Chapter 1
“ไง นึกว่าตายแล้วซะอีก” ประโยคทักทายแรกที่ได้ยินหลังจากก้าวเข้ามาในบ้านช่างพิสมัย
ผมมองคุณหญิงของบ้านที่สวมเสื้อผ้าหรูหราทั้งยังมีเครื่องประดับเต็มตัวอย่างพิจารณา เธอเหยียดยิ้มมองผมอย่างสมเพช สายตาเต็มไปด้วยร่องรอยของความเสียดายที่ผมไม่ตายไปให้พ้น ๆ
ก่อนหางตาของผมเหลือบมองเห็นมือของคุณหญิงยื่นมาตรงหน้า มันทำให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ คุณหญิงหงุดหงิดที่ผมไม่เป็นเด็กดีให้เธอได้แตะต้องตัว ผู้ซึ่งชอบสร้างรอยฟกช้ำประดับบนร่างกายของนารา เธอทำท่าจะเดินเข้ามาใกล้ แต่เสียงทรงอำนาจของผู้มาใหม่กลับทำให้ทุกคนต้องหยุดการกระทำของตนลง
“เข้ามานั่งประจำที่ได้แล้ว”
ผมละสายตาไปจากคนที่มีสีหน้าหงุดหงิดไปยังชายวัยกลางคนที่มีดวงตาดุดัน และแผ่รังสีกดดันออกมาเพื่อข่มคนในครอบครัว หัวใจของผมเต้นแรงจนแทบกระดอนออกจากอก เมื่อมองเสี้ยวหน้าของผู้มีศักดิ์เป็นบิดาของนารา
เขาปรายตามองมาที่ผมราวกับมองมดปลวก ก่อนที่เขาจะเดินไปนั่งลงบนหัวโต๊ะพลางกวาดตามองคนอื่น ๆ ที่นั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว ผมซึ่งตบตีกับคุณหญิงอยู่จึงไม่ทันสังเกตว่าคนอื่น ๆ มารวมตัวกันจนครบทุกคน ซึ่งไม่ได้มารอต้อนรับคนที่ได้ออกจากโรงพยาบาลวันแรก
ผมหรี่ตามองพวกเขาที่นั่งเรียงรายกันพลางค้นหาข้อมูลในความทรงจำของนารา บุคคลที่นั่งอยู่หัวโต๊ะคือ ‘เทพพงษ์’ พ่อผู้ให้กำเนิดของนารา
เทพพงษ์เป็นชายวัยกลางคนที่ยังหล่อเหลา ทว่าใบหน้ากลับเคร่งขรึมจนน่ากลัว ท่านนิสัยเคร่งครัดในกฎเกณฑ์เป็นอย่างมาก และด้วยบุคลิกเงียบขรึม ดุดันและโหดเหี้ยม เทพพงษ์จึงเป็นที่ยำเกรงของทุกคนแม้กระทั่งคนในครอบครัว
ส่วนทางด้านซ้ายมือถัดมาคือ ‘โสรยา’ คุณหญิงใหญ่ของเทวาผู้ครอบครองทะเบียนสมรสตามกฎหมาย มีอำนาจเป็นรองเพียงคุณท่านเทพพงษ์เท่านั้น ดังนั้นคนงานในบ้านจึงยำเกรงเธอเช่นกัน
คนที่นั่งถัดจากคุณท่านเทพพงษ์อีกฝั่งคือ ‘อคิน’ พี่ชายคนโตสุด ซึ่งมีตำแหน่งผู้นำตระกูลคนต่อไป
และถัดจากที่นั่งของคุณหญิงโสรยาก็เป็น ‘อันดา’ พี่สาวคนรอง ซึ่งเป็นคนที่ไปรับผมกลับมาจากโรงพยาบาล
และสมาชิกคนสุดท้ายของครอบครัวนี้คือ ‘นารา’ ลูกคนเล็กที่เกิดจากแม่นอกสมรส และไร้ซึ่งความสำคัญจนตัวผมเองที่มีความทรงจำของนาราก็ลืมเลือนไปแล้วเช่นกันว่า เป็นหนึ่งในครอบครัวของบ้านหลังนี้ ผมเดินเข้าไปนั่งยังเก้าอี้ตัวถัดจากพี่อคิน ยืดแผ่นหลังตรงและพยายามเสสายตาหลบทุกคน แต่ทุก ๆ คนบนโต๊ะกลับพร้อมใจกันที่จะหันมามองผมอย่างแปลกใจ
และผมก็ระลึกได้ว่า นาราคนก่อนมักจะก้มหน้านิ่งและนั่งลงบนพื้น เขาไม่กล้าที่จะนั่งลงบนเก้าอี้ ซึ่งเป็นที่นั่งของตนด้วยซ้ำไป
“นี่แกกล้าดีอย่างไรขึ้นมานั่งร่วมโต๊ะกับพวกเรา!” อันดาโวยวายขึ้นมาเสียงดัง ผมชะงักก่อนจะเงยมองหน้าคุณพี่สาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม กดตามองการกระทำอย่างคนไร้การอบรมสั่งสอนนั่นอย่างไม่ชอบใจ และไม่คิดจะปิดบังว่าผมรังเกียจ
"อย่าลืมสิครับว่าผมเองก็เป็นลูกของคุณพ่อ คุณคงไม่ปฏิเสธสายเลือดอีกครึ่งที่ไหลเวียนอยู่ในตัวผม" ผมตอกกลับ นั่นทำให้พี่สาวผมโมโหหนักมากกว่าเดิม
"กะ... แก"
“อันดา” คุณท่านเทพพงษ์เอ่ยปรามเสียงเข้ม เขาไม่ชอบการกระทำไร้มารยาททุกอย่าง ดังนั้นอันดาจึงยอมนั่งลงโดยสงบ แต่ก็ไม่วายจิกสายตามองมาทางผมอยู่ดี
อืม... ผมเป็นคนอดทนเก่ง ถ้าอยากจะเล่นสงครามประสาท ผมก็จะยอมเล่นกับเธอสักหน่อย
“ว่าอย่างไร มีใครอยากจะพูดอะไรอีกไหม” คุณท่านเทพพงษ์เอ่ยขึ้นก่อนที่กับข้าวจะมาเสิร์ฟบนโต๊ะในมื้ออาหารเย็น ท่านถือมากเรื่องการสำรวมขณะรับประทานอาหาร ดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นมาในทุกมื้อเพื่อให้ทุกคนพูดเรื่องที่อยากพูดก่อนกินข้าว
ในตอนแรกผมไม่ได้สนใจเพราะมัวแต่ท้าทายอันดาด้วยการจ้องตากลับ เมื่อนึกขึ้นได้ว่านาราอายุสิบหกปีแล้ว และจำเป็นต้องเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้สมัครเข้าเรียนในโรงเรียน ซึ่งเป็นฝีมือใครก็คงทราบกันดีอยู่แล้ว ดังนั้นผมจึงยกมือขึ้นและเอ่ยถามขึ้นมาทันที
“ผมมีคำถามครับ”
“ว่ามา” คุณท่านหรี่ตามองผมอย่างพิจารณา
“เรื่องโรงเรียนของผม” ผมเอ่ยเพียงเท่านั้นสองแม่ลูกซึ่งเป็นต้นเหตุในการตัดโอกาสทางอนาคตทุกอย่างของนาราก็หันขวับมามองทันที แต่ผมไม่สนใจพวกเขาหรอกนะ เพราะทันทีที่คุณท่านนั่งอยู่ก็ไม่ค่อยจะมีใครกล้าอาละวาดสักเท่าไร
“ก็เรียนโรงเรียนรัฐเหมือนเดิม” คุณท่านตอบผมอย่างไม่ใส่ใจ และโบกมือบอกให้สาวใช้ยกอาหารเข้ามาเสิร์ฟบนโต๊ะอาหารได้แล้ว อย่างกับว่าคำพูดของผมไม่มีน้ำหนักพอ
ซึ่งมันไม่ต่างจากที่ผมคิดไว้เลย
“อย่างนั้นเหรอครับ ทั้งที่ตอนนี้ผมได้เปลี่ยนมาใช้นามสกุลของคุณ” ผมทิ้งระเบิดลูกใหญ่ลงไป มองอาหารมากมายที่เรียงรายเข้ามาบนโต๊ะ ไม่ได้สนใจสีหน้าของคุณท่านที่บิดเบี้ยวคล้ายโมโหเรื่องอะไรสักอย่าง
กับคนที่ห่วงชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลอย่างกับอะไรดีแบบเทพพงษ์ ต่อกรได้ไม่ยากเลยสักนิด
ถ้าเป็นก่อนหน้านี้การเรียนโรงเรียนรัฐไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับตระกูลเพราะนาราใช้นามสกุลเก่าของแม่ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ นารากลายเป็นบุคคลสำคัญของ 'เทวา' เต็มตัว ตามกฎที่พวกตาเฒ่าได้ร่างเอาไว้ในกรณีมีลูกนอกสมรสเมื่ออายุย่างสิบหกปีบริบูรณ์ จะต้องได้รับสิทธิ์เท่าเทียมกับคนในตระกูล ผมจึงยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด
สิทธิ์ที่ควรจะเป็นของนารา สมควรที่จะได้รับกลับคืนมาทั้งหมด
“ผมขอตัวก่อนนะครับ” ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ต่อ ผมโค้งเคารพคุณท่านก่อนจะลุกเดินจากไปทันทีไม่รอกินข้าวร่วมกัน ผมเดินมายังห้องนอนของตัวเองตามเส้นทางที่สลักอยู่ในความทรงจำ ห้องนอนของนาราไม่ได้สกปรกหรือเล็กเท่ารูหนูแต่อย่างใด ห้องสีขาวสะอาดนั้นถูกดูแลและตกแต่งอย่างเรียบร้อย และตั้งอยู่ทางปีกขวาของตัวบ้านซึ่งห่างไกลจากห้องนอนของลูกคนอื่น ๆ คนละฝั่งทีเดียว
ผมมองสำรวจห้องนอนที่จะกลายมาเป็นของตัวเองอีกครั้งอย่างพอใจ กระจกที่ติดอยู่บนผนังในห้องน้ำส่วนตัวเรียกความสนใจได้มากกว่าสิ่งอื่น ผมยังไม่เคยเห็นใบหน้าของนาราชัด ๆ เพราะตอนที่อยู่โรงพยาบาลก็แทบไม่ได้ลงจากเตียงนอน ดังนั้นในตอนนี้ผมจึงไม่ลังเลที่เดินเข้าไปในห้องน้ำ และจ้องหน้าตัวเองผ่านกระจกใสบริเวณอ่างล้างมือ
นาราไม่ต่างจากภาพที่เห็นในความทรงจำสักเท่าไร แต่เขาดูผอมลงไปมากเลยทีเดียว อีกทั้งเมื่อพิจารณาดี ๆ ก็พบว่านารามีรูปร่างคล้ายคลึงกับตัวผมที่ตายไปแล้วในอดีต
เส้นผมของร่างนี้เป็นสีเงินยวงยาวถึงกลางหลัง ใบหน้าก็หวานหยดย้อยแม้จะไม่ได้รับการแต่งแต้มใด ดวงตากลมโตแสนงดงามเสริมเน้นให้ใบหน้านี้ดูละมุนละม่อมหน้ามองยิ่งกว่าเก่า ผิวกายขาวละเอียดเนียนนุ่ม แม้จะมีรอยแผลเป็นบ้างแต่ก็ไม่ได้ดูขัดตานัก รูปร่างของนารานั้นเล็กและบอบบางจนมองดูคล้ายกับผู้หญิง เอวเล็กคอด สะโพกพายเล็กน้อย ผมไล่สายตาสำรวจเรือนร่างนี้อย่างพอใจ ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นอะไรบางอย่างในร่างกายที่ไม่ควรจะมี
ไม่จริงใช่ไหม...นาราไม่เพียงแต่คล้ายหากส่วนนั้นก็ยังมีเหมือนกันกับผม
ผมวางมือลงบนหน้าอกของเด็กผู้ชายที่ควรจะแบนราบเรียบ แต่กลับมีส่วนโค้งนูนเป็นกระเปาะเหมือนนมของเด็กผู้หญิงที่เพิ่งตั้งเต้า
“เธอก็เป็นซีลเหมือนกันอย่างนั้นเหรอ” ผมมองกระจกนิ่ง จ้องเข้าไปในดวงตาสีหวานคล้ายต้องการจะสื่อสารกับเจ้าของร่างนี้ที่คงกำลังลอยเคว้งอยู่ในสถานที่มืดมิดที่ผมเคยไปมาแล้ว มองอยู่อย่างนั้นนานทีเดียวกว่าจะเลือกออกจากห้องน้ำเพื่อเดินสำรวจห้องนอนของเจ้าของร่าง
หลังจากสำรวจห้องและตรวจดูข้าวของของนาราคนเก่าที่กำลังจะกลายมาเป็นของผมต่อจากนี้ ผมก็พบว่านาราไม่มีทรัพย์สินที่มีค่าอะไรติดตัวแม้แต่ชิ้นเดียว
ขนาดในตู้เสื้อผ้ายังมีเพียงชุดที่พอใส่ได้เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น
เธออดทนอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ได้อย่างไรกันนะ
ผมส่ายหน้าและทอดถอนหายใจด้วยความสงสาร ห้องนอนห้องนี้ว่างเปล่าเกินไป ยิ่งค้นก็ยิ่งเห็นแต่ความน่าสงสารของเจ้าของห้องคนเก่า ดังนั้นผมจึงเลือกที่จะเดินออกมาจากห้องนั้นแล้วมุ่งหน้าไปยังห้องครัว ซึ่งในความทรงจำนารามักจะไปหาคนสำคัญที่นั่นเป็นประจำ
“ป้านม” ผมฉีกยิ้มพลางตะโกนเสียงสดใส ร่างกายของนาราพุ่งเข้าไปกอดหญิงร่างท้วมที่กำลังขะมักเขม้น ทำกับข้าวอยู่ตรงบริเวรหน้าเคาน์เตอร์ครัวโดยอัตโนมัติ
“ค่ะ...คุณหนู ปลอดภัยดีใช่ไหมคะ” ป้านมหันมามองผมก่อนจะมีสีหน้าเหยเกคล้ายจะร้องไห้และไม่เชื่อว่าผมที่ยืนอยู่ตรงนี้
“สบายดีครับ ผมไม่เป็นอะไรแล้ว” ดวงตาของคนฟังแดงก่ำ มือเหี่ยวย่นที่ถูกกาลเวลากัดกินวางลงบนไหล่ของผมและบีบเบา ๆ ร่างกายของป้านมสั่นระริก ลูบไล้ใบหน้าและมองสำรวจร่างกายของผมราวกับจะหาร่องรอยบาดเจ็บ อาการที่แสดงออกของป้านม ทำให้ผมเข้าใจได้ว่าเหตุการณ์ที่นาราเลือกฆ่าตัวตาย คงกระทบกระเทือนจิตใจคนสำคัญคนนี้มากทีเดียว
เพราะป้านมเป็นเพียงบุคคลเดียวในบ้านหลังนี้ที่อุ้มชูและรักนาราเปรียบเสมือนคนในครอบครัว เป็นแสงสว่างที่ทำให้นารายังคงมีชีวิตอยู่ต่อมาได้จนกระทั่งอายุสิบหกปี
ผมยิ้มขื่นให้กับความคิดตัวเอง ความรักของป้านมก็ยังไม่เพียงพอที่จะสามารถช่วยเด็กคนนี้ไว้ได้ นาราจึงได้จากไป
“ถ้าอย่างนั้นแล้ว เดี๋ยวป้าจะทำอาหารที่คุณหนูชื่นชอบให้กินนะคะ เพื่อเป็นการต้อนรับคุณหนูกลับบ้าน” ป้านมจับผมนั่งลงที่เก้าอี้ในห้องครัว นั่นทำให้ผมยิ้มกว้างกว่าเดิมด้วยความสุข ผมมองป้านมที่ตั้งใจทำอาหารให้ผม ถึงแม้จะมีสายตาจิกกัดจากคนครัวที่ทำงานอยู่ภายในนี้บ้าง แต่ผมก็ทำเป็นไม่สนใจและมองแต่ป้านมเพียงคนเดียว
แต่ถ้าคนพวกนั้นเข้ามาหาเรื่องผม ผมก็พร้อมจะเอาคืนเช่นกัน
ก็ผมไม่ใช่นาราคนที่จะยอมให้ใครเอาเปรียบอีกแล้วนี่
รอไม่นานนักผมก็ได้ข้าวผัดสายรุ้งกับน้ำส้มคั้นมาหนึ่งแก้ว ซึ่งเป็นของโปรดของนารา
“จริงสิ ผมเกือบลืมไปเลย ผมอยากได้เศษเสื้อผ้ากับชุดเข็มปักเย็บ ป้านมพอจะหาให้ได้ไหมครับ” ผมพูดขึ้นหลังจากกินอาหารที่ป้านมทำจนหมดเกลี้ยง นึกขึ้นได้พอดีว่าตอนที่ผมค้นตู้เสื้อผ้าและพบว่ามีแต่ชุดเก่า ๆ ขาด ๆ ก็ชักอยากจะซ่อมแซมมันเสียหน่อย
ป้านมนิ่งคิดไปสักพักเมื่อได้ฟังคำถามจากผม
” มีค่ะ เดี๋ยวป้านำไปให้ที่ห้องนะคะคุณหนู” คำตอบจากป้านม ผมฉีกยิ้มกว้างและโผเข้ากอดป้านมอีกหนึ่งที ก่อนจะเดินฮัมเพลงกลับห้องของตัวเองไป
ไม่นานนักป้านมก็นำสิ่งที่ผมต้องการมาให้ที่ห้อง ผมรื้อเอาเสื้อผ้าไม่กี่ชุดที่นารามีมากองลงบนพื้น คัดแยกส่วนที่ใช้ได้และใช้ไม่ได้ออกจากกัน ก่อนจะเริ่มลงมือทำอะไรบางอย่างกับเสื้อผ้าเหล่านั้น โดยที่มีสายตาของป้านมมองตามอย่างเอ็นดูตลอด
ผมรื้อเสื้อผ้ากองใหญ่ที่ป้านมขนมาให้ด้วยความตื่นเต้น แต่ละชุดที่ได้มายังใหม่อยู่เลย ผมจึงอดที่จะถามป้านมไม่ได้ว่าไปเอามาจากไหน
“พอดีคุณอันดาสั่งให้ป้าเก็บไปทิ้งนานแล้ว แต่ป้าเห็นว่ายังดีอยู่จึงเก็บไว้ที่ห้อง พอคุณหนูถามป้าจึงนึกขึ้นมาได้ค่ะ”
“ขอบคุณนะครับ” ผมกล่าวขอบคุณป้านมก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อ แต่ก่อนที่พวกเราจะจากกันผมก็ได้บอกทิ้งท้ายกับป้านมไปว่า นาราคนเก่าได้ตายไปแล้ว ผมจะไม่ทำอะไรสิ้นคิดแบบนั้นอีก และจะไม่ยอมถูกรังแก
พอพูดจบป้านมร้องไห้เลยครับ ผมต้องมานั่งปลอบใจอีกยกใหญ่ก่อนจะแยกจากกันไป
ที่ผมตัดสินใจบอกไปแบบนั้นเพราะในอนาคตป้านมจะได้คิดว่า สิ่งที่ผมกระทำต่อจากนี้นั้นเกิดจากการที่ผมอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง
ส่วนเรื่องนาราคนเก่าตายไปแล้ว ผมจะเล่าให้ป้านมฟังภายหลัง ตอนนี้มันยังไม่ถึงเวลาที่จะบอกใคร
“นี่ชุดหรือเศษผ้า” ผมเบ้ปากกับเสื้อบางตัวของคุณพี่อันดาที่แหวกหน้าแหวกหลังแทบจะหาดีไม่ได้ ตัดเย็บผ้าไปก็ก่นด่าไปในใจ กว่าจะได้ชุดเป็นที่น่าพอใจก็มืดค่ำพอดี ผมมองดูกองผ้าที่ตัดด้วยมือตัวเองอย่างเหนื่อยล้า จากนั้นก็จัดการกับทรงผมของตัวเองนิดหน่อย ตัดแต่งให้มันเป็นทรงรับกับใบหน้างดงามของนารา ส่วนผิวและรอยแผล ผมก็หยิบเอายาที่คุณหมอให้มาทาทุกวันเช้าเย็น
นาราเป็นคนสวยก็จริง รูปร่างหน้าตาของนาราดีมาก แต่ท่าทางที่นาราแสดงออกไปนั้น ทั้งความไม่มั่นใจและชอบก้มหน้าก้มตากับเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่สวมใส่ มันทำให้ความงามที่มีถูกกลบลงไปเสียมิด
แต่หลังจากนี้จะไม่เป็นแบบนั้นอีก
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -