‘อย่า… เธออย่าหลับนะ… ได้ยินฉันไหม...’
‘...’
‘ทำแบบนี้ทำไม… ห้ามหลับนะ… ลืมตาขึ้นสิ… มองฉันสิ’
‘ขอ… โทษ… ฉันขอ… โทษนะ’
‘เธอต้องไม่เป็นอะไร… ได้ยินฉันไหม… เธอจะไม่เป็นอะไร!’
เฮือก!!
ความรู้สึกอึดอัดจนหายใจแทบไม่ออกค่อย ๆ จางหายไปพร้อมกับความมืดมิดภายในห้องนอน ฉันลุกขึ้นนั่งพลางสูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ ด้วยความหอบเหนื่อยราวกับคนที่เพิ่งจะจมน้ำ อากาศเย็นเฉียบรอบตัวช่วยเรียกสติที่ไม่คงที่ของฉันให้กลับมาอย่างช้า ๆ มือบางยกขึ้นปาดหยาดเหงื่อบนหน้าผากที่เปียกชื้นก่อนจะเลื่อนมาลูบหน้าลูบตาตัวเองเพื่อขับไล่ความรู้สึกหวาดหวั่นเมื่อครู่...
บ้าจริง… ฉันฝัน… ถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นอีกแล้ว…
คุณเคยมีความทรงจำอันเลวร้ายที่เปรียบเสมือนเงาค่อยตามหลอกหลอนทั้งยามหลับและยามตื่นกันไหม? มันเป็นภาพความทรงจำที่ยากจะลืมในอดีตของฉัน และเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันตัดสินใจกลับมาที่นี่อีกครั้ง...
หลังจากเกิดเหตุการณ์ร้าย ๆ เหล่านั้น ฉันเคยฝันถึงมันแค่ไม่กี่ครั้ง และมันก็นานมากแล้วด้วยที่ฉันฝันถึงเรื่องนี้ มันน่าแปลกมากที่ครั้งนี้ฉันฝันถึงมันอีกแล้ว… หรืออาจจะเป็นเพราะว่าฉันได้พบกับเขาคนนั้น…
“ให้ตาย… คิดจะตามหลอกหลอนฉันไปถึงเมื่อไหร่… ไอ้คนเลว”
ฉันลงจากเตียงแล้วเดินเข้าห้องน้ำมาล้างหน้าล้างตาเพื่อไล่ความรู้สึกเลวร้ายเมื่อครู่ มันแย่มากกับการต้องจดจำและฝังใจกับเรื่องแย่ ๆ พวกนั้น ถ้าฉันยอมอยู่นิ่ง ๆ ไม่ดิ้นรนกลับมาเหยียบที่นี่อีกก็คงจะดี แต่ฉันก็คงจะจมปลักอยู่กับความเจ็บปวดเหล่านั้นไปตลอดชีวิตเช่นกัน
ซ่า…
ฉันวักน้ำใส่หน้าตัวเองแรง ๆ เพื่อหวังใช้ความเย็นของสายน้ำช่วยชะล้างภาพในฝันออกไปจากสมอง สองตาลืมขึ้นทอดมองเงาสะท้อนจากกระจกเงาตรงหน้านิ่ง ภาพของผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าของฉัน เธอผู้มีใบหน้าเรียวสวย ดวงตาคมเฉี่ยว ริมฝีปากบางเผยอขึ้นเล็กน้อย และผมสีดำขลับตรงยาวจนถึงสะโพก… แน่นอนว่าฉันรู้จักเธอคนนี้ดี...
“เธอมาทำอะไรที่นี่… ไอวี่”
เธอคนนั้นในกระจกเงาขยับริมฝีปากตามฉัน ทว่ามุมปากของเธอกลับมีรอยยิ้มน้อย ๆ ผุดขึ้น ฉันเท้าแขนลงกับขอบอ่างล้างหน้า สายตาจับจ้องเงาสะท้อนในกระจกไม่ยอมละ ฉันมองรอยยิ้มนั้นด้วยความรู้สึกอัดแน่นในอก...
‘ฉันรักเขา… ผู้ชายสารเลวคนนั้น’
“หึ… น่าสมเพชสิ้นดี” ฉันแสยะยิ้มให้กับคนในกระจก เสียงสั่นเครือลอยมาจากที่ไกล ๆ คำบอกรักแสนน่าสมเพชนั่นทำให้ฉันอยากจะอาเจียน...
รักอย่างนั้นเหรอ… เธอมันน่าสมเพชจริง ๆ
ฉันละสายตาจากกระจกแล้วหันมาคว้าผ้าขนหนูผืนเล็กขึ้นมาซับหยดน้ำตามใบหน้า ฉันคงดูบ้ามากเลยสิที่มายืนคุยกับกระจกแบบนี้ แต่ถ้าไม่มาลองเป็นฉัน มาเผชิญเรื่องร้าย ๆ เหล่านั้นเหมือนกับฉัน พวกคุณคงไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกของฉันหรอก ผมสีดำขลับถูกรวบขึ้นลวก ๆ ขณะเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงนอน ในหัวสมองก็คิดถึงเรื่องราวในอดีตราวกับเทปกำลังกรอกลับ ฉันหลับตาลงเพื่อไล่ความรู้สึกแย่ ๆ ก่อนจะส่ายหน้าแรง ๆ นาฬิกาบนโต๊ะบอกเวลาเกือบหกโมงเช้าซึ่งขัดกับบรรยากาศด้านนอกหน้าต่างเป็นอย่างมาก เพราะท้องฟ้าที่ควรจะสว่างขณะนี้กลับยังมืดครึ้มเหมือนยามราตรีไม่มีผิด
ออด… ออด…
เสียงออดหน้าประตูเรียกสายตาฉันให้หันมองด้วยความแปลกใจ มีเพียงคนเดียวที่รู้ว่าฉันพักอยู่ที่ไหนและยังเข้าออกที่นี่เป็นว่าเล่นเพราะมันคือห้องของเขานั่นเอง ใช่แล้ว… ฉันกำลังพูดถึงอาร์มี่
กริ๊ก…
“ตื่นแล้วเหรอ…” อาร์มี่ถามเสียงเบาเมื่อฉันเปิดประตูให้เขา ฉันยืนจ้องหน้าเขานิ่งก่อนจะเปิดประตูออกกว้างเพื่อให้อาร์มี่ก้าวเข้ามาในห้อง เขายังสวมชุดเมื่อคืนอยู่เลยนี่นา นี่เขายังไม่ได้กลับบ้านอีกหรือไงกันนะ
“นายมีอะไร ทำไมมาตั้งแต่เช้ามืดแบบนี้” ฉันถามขณะเดินกลับมานั่งลงบนโซฟา อาร์มี่ทิ้งตัวนั่งลงด้านข้างกัน ท่าทางเขาเหนื่อยล้ามาก แถมมุมปากยังมีรอยช้ำอีกด้วย นี่คงไปมีเรื่องชกต่อยอะไรมาอีกแล้วล่ะสิ หมอนี่ชอบเป็นแบบนี้ทุกทีเลย ตั้งแต่อยู่ปารีสแล้ว หน้าตาหล่อ ๆ มักจะมีรอยฟกช้ำกลับมาให้ฉันทำแผลอยู่ตลอด “นี่ไปมีเรื่องกับใครมาอีกล่ะ”
“ซี๊ด… เจ็บนะเนี่ย” อาร์มี่ร้องครางสีหน้าเจ็บปวด ฉันหมั่นไส้เลยจิ้มตรงรอยช้ำนั่นแรง ๆ อีกหนึ่งที ก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบกล่องพยาบาลมาทำแผลให้เขา “ใจร้ายกับฉันตลอดเลย”
“ทำมาเป็นพูด ฉันใจร้ายแล้วมาให้ทำแผลทำไมล่ะ”
“โธ่ ๆ ฉันก็พูดเล่นไปแบบนั้นแหละ ซี๊ด… แสบชะมัดเลย”
“แล้วตกลงไปมีเรื่องกับใครมา?” ฉันถามไปทำแผลให้เขาไป อาร์มี่ปลดกระดุมเสื้อลงมาสองสามเม็ดก่อนจะเอนหลังพิงโซฟาท่าทางอ่อนเพลียสุด ๆ นี่เขาคิ้วแตกด้วยนี่นา…
“ฟัดกับหมามาน่ะ”