“แม่นมท่านอย่าทำสีหน้าเช่นนั้นสิ ข้าไม่เป็นอันใดมากหรอก” ไป๋อวี้หลันเอ่ยบอกหญิงวัยกลางคนตรงหน้าที่กำลังยืนน้ำตาคลออย่างน่าสงสาร
“อึก….คุณหนูของนม ใครกันถึงกล้าทำร้ายท่านจนเลือดตกยางออกถึงเพียงนี้เจ้าคะ” แม่นมหลิวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจือโทสะ
“อ้อ…ก็คู่หมั้นสุดเลิศเลอของข้าอย่างไรเล่า เพื่อปกป้องสตรีที่เขารัก เขาถึงกลับผลักข้าตกบันไดเชียวนะ แม่นมคิดว่าข้ายังควรที่จะตบแต่งกับบุรุษเช่นนี้อยู่อีกหรือไม่กันละ” หญิงสาวเอ่ยตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับว่าตัวนางกำลังบอกเล่าเรื่องราวทั่วไป แต่หญิงวัยกลางคนกลับมีสีหน้าตื่นตะลึงกับความจริงที่ได้รับรู้ และตัวของหลิวหวังเองก็ไม่คาดคิดว่าองค์รัชทายาทจะกล้าลงมือทำร้ายคุณหนูของตนเองได้ถึงเพียงนี้
ยิ่งมองดูสภาพหญิงสาวที่ตนเองรักสุดหัวใจคอยเฝ้าฟูมฟักเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมกลับต้องมาเจ็บตัวเพราะบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นคู่หมั้นของตนช่างน่าสงสารยิ่งนัก ไหนจะบิดาที่เห็นแต่ผลประโยชน์และหลงมัวเมาในมารยาสตรีแพศยานางนั้นจนลืมสิ้นสิ่งที่นายหญิงของนางได้ร้องขอเอาไว้ก่อนตายว่าให้ดูแลปกป้องคุณหนูของนางให้ดีที่สุด
แต่ผ่านไปเพียงแค่สามเดือนนายท่านกลับลืมสิ้นแทบทุกสิ่งหลงมัวเมากับสตรีที่ตบแต่งเข้ามาทีหลังอย่างฮูหยินรองเป่าลี่อิน สตรีที่นายท่านช่วยเหลือเอาไว้เมื่อตอนเดินทางไปราชการที่ต่างเมือง พอกลับมาเมืองหลวงสตรีนางนั้นก็ได้ตั้งท้องคุณหนูรองอย่าง ไป๋ลี่หลิน เสียแล้วนายหญิงเห็นว่าไม่สามารถทำร้ายเด็กตาดำ ๆ ที่ไม่มีความผิดได้จึงยอมเฉือนเนื้อหัวใจตัวเองเพื่อให้สามีของตนตบแต่งสตรีนางนั้นเข้ามาอยู่ในจวน
จนเวลาผ่านไปไม่นานสตรีร้ายกาจนางนั้นก็เริ่มเผยธาตุแท้ ชอบอวดเบ่งอำนาจใส่บ่าวไพร่ในจวน บ้างก็ตีสองหน้าใส่ร้ายฮูหยินเอกว่ารังแกนางอย่างนั้น กดขี่อย่างนี้ ส่วนบุรุษหูเบาไม่หนักแน่นอย่างไป๋ฮุ่ยหมิงก็หลงเชื่อคำพูดพวกนั้นจนพาทำให้เกลียดฮูหยินเอกที่ร่วมเรียงเคียงหมอนมาด้วยกันจนสร้างความเจ็บปวดให้กับมารดาของไป๋อวี้หลันและในที่สุดซ่งเจียวเหมย ก็ตรอมใจตายลงในที่สุดนั้นเอง
แต่แทนที่ไป๋ฮุ่ยหมิงจะรู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุทำให้ฮูหยินเอกของตนเองต้องตรอมใจตายกลับกลายมาเป็นกล่าวโทษว่าเป็นเพราะไป๋อวี้หลันที่ทำตัวร้ายกาจจนทำให้มารดาของตนเองต้องป่วยตายเสียอย่างนั้น ซึ่งเรื่องนี้ก็คือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ไป๋อวี้หลันนั้นมีนิสัยโมโหร้าย ชอบอาระวาดเพื่อระบายอารมณ์ของตนเอง
พอนึกมาถึงตรงนี้ใบหน้างามก็คล้ายจะมืดครึ้มขึ้นมาอยู่ไม่น้อย เพราะถึงแม้ว่าบิดาจะหมางเมิน ไม่สนใจ อยู่อย่างไร้ตัวตนแต่ไป๋อวี้หลันคนเก่าก็ยังคงหวังในตัวบิดาไม่เอาไหนคนนั้นอยู่เสมอ แต่สำหรับไป๋อวี้หลันคนใหม่นี้นางบอกเลยว่าไม่มีแม้เสี้ยวความคิดที่จะหวังในตัวบิดาผู้นั้น ไม่หวังในความรัก ความเมตตา ความเอ็นดูจากอีกฝ่ายอีกต่อไป
“คุณหนูผ้าสะอาดกับน้ำอุ่นบ่าวเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยงอิงเอ่ยบอกหลังจากเดินเข้ามาภายในเรือนของผู้เป็นนาย
“อื้ม ขอบใจเจ้ามาก แม่นมข้าขอไปอาบน้ำก่อนก็แล้วกันนะเจ้าคะเอาไว้ค่อยมาพูดคุยเรื่องนี้อีกที” ร่างบางเอ่ยจบก็เดินออกจากเรือนไปยังห้องอาบน้ำทันทีโดยไม่ได้สนใจเสียงของทั้งสองคนอีกต่อไป
เมื่อเข้ามาถึงห้องอาบน้ำสิ่งแรกที่ไป๋อวี้หลันทำก็คือการสำรวจแผลบนขมับด้านที่เป็นแผลปรากฏว่ามีรอยแผลแตกขนาดไม่ใหญ่มากแต่ก็ไม่เล็กมากตรงบริเวณนั้นดังนั้นหญิงสาวจึงได้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นก่อนจะเช็ดคลาบเลือดออกจากใบหน้าของตนเองอย่าช้า ๆ จนในที่สุดใบหน้าเนียนใสก็เผยให้เห็น ภาพที่สะท้อนอยู่ในกระจกตรงหน้าของร่างบางก็คือ
หญิงสาวที่มีใบหน้าเรียวสวยดวงตาเรียวหงส์สีเหลืองอำพันที่ปกคลุมไปด้วยแผงขนตางอนยาว จมูกเชิดรันเล็กน้อยรับกับปากบางอวบอิ่มสีชมพู ผมยาวสลวยสีน้ำหมึกเงางามที่ปล่อยให้แผ่นยาวลงเต็มแผ่นหลังยาวลงไปจนถึงสะโพกงาม ภาพหญิงสาวตรงหน้านั้นช่างงดงามและน่าหลงใหลอย่างที่หญิงสาวไม่ค่อยได้พบเห็น
แต่ก็ต้องบอกว่านางร้ายในเรื่องนี้ตามที่นิยายได้บรรยายเอาไว้ก็ถือว่าตรงปกตามที่บรรยายเอาไว้ว่าไป๋อวี้หลันนั้นเป็นสตรีที่งดงามหาใครเปรียบได้ยาก เพียงแต่ต่อให้มีใบหน้าที่งดงามแล้วอย่างไร้ ถ้านิสัยร้ายกาจผู้คนต่างก็เมินหน้าหนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
หลังจากที่สำรวจดูร่างกายจนเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นไป๋อวี้หลันจึงได้อาบน้ำชำระร่างกายของตนเองก่อนที่จะสวมใส่ชุดคลุมแล้วกลับเข้าไปยังเรือนนอนเพื่อผลัดเปลี่ยนเป็นชุดอื่น ซึ่งแม่นมหลิวกับเสี่ยวอิงเองก็ยังคงนั่งรอหญิงสาวอยู่ภายในห้องด้วยท่าทีสงบนิ่งอยู่เช่นนั้นตลอดเพื่อรอช่วยคุณหนูของพวกตนจะเรียกใช้ แต่ไป๋อวี้หลันที่พึ่งจะแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยก็ต้องถอนหายใจออกมายาว ๆ หนึ่งครั้งเมื่อได้ยินเสียงที่น่ารำคาญของใครบางคน
“เจ้าอยู่ไหนโผล่หัวออกมาเดี๋ยวนี้นะนังไป๋อวี้หลัน!” เสียงแหลมสูงของไป๋ลี่หลินหรือบุตรตรีสุดที่รักของท่านเสนาบดีไป๋ที่อยู่ต่อหน้าบิดาจะเป็นหญิงสาวเรียบร้อย อ่อนช้อยกริยางดงาม แต่พออยู่กันตามลำพังกับพี่สาวต่างมารดากลับกลายร่างเป็นสตรีร้ายกาจเสียอย่างนั้น ชอบอิจฉาในรูปโฉมของพี่สาวต่างมารดาจึงได้คอยหาทางกลั้นแกล้งอีกฝ่ายให้โมโหอยู่บ่อยครั้ง จนเป็นที่มาของข่าวลือที่ว่าคุณหนูใหญ่ไป๋นั้นมีนิสัยโหดร้ายชอบทำร้ายทุบตีน้องสาวต่างมารดาและบ่าวไพร่ในเรือนนั้นเอง
“ข้าบอกให้เจ้าโผล่หัวออกมา! อย่ามัวแต่มุดหัวอยู่ในกระดอง วันนี้ข้าจะต้องถามเอาความจริงจากปากของเจ้าให้ได้ว่าไปก่อเรื่องอะไรให้องค์รัชทายาททรงไม่พอใจกัน!” เสียงแหลมสูงยังคงตะโกนอยู่นอกเรือนอย่างโกรธเกรี้ยวจนทำเอาป๋อวี้หลันที่ไม่ชอบเสียงดังถึงกับรู้สึกไม่สบายที่แก้วหูขึ้นมาทันที
ร่างบางที่คิดแล้วว่าอีกฝ่ายคงจะไม่ยอมไปไหนอย่างแน่นอนจึงได้บอกให้เสี่ยวอิงเปิดประตูเรือนก่อนที่ร่างบางจะเดินออกมายืนด้านหน้าเรือนด้วยท่าทีสงบนิ่ง เมื่อไป๋ลี่หลินเห็นว่าอีกฝ่ายกลับไม่มีท่าทีโมโหเหมือนเช่นทุกครั้งที่ตนมาหาเรื่องก็รู้สึกไม่พอใจบวกกับข่าวลือที่ได้ยินมาเมื่อไม่นานมานี้ว่าพี่สาวผู้โง่งมคนนี้ได้ไปสร้างเรื่องให้กับองค์รัชทายาทบุรุษที่นางหลงรักและอยากจะแย่งชิงมาจากสตรีชั่วผู้นี้
“วันนี้เจ้าไปทำสิ่งใดให้องค์รัชทายาททรงโกรธจนถึงกับต้องลงไม้ลงมือกับเจ้ากันห๊ะนังโง่”
“หืม…..นี้คือสิ่งที่มารดาของเจ้าสั่งสอนมาเช่นนั้นรึ กริยาทราม วาจาก็ทราม แถมยังไม่รู้จักที่ยืนของตนเองอีกด้วยสินะ” ไป๋อวี้หลันเอ่ยตอบด้วยท่าทีเฉยเมย แต่คนที่ฟังกลับอารมณพุ่งขึ้นสูงด้วยความโกรธจากการถูกคนที่ตนเองมองว่าโง่งมด่าทอกลับมา
“จะ….เจ้านังเด็กกำพร้า! เพราะมารดาของเจ้ามันเป็นหญิงแพศยาอย่างนี้ไงท่านพ่อถึงได้มอบความรักให้กับท่านแม่ของข้าแต่เพียงผู้เดียว จะมีบุรุษใดชอบพอหญิงแพศยาเช่นมารดาของเจ้าที่มีนิสัยชั่วร้าย ร้ายกาจ ดีที่มารดาของเจ้านั้นมาชิงตายไปเสียก่อนไม่เช่นนั้นก็คงจะถูกสาวเอาไส้ที่เน่าเฟะนั้นออกมาประจานให้อับอายผู้คนอย่างแน่นอนฮึ!” ไป๋ลี่หลินที่รู้ถึงจุดอ่อนที่จะทำให้พี่สาวต่างมารดาโมโหจนขาดสตินั้นมีเพียงเรื่องของมารดานางเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้อีกฝ่ายจึงจงใจพูดจาว่าร้ายถึงมารดาของอีกฝ่ายเพื่อกระตุ้นอารมณ์ให้หญิงสาวตรงหน้าระเบิดออกมาจะได้มีข่าวลือเสีย ๆ หายๆ ปล่อยออกไปอีก เพื่อให้องค์รัชทายาทนั้นของถอนหมั้นแล้วเปลี่ยนตัวคู่หมั้นใหม่มาเป็นนางแทนนั้นเอง ด้วยเหตุผลข้อนี้ไป๋ลี่หลินจึงได้ยอมเจ็บตัวมาโดยตลอดเพื่อให้สมจริงกับข่าวลือมากที่สุด
แต่หลังจากมีข่าวลือว่าองค์รัชทายาทกำลังไปชอบพอกับคุณหนูใหญ่หวังซูเซียนคู่อริของบิดาของตนเองอยู่นั้นก็ทำเอาหญิงสาวนั้นสติแทบหลุดจนอยากจะไปกระชากหัวของพี่สาวผู้แสนจะไม่ได้เรื่องคนนี้ว่าทำไมถึงได้ปล่อยให้คู่หมั้นของตนไปไหนมาไหนกับสตรีหน้าด้านพวกนั้นกัน นางจึงเอาความไม่พอใจทุกอย่างไปลงที่พี่สาวต่างมารแทบจะทุกครั้ง ซึ่งทุกครั้งสตรีโง่ตรงหน้าก็ไม่เคยมีวาจาเชือดเฉือนตอบกลับเช่นครั้งนี้
ดูเหมือนว่าพี่สาวต่างมารดาของนางจะต้องได้รับการกระทบกระเทือนทางสมองมาอย่างแน่นอนไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายคงไม่มีท่าทีวางเฉยเหมือนไม่ได้สนใจแบบนี้อย่างแน่นอน
“หึ เป็นแค่ลูกเมียน้อยแต่กลับกล้ามายืนด่าพี่สาวที่เป็นบุตรฮูหยินเอกเช่นนี้ ข้าเกรงว่าคงต้องบอกให้ท่านเสนาบดีไป๋จ้างครูที่มีความสามารถมาสอนเรื่องพวกนี้แทนมารดาของเจ้าเสียแล้วกระมัง” ไป๋อวี้หลันที่เงียบไปนานเอ่ยขึ้นก่อนจะกระตุกยิ้มเหยียด ๆ ส่งไปให้น้องสาวต่างมารดาอย่างกวนโทสะ
“จะ เจ้านังไป๋อวี้หลัน! ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าถ้าเรื่องที่เจ้าไปสร้างในวันนี้เป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาเจ้าจะยังสามารถเชิดหน้าอยู่แบบนี้ได้อีกไหม” ไป๋ลี่หลินเอ่ยอย่างเป็นต่อ เพราะถ้าเป็นเรื่องลูกรักแล้วนั้นบิดานั้นรักและเอ็นดูนางยิ่งกกว่าใครอยู่แล้ว
“เช่นนั้นรึ? คิดว่าข้าจะสนใจเรื่องของบุรุษที่เห็นแก่ตัวเช่นนั้นรึ” ร่างบางเอ่ยตอบอย่างไม่สนใจ
“งั้นรึ!” เสียงของเสนาบดีไป๋ดังขึ้นหลังจบประโยคที่หญิงสาวเอ่ยไปเมื่อครู่
“!!!” ทุกคนต่างก็หันกลับไปมองทางต้นเสียงอย่างพร้อมเพรียงกันพร้อมใบหน้าตกใจของทุกคน แต่จะมีเพียงคนเดียวที่ยังคงมีสีหน้าเรียบสนิทราวกับไม่ได้รู้สึกอะไรกับเหตุการณ์ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
“ท่านพ่อ!” ไป๋ลี่หลิน
“นายท่าน!” สาวใช้และแม่นมหลิว
“ท่านเสนาบดี” ไป๋อวี้หลัน
“ใครสั่งใครสอนให้เจ้าเอ่ยเรียกบิดาด้วยชื่อแบบนั้นกันห๊ะนังลูกไม่รักดี!” เสียงตะวาดดังลั่นด้วยโทสะของชายวัยกลางคนที่มีร่างกายแกร่งกำยำอยู่ และใบหน้าเองก็ยังคงความหล่อเหลาตามเดิมเมื่อตอนยังหนุ่ม
=====================================================
ถ้าพ่อจะเห็นแก่ตัวขนาดนี้ ยัยน้องก็ไม่ต้องทนอยู่ดีกว่าไหมเนี้ยะ