ในตอนนั้นช่างโง่งม

1775 คำ
"เฟยหย่า…เฟยหย่า!!" จ้าวม่านถิงเมื่อเห็นว่าสหายเพียงคนเดียวของนางกำลังนั่งเหม่ออยู่ในงานเลี้ยงจึงรีบสะกิดเตือนทันที กู้เฟยหย่าพลันได้สติขึ้นมา สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคืองานเลี้ยงพิธีปักปิ่นของจวนเสนาบดีหวัง นางในฐานะคุณหนูเพียงคนเดียวของราชเลขากู้ย่อมได้รับเทียบเชิญให้มาร่วมงานนี้ ทว่าเหตุการณ์นี้สมควรเกิดขึ้นแล้วเมื่อห้าปีก่อน เวลานี้กู้เฟยหย่าก็ต้องตายแล้วสิ หรือนางจะได้ย้อนอดีตคืนมา กู้เฟยหย่ารู้สึกตื่นเต้นดีใจ "ม่านถิง ม่านถิง ปีนี้เป็นปีใดกัน" จ้าวม่านถิงจ้องมองกู้เฟยหย่าด้วยสายตางวยงงแต่ก็ตอบคำถามกลับไป "รัชศกเซี่ยเหวินปีที่หกสิบสาม เจ้าถามข้าทำไม ดูนั่นสิ คุณหนูหวังมาถึงงานเลี้ยงแล้ว พวกเรารีบไปมอบของขวัญให้นางกัน" แม่นางน้อยจูงมือสหายให้เดินไปด้วยกันยังจุดรับของขวัญเพื่อทำการลงทะเบียน วันนี้เป็นวันปักปิ่นของคุณหนูหวัง หลังจากนี้นางก็คงกลายเป็นโฉมสราญคนหนึ่งที่ถูกคัดตัวเข้าวังเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้กับตระกูลและบิดา ทันทีที่กู้เฟยหย่ารู้ว่าปีนี้คือรัชศกเซี่ยเหวินปีที่หกสิบสาม นั่นก็หมายความว่านางได้ย้อนอดีตกลับมาจริง ๆ สิ่งที่ทำให้กู้เฟยหย่าดีใจจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องนี้ แต่เป็นเรื่องที่นางยังไม่ได้หลงใหลเสวี่ยอ๋องอย่างหัวปักหัวปำ จนคิดวางแผนจับเขาเพื่อเป็นชายาเอกของตำหนักไป๋ซิ่งแล้วจบชีวิตเพราะความตรอมใจ "ข้ามัวแต่เหม่อเสียได้ พวกเรารีบไปกันเถิด ให้เจ้าของงานรอนานก็คงไม่ดี" ชาติก่อนสหายเพียงหนึ่งเดียวของกู้เฟยหย่าคนนี้แต่งให้ตระกูลเฮ่อของเมืองฮั่นหลิงแล้วย้ายออกจากเมืองหลวงไป จ้าวม่านถิงมีความจริงใจต่อนาง ภายหลังเมื่อกู้เฟยหย่าได้เป็นชายาเอกของเสวี่ยอ๋องสมใจแล้วพวกนางก็ยังติดต่อกัน จ้าวม่านถิงรับรู้ความเจ็บช้ำน้ำใจของกู้เฟยหย่าทุกอย่าง เคยเสนอให้นางขอหนังสือหย่าจากเสวี่ยอ๋องอยู่หลายครั้ง แต่กู้เฟยหย่าก็ยังโง่งมในรักอย่างปักใจ ระหว่างที่กู้เฟยหย่าต้องติดตามสามีไปยังเซียงหยาง สหายคนนี้ก็ยังเดินทางไกลมาจากฮั่นหลิงเพื่อส่งมอบห่อผ้าห่อหนึ่งที่ซุกซ่อนอาหารแห้งกับตั๋วเงินจำนวนหนึ่งเอาไว้ให้นาง ชีวิตที่เซียงหยางของกู้เฟยหย่ากับสามีไม่ได้ลำบากจนเกินไปนักเพราะตั๋วเงินเหล่านี้ นี่คือความโชคดีที่สุดของกู้เฟยหย่าที่นางมีสหายที่ดี แม้มีตาไร้แววในการเลือกสามีก็ตาม "คุณหนูหวังช่างโชคดีกว่าพวกเรา นางมีบิดาเป็นถึงขุนนางคนสำคัญในราชสำนัก หากไม่ติดว่าต้องคัดตัวเข้าวัง ด้วยความงามและฐานะเช่นนี้ข้าเชื่อว่าเสวี่ยอ๋องจะต้องสนใจนาง" จ้าวม่านถิงกระซิบเสียงเบาระหว่างทางเดิน เพราะเสวี่ยอ๋องเป็นที่ชื่นชอบของสตรีที่อยู่ในวัยออกเรือนแทบทุกคน ที่สำคัญก็คือตำหนักไป๋ซิ่งของเขายังไม่มีพระชายาและตัวเขาเองก็อยู่ในวัยที่เหมาะสมพอดี จ้าวม่านถิงรู้ตัวดีว่าด้วยฐานะของนางคงไม่อาจเอื้อมถึง จึงได้แต่ชื่นชมอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น "นั่นก็ไม่แน่เสมอไป บางทีเสวี่ยอ๋องอาจไม่ได้ชื่นชอบสตรีที่อ่อนหวานและอ่อนแออย่างคุณหนูในเมืองหลวงเช่นพวกเรา" มุมปากของกู้เฟยหย่ายกยิ้มน้อยๆ ขึ้นมา นางตั้งใจแล้วว่าชาตินี้จะไม่ขอข้องเกี่ยวกับบุรุษผู้นั้นอีกแล้ว ใครอยากหมายปองเขาก็เชิญเอาไป คุณหนูหวังนั่งลงตรงตำแหน่งเจ้าของงานเพื่อรอรับของขวัญจากแม่นางทุกคน คุณหนูในเมืองหลวงแทบทุกจวนได้รับเทียบเชิญจากคุณหนูหวัง ไม่นานของขวัญทั้งหลายที่ได้ลงทะเบียนเอาไว้แล้วก็ถูกสาวใช้เดินนำเข้ามาเพื่อให้ได้ชมพร้อมกัน จวนตระกูลกู้กับตระกูลจ้าวเป็นจวนตระกูลขุนนางขั้นสาม ต้องรออีกสักพักก่อนถึงคราวของพวกนางที่ต้องก้าวออกไป "ของขวัญจากคุณหนูกู้จวนราชเลขา กำไลหยกแดงหนึ่งวง" สิ้นเสียงประกาศของมามาข้างกายคุณหนูหวังกู้เฟยหย่าก็ก้าวออกมา วันนี้นางแต่งกายได้งดงามเสียยิ่งกว่าเจ้าของงานเสียอีก เรียกว่านำสิ่งที่ดีที่สุดมาประโคมลงไปก็ว่าได้ คุณหนูหวังไม่ค่อยพอใจนักเนื่องจากนางกับกู้เฟยหย่ามีอายุเท่ากัน มิหนำซ้ำคุณหนูกู้คนนี้ก็เพิ่งผ่านพิธีปักปิ่นไปก่อนหน้านางแค่เพียงสิบวันเท่านั้น ในงานของนางแม้คุณหนูหวังไม่ได้ไปร่วมงานเพราะมีฐานะที่แตกต่างกัน แต่ก็ได้ยินมาว่าวันนั้นกู้เฟยหย่างดงามยิ่งนัก หากตระกูลของนางยิ่งใหญ่กว่านี้นางจะต้องผ่านการคัดเป็นสนมในวังแน่นอน ของขวัญของคุณหนูกู้ที่นำมาแสดงความยินดีในวันนี้เรียกได้ว่ามีมูลค่ามากที่สุดเท่าที่คุณหนูหวังเคยได้รับมาเลยก็ว่าได้ ในตอนนั้นกู้เฟยหย่าคิดว่านางจะสามารถทำให้เสวี่ยอ๋องสนใจนางได้อย่างไร คิดว่ากำไลหยกแดงที่มีแค่เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้นอาจสามารถทำให้เขาสนใจนาง กู้เฟยหย่าเคยเห็นเสวี่ยอ๋องนำหยกแดงที่แกะสลักเป็นรูปแปดเหลี่ยมมาเป็นพู่ห้อยที่ด้ามกระบี่ของเขา จึงอยากประกาศให้ทุกคนรู้ว่านางกับท่านอ๋องมีรสนิยมที่เหมือนกัน "ของขวัญจากคุณหนูกู้มีมูลค่าไม่อาจประเมินได้ถึงเพียงนั้น ข้ารับเอาไว้เช่นนี้คงไม่ดีกระมัง รู้สึกเกรงใจคุณหนูกู้จริง ๆ" แม้จะพูดออกไปเช่นนั้นแต่ทุกคนในงานเลี้ยงก็รู้ว่าคุณหนูหวังเอาแต่จ้องกำไลวงนั้นไม่วางตา กู้เฟยหย่าเพิ่งรู้ตัวว่าในตอนนั้นนางช่างโง่งมยิ่งนัก เพื่อบุรุษที่ไม่เห็นค่านางคนหนึ่ง นางถึงกับทุ่มเทเพื่อเขาเสียตั้งมากมาย "ข้าคิดว่ากำไลวงนี้เหมาะกับคุณหนูหวังยิ่งนัก ขอให้ท่านอย่างรังเกียจเลย" ของก็ให้ไปแล้วจะนำกลับมาได้อย่างไร "ขอบใจเจ้ามาก เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะ มามายกน้ำชาให้คุณหนูกู้แทนข้าที" กู้เฟยหย่าถอยไปนั่งที่โต๊ะของตัวเองอีกครั้งในขณะที่การมอบของขวัญก็ยังดำเนินต่อไป หลังจากงานเลี้ยงในคืนนี้เรื่องที่คุณหนูกู้มอบกำไลหยกแดงให้เป็นของขวัญในงานเลี้ยงฉลองปักปิ่นของคุณหนูหวังก็ถูกพูดต่อกันไป แทนที่กู้เฟยหย่าจะดีใจ นางกลับอับอายยิ่งนักเพราะนั่นหมายถึงการแสดงความคลั่งไคล้ที่ไร้ค่าของนาง หากนางสามารถย้อนเวลากลับมาได้ก่อนหน้านี้แค่เพียงครึ่งวัน นางไม่มีทางมอบของขวัญอันล่ำค่าชิ้นนี้ออกไป "ถือว่าเป็นค่าโง่ของข้าก็แล้วกัน" กู้เฟยหย่าได้แต่ปลงตก มองตามกล่องของขวัญของตัวเองตาปรอยเมื่อมันถูกนำออกไป เพราะนางไม่สามารถเรียกร้องกลับมา ณ เมืองลั่วหยาง ศูนย์กลางทางการค้าขายที่สำคัญ เสวี่ยอ๋องได้รับราชโองการให้มาปราบปรามโจรภูเขาที่ดักปล้นพ่อค้าระหว่างทางขึ้นเขาเป็นประจำ ครั้งนี้เขาลงมืออย่างเฉียบขาด ไม่ยอมเสียเวลาสักนิดราวกับว่ามีคนกำลังรอเขากลับไป เสวี่ยอ๋องนำกำลังจากทางการและคนของตนที่ติดตามมาด้วยจำนวนหนึ่งบุกไปที่รังของโจรภูเขาทันที ส่วนเรื่องที่ท่านอ๋องทราบได้อย่างไรกันว่ารังโจรตั้งอยู่ที่ไหน ทุกคนได้แต่สงสัยเท่านั้น แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปถามเลยสักคน เสวี่ยอ๋องสามารถจับคนที่เป็นหัวหน้าได้อย่างง่ายดาย เมื่อสำเร็จตามเป้าหมายก็บอกให้นายอำเภอลั่วหยางรีบเปิดศาลไต่สวนทันที เมื่อได้รับรายงานการตัดสินโทษจากนายอำเภอลั่วหยาง เสวี่ยอ๋องก็เร่งเดินทางกลับเมืองหลวงในวันเดียวกัน เขาขี่ม้าทั้งวันทั้งคืน เปลี่ยนม้าที่จุดพักม้าถึงห้าครั้ง ภายในเวลาสามวันก็มีถึงประตูทางเข้าเมืองหลวงสมใจ "ท่านอ๋องจะกลับตำหนักเลยหรือไม่ขอรับ หรือจะเข้าวังก่อนแล้วค่อยกลับมา" เทียนคงเป็นหัวหน้าองครักษ์ของเสวี่ยอ๋อง รอฟังคำสั่งด้วยความภักดี "เจ้าตามข้ามา ส่วนพวกเจ้าที่เหลือให้กลับไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยมารายงานตัวก็แล้วกัน" ท่านอ๋องกระตุกบังเ**ยนให้ม้าพุ่งตัวออกไป เทียนคงรีบควบม้าตามมา ม้าของท่านอ๋องมาหยุดยืนอย่างสง่างามอยู่ที่หน้าจวนหลังหนึ่ง เทียนคงคิดแล้วคิดอีกก็ยังคิดไม่ออกว่าท่านอ๋องมาที่นี่ทำไม เสวี่ยอ๋องหยุดม้าอยู่หน้าประตูจวนครู่หนึ่งก่อนที่จะหัวเราะออกมา "ข้ากลับมาแล้วหย่าเอ๋อร์ อีกไม่นานเราคงได้พบกัน" หลังจากนั้นท่านอ๋องก็ควบม้าจากไป กู้เฟยหย่าสะดุ้งจากฝันร้ายทันที "คุณหนูเป็นอะไรเจ้าคะ อยากถ่ายเบาหรือไม่ บ่าวจะได้นำกระโถนเข้ามา" เยว่ชิงที่นอนเฝ้าอยู่หน้าเตียงลุกขึ้นยืนเพื่อจุดเทียนที่วางอยู่ใกล้กัน "ข้าแค่เพียงฝันร้ายเท่านั้น เจ้าไม่ต้องจุดเทียนหรอก รีบนอนลงเถิด ข้าเองก็จะนอน" กู้เฟยหย่าหลับตาอีกครั้ง เมื่อครู่นี้นางคงฝันจนเลอะเลือนถึงได้ยินเสียงเสวี่ยอ๋องคนนั้นหัวเราะขึ้นมา 'เลิกคิดได้แล้วเฟยหย่า ลืม ๆ มันไปเสียเถิด จะให้เขาตามมารังควานเจ้าอีกในความฝันได้ยังไง' คืนนั้นทั้งคืนกู้เฟยหย่าไม่อาจข่มตาให้หลับสนิทได้ลง นอนพลิกกายอยู่หลายครั้งจนกระทั่งยามอิ๋น (03:00 น. - 04:59) น. ถึงหลับได้สนิทเสียทีเพราะความอ่อนเพลีย แตกต่างจากคนของตำหนักไป๋ซิ่งที่พอเข้านอนเขาก็ฝันดี ความเหน็ดเหนื่อยที่สู้อุตส่าห์เร่งเดินทางมาทั้งคืนเพื่อให้ได้เห็นหลังคาจวนเป็นความรู้สึกเช่นนี้นี่เอง จะว่าไปแล้วมันก็สุขใจ
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม