล่ะ
ไคน์...ผู้ชายคนนั้นชื่อเหมือนกับคนที่ฉันกำลังตามหา!
แต่ว่าใบหน้าของทั้งสองต่างกันคนละเรื่อง บุคลิกก็ไม่ใช่ ถึงอย่างนั้นฉันกลับสังหรณ์ใจว่าเขาต้องมีอะไรเกี่ยวพันกับคนที่ชื่อเหมือนกันแน่ๆ ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าเขาคือใคร ญาติ? เพื่อนร่วมงาน?
หรือว่า...ผู้ชายคนเมื่อวาน?
ขาเรียวผ่องรีบก้าวออกจากอ่าง ไม่สนฟองสบู่ที่เกาะตามตัว คว้าผ้าเช็ดตัวมาเช็ดลวกๆ แล้ววิ่งไปเปิดตู้เสื้อผ้า คว้าตัวไหนได้ก็ใส่ตัวนั้น ต่างจากยามปกติที่จะต้องกรีดนิ้วปัดไปทีละไม้แขวนเพื่อหาตัวที่ถูกใจแล้วมามิกซ์แอนแมทช์ให้ดูดี ฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ทาครีมและแต่งหน้า แม้แต่ปากก็ไม่ได้ทา ผมก็ไม่ได้หวี ซึ่งผิดวิสัยรักสวยรักงามสุดๆ การมีผิวเนียนเรียบทำให้เรื่องแต่งหน้าง่ายขึ้น ฉันลดขั้นตอนเฉดดิ้ง คอนทัว หรืออะไรก็ตามที่กินเวลานานไปหมดสิ้น ทาแค่แป้งผสมรองพื้น ทาเปลือกตา ปัดมาสคาร่า ปัดแก้ม ปาดลิปสติกสีกุหลาบ เป็นอันเสร็จสิ้นพร้อมออกนอกบ้านได้
ฉันเลือกที่จะเดินทางโดยรถแท็กซี่แทนการขับรถไปเองเพื่อตัดปัญหาไร้ที่จอด โชคดีที่ยังไม่ทิ้งนามบัตรของพี่คิงฉันจึงรู้พิกัดบริษัท พอขึ้นรถได้ฉันก็กระหน่ำรัวโทรหาเขา ซึ่งการโทรจิกผู้ชายรัวๆ ไม่ใช่สิ่งที่ฉันชอบทำสักนิด ทว่าพี่คิงเป็นข้อยกเว้นเพราะเขาคือจุดเชื่อมโยงเดียวที่อาจจะพาฉันไปเจอคนที่ต้องการ
ผู้ชายที่ชื่อไคน์จะใช่คนเดียวกับน้องชายของพี่คิงที่มารับสูทแทนเมื่อวานรึเปล่า?
หากใช่...ฉันว่าเราต้องคุยกันหลายเรื่องเชียวล่ะ