เวลา 23:00 น.
รัตติกาลเข้าปกคลุมชานเมืองลอนดอนอีกครั้ง ความเงียบสงัดนำพาความหนาวเหน็บเข้ามาเยือน แต่ในห้องใต้ดินลึกใต้กระท่อมไม้หลังเก่า อุณหภูมิกลับร้อนระอุไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและควันบุหรี่
แสงไฟจากหลอดไส้ดวงเดียวกลางห้องยังคงส่องสว่างแบบกะพริบไหว แกว่งไปมาเล็กน้อยตามแรงลมที่ลอดเข้ามาทางช่องระบายอากาศ เผยให้เห็นร่างของหมอกาเบรียล ในสภาพที่แตกต่างจากตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิง
เสื้อโค้ทและสูทหรูหราถูกถอดทิ้งไป เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวที่พับแขนขึ้นลวกๆ มือข้างหนึ่งคีบบุหรี่ที่ปลายมวนแดงวาบ ส่งควันสีเทาหม่นลอยฟุ้งขึ้นไปกระทบแสงไฟ
เขายืนพิงโต๊ะเครื่องมือ มองดูผลงานศิลปะตรงหน้าด้วยแววตาพินิจพิเคราะห์...
เบื้องหน้าของเขาคือ "เบ็ตตี้" สาวเสิร์ฟบาร์ที่ชาวบ้านนินทาว่าหนีตามผู้ชายไป... สภาพของเธอตอนนี้ช่างห่างไกลจากคำว่า "หนีตามความรัก" อย่างสุดกู่ ตอนนี้ร่างกายเปลือยเปล่าเปลี่ยนมาถูกมัดตรึงไว้กับเสาไม้ต้นใหญ่กลางห้องอย่างแน่นหนาในท่ายืน แขนทั้งสองข้างถูกดึงขึ้นไปมัดไว้เหนือศีรษะ
แผ่นหลังของเธอ... คือหลักฐานความโหดร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ผิวหนังที่เคยเรียบเนียนถูกลอกออกไปจนเห็นเนื้อแดงสดและกล้ามเนื้อที่เต้นตุบๆ ตามจังหวะชีพจร เลือดเริ่มแห้งกรังแต่ก็ยังมีความชื้นแฉะส่งกลิ่นคาวคลุ้ง
"อือ..."
เสียงครางแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากลำคอแห้งผาก หน้าอกของเธอกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรวยริน ลมหายใจแผ่วปลายเต็มที แต่เธอยังไม่ตาย... เธอยังคงยื้อชีวิตเอาไว้อย่างน่าเวทนา
กาเบรียลสูบบุหรี่เฮือกใหญ่เข้าปอด ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ร่างนั้น พลางแสยะยิ้มที่มุมปาก
"เก่งจริงๆ นะแม่สาวน้อย..." เขาเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็ง "ขนาดโดนถลกหนังไปทั้งแผ่นขนาดนั้น... ยังอุตส่าห์หายใจอยู่ได้อีก"
เขาเชยคางมนที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและเหงื่อไคลให้เงยหน้าขึ้นสบตา ก่อนจะพ่นควันบุหรี่สีเทาขุ่นใส่ใบหน้าสวยนั้นเต็มๆ
"แค่กๆ... อึก..." เบ็ตตี้สำลักควัน พยายามจะเบือนหน้าหนีแต่ก็ทำไม่ได้ ร่างกายสั่นเทาด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส
กาเบรียลหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ ก่อนจะละความสนใจจากของเล่นชิ้นเก่าที่ใกล้จะพังแหล่มิพังแหล่ หันหลังเดินตรงไปยังประตูอีกบานที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน
เขาผลักประตูบานนั้นเปิดออก...
แสงไฟสีขาวสว่างจ้าจากหลอดฟลูออเรสเซนต์จำนวนมากสาดส่องออกมาจากห้องนั้น ตัดกับความมืดสลัวของห้องทรมานภายนอกอย่างสิ้นเชิง เงาของกาเบรียลทอดยาวหายเข้าไปในแสงสว่างนั้น ก่อนที่ร่างของเขาจะก้าวผ่านธรณีประตูเข้าไป ทิ้งเบ็ตตี้ไว้กับความมืดและความเจ็บปวดเพียงลำพัง
ภายในห้องลับหลังประตูบานนั้น ไม่ใช่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ที่เต็มไปด้วยหลอดแก้ว และไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ที่หรูหรา... แต่มันคือ "ห้องทำงานศิลปะ" ของจิตกรวิปลาส
พื้นที่ในห้องไม่ได้กว้างขวางนัก ตรงกลางมีโต๊ะไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่ตั้งตระหง่าน พื้นผิวโต๊ะเต็มไปด้วยร่องรอยการขีดเขียนและคราบน้ำมัน คล้ายกับโต๊ะทำงานของช่างตัดเย็บเสื้อผ้าหรือนักออกแบบชั้นสูง แต่สิ่งที่วางอยู่บนนั้นหาใช่ผ้าไหมหรือหนังสัตว์ราคาแพง
มันคือ "แผ่นหนังมนุษย์" ที่เพิ่งถูกชำระล้างคราบเลือดจนสะอาด วางแผ่หลากางออก และถูกตัดแต่งขอบอย่างประณีตจนมีรูปร่างคล้ายกับ "ปีก" ข้างหนึ่ง...
แสงไฟสีส้มจากโคมไฟความร้อน สาดส่องลงมากระทบผิวเนื้อนั้น เพื่ออบให้มันแห้งสนิทและคงรูป กลิ่นคาวเลือดจางๆ ผสมปนเปไปกับกลิ่นน้ำยาเคมีที่ใช้รักษาสภาพหนัง
คิ้วเข้มของกาเบรียลขมวดเข้าหากันเป็นปม ก่อนจะพ่นควันบุหรี่ออกมาอย่างไม่พอใจ ดวงตาคมกริบจ้องมองผลงานตรงหน้าด้วยความไม่สบอารมณ์
"ได้แค่ข้างเดียวงั้นเหรอ..." เขาพึมพำเสียงต่ำ นิ้วมือเรียวเอื้อมไปสัมผัสผิวสัมผัสของปีกนั้นเบาๆ
ความหงุดหงิดแล่นพล่านในอก เขาคาบบุหรี่ไว้ที่มุมปาก ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับออกไปยังห้องทรมานที่มืดสลัว
กาเบรียลเดินตรงไปยังถาดเครื่องมือ มือหนากระชากผ้าคลุมออกอีกครั้ง แสงไฟสลัวสะท้อนคมมีดวาววับ เขาหยิบมีดผ่าตัดเล่มใหม่ที่คมกริบขึ้นมาถือไว้มั่น แล้วเดินย่างสามขุมตรงเข้าไปหาเบ็ตตี้ที่ยังคงถูกมัดตรึงอยู่กลางห้อง
ร่างของหญิงสาวห้อยร่องแร่ง ศีรษะพับตกลงมาด้วยความหมดแรง ดวงตาที่พร่าเลือนมองเห็นเพียงรองเท้าหนังสีดำขัดเงาวับที่หยุดยืนอยู่ตรงหน้า และเงาสะท้อนของมีดในมือเขา
สัญชาตญาณการเอาตัวรอดเฮือกสุดท้ายสั่งการให้เธอขยับริมฝีปากที่แห้งผาก
"ยะ... อย่า..."
เสียงของเธอแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน และยังไม่ทันที่จะจบประโยค...
ฉึก!
กาเบรียลไม่รอฟังคำอ้อนวอนใดๆ เขาจรดปลายมีดลงที่ร่องไหปลาร้าขาวเนียนของเธอทันที ก่อนจะออกแรงกดและกรีดลากยาวลงมาผ่านเนินอก ผ่านหน้าท้องแบนราบ ลงมาจนถึงท้องน้อยในรวดเดียว
เลือดสีแดงสดพุ่งกระฉูดออกมาตามรอยแยกของผิวหนัง กระเซ็นเปรอะเปื้อนใบหน้าหล่อเหลาและเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาเป็นจุดๆ ราวกับงานศิลปะแอ็บสแตรกต์
เขาเริ่มลงมือถลกหนังส่วนหน้าของเธอออกอย่างชำนาญและรวดเร็ว เพื่อแข่งกับเวลาที่ชีพจรของเธอกำลังจะดับลง เบ็ตตี้กระตุกเกร็งเฮือกใหญ่ ดวงตาเบิกโพลงค้างด้วยความเจ็บปวดที่เกินกว่ามนุษย์จะรับไหว
แต่คราวนี้... ไร้ซึ่งเสียงกรีดร้อง
เสียงโหยหวนที่เคยดังก้องห้องใต้ดินเงียบหายไป เหลือเพียงเสียงฉีกขาดของเนื้อเยื่อ และเสียงลมหายใจสุดท้ายที่หลุดลอยออกจากร่าง... พร้อมกับวิญญาณที่หลุดพ้นจากขุมนรกบนดินแห่งนี้
จากนั้นไม่นาน ควันบุหรี่ระลอกใหม่ก็ถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากได้รูปลอยฟุ้งกระจายผสมปนเปไปกับกลิ่นสนิมเหล็กและกลิ่นคาวเลือดที่ตลบอบอวลอยู่ในห้องใต้ดิน
กาเบรียลขยับตัวเข้าหาร่างของเบ็ตตี้ ซึ่งบัดนี้ไม่อาจเรียกว่ามนุษย์ได้อีกต่อไป มันคือ "หุ่นจำลองกายวิภาค" ที่มีเพียงกล้ามเนื้อสีแดงสด เส้นเอ็น และกระดูก ไร้ซึ่งผิวหนัง ใบหน้า หรือแม้แต่หนังศีรษะ
นาฬิกาในหัวของเขาเริ่มเดินถอยหลัง... ความรู้ทางการแพทย์บอกเขาว่า อีกไม่กี่ชั่วโมง "รีกอร์ มอร์ติส" หรือการแข็งตัวของกล้ามเนื้อหลังตายจะเริ่มทำงาน เขาต้องรีบ ปั้น ประติมากรรมชิ้นนี้ให้เสร็จก่อนที่ธรรมชาติจะเข้ามาแทรกแซง
มือหนาที่เปื้อนเลือดจับท่อนแขนที่ไร้ผิวหนังของร่างนั้นยกขึ้น ดัดข้อต่อไหล่และศอกอย่างชำนาญ จัดวางนิ้วมือที่เหลือเพียงกระดูกและเส้นเอ็นให้เรียงตัวสวยในท่าที่เขาจินตนาการไว้... ท่าทางของ "ทูตสวรรค์ผู้ศิโรราบ" ที่กำลังก้มหน้าคุกเข่า สองมือไขว้ประสานกันที่หน้าอกเพื่อรอรับพรจากพระเจ้า
เมื่อจัดท่าทางเสร็จสิ้น กาเบรียลถอยหลังออกมาพิจารณาผลงาน สายตาของเขาไม่ได้มองเห็นความสยดสยอง แต่มองเห็นความสมบูรณ์แบบของสรีระมนุษย์ที่ไร้เปลือกนอกมาบดบัง
"งดงาม..." เขาพึมพำ ก่อนจะคาบบุหรี่ไว้ที่มุมปาก แล้วหันไปรวบรวมแผ่นหนังชิ้นใหญ่ที่กองอยู่ ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง และส่วนของใบหน้า พาดไว้บนแขน ทิ้งเส้นผมที่กองเป็นกระจุกไว้แบบนั้น แล้วเดินหายเข้าไปในห้องทำงานศิลปะทันที
ตลอดทั้งคืนนั้น แสงไฟในห้องทำงานศิลปะไม่เคยดับลง
กาเบรียลนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่หน้าโต๊ะตัวใหญ่ ราวกับช่างตัดเสื้อชั้นสูงที่กำลังเร่งตัดเย็บชุดราตรีสำหรับงานเลี้ยงดินเนอร์ แต่ทว่าวัสดุในมือของเขาคือผิวหนังมนุษย์ที่ยังคงความยืดหยุ่น
เขาบรรจงใช้มีดคัตเตอร์กรีดแต่งขอบหนังที่รุ่งริ่งให้เรียบกริบ เจาะรูเล็กๆ ตามขอบอย่างแม่นยำ แล้วร้อยด้ายเอ็นใสผ่านเข็มโค้ง ก่อนจะเริ่มเย็บต่อแผ่นหนังส่วนหน้าและส่วนหลังเข้าด้วยกัน... ผสานมันเข้ากับโครงลวดดัดที่เขาขึ้นรูปไว้เป็นโครงปีก
เสียงเข็มแทงทะลุผิวหนังดัง สวบ... สวบ... เป็นจังหวะสม่ำเสมอท่ามกลางความเงียบสงัด
สมาธิของเขาจดจ่อแน่วแน่ ไม่มีความง่วงเหงาหาวนอน มีเพียงความมุ่งมั่นที่จะสร้าง "ปีกเครูบ" ให้สำเร็จBirth of the Bloody Cherub