ที่ชายแดนด้านทิศเหนือนั้นต่างจากที่เมืองหลวงมากนัก แต่ถึงแม้จะไม่มีความสะดวกสบายเท่ากับที่เมืองหลวงแต่ก็ไม่ใช่ดินแดนที่แห้งแล้งและแร้นแค้นตามที่หลายคนเข้าใจ นอกจากนั้นแล้วดินแดนด้านทิศเหนือกลับเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารและสัตว์ป่านานาชนิด
อดีตแม่ทัพผู้เฒ่าลู่หยวนปัจจุบันดำรงตำแหน่งท่านโหวผู้เฒ่า แม้จะอยู่คนละฝ่ายกับอวี่เหิงสุ่ยแต่ก็นับได้ว่าเป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่งท่านหนึ่ง ลู่หยวนเลี้ยงดูหลานชายที่เกิดจากบุตรชายที่ล่วงลับของเขาและมีฝีมือไม่แพ้ท่านปู่และท่านพ่อของเขา
ลู่หรงซวี่ผู้นี้อายุได้ยี่สิบเจ็ดหนาวแล้ว ถือว่าเป็นญาติผู้พี่ของจี้หลานเฟิง เป็นนายกองผู้หนึ่งที่ดูแลคนในสังกัดกองพลของสกุลลู่ ในวันนี้เมื่อชายหนุ่มกลับมาถึงบ้านก็พบว่าท่านปู่ของเขามีสีหน้าไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก
“ท่านปู่อารมณ์ดีเช่นนี้ วันนี้คงจะมีเรื่องดีแจ้งหลานกระมัง” รอยยิ้มของหลานชายและคำพูดที่สวนทางกับความเป็นจริงนั้นทำให้ลู่หยวนอยากจะเอาแจกันหยกราคาแพงที่วางอยู่ใกล้มือปาศีรษะหลานชายไปสักหนึ่งที แต่ก็จนใจว่าจะไร้ผู้สืบสกุล
“เหอะ เจ้าตัวแสบ หายหัวออกจากบ้านไปสิบกว่าวัน พอกลับมาบ้านก็ตั้งใจจะกวนประสาทให้ตาแก่คนนี้โมโหจนตายเลยใช่ไหม?” วาจาที่ร้ายกาจนั้นไม่ได้ทำให้ลู่หรงซวี่เกรงกลัวแต่อย่างใด ชายหนุ่มคิดว่าท่านปู่ของเขายังคงแข็งแรงพอจะอยู่ลับฝีปากของเขาได้นานอยู่
“มีข่าวแจ้งจากทางเมืองหลวงว่าน้องเขยจะพาน้องสาวกลับมาเยี่ยมในเร็ววันนี้ ข้าจึงต้องกลับมาช่วยท่านปู่เตรียมการต้อนรับพวกเขาเสียหน่อย” ลู่หรงซวี่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงปกติ อวี่เหิงสุ่ยเป็นแม่ทัพดำควบคุมกองทหารหลวง เป็นมือขวาของหลงหลวนจื่อถง ฮ่องเต้ผู้นั้นมองว่ากองทัพของสกุลลู่เป็นหนามยอกใจตลอดมามิใช่หรือ แม้ท่านปู่จะวางมือและมาอยู่ดินแดนฟากเหนือได้แปดปีแล้วก็ตาม
“เจ้าจิ้งจอกจี้นั่นกล้าบังคับจิตใจของเฟิงเอ๋อ แล้วยังกล้าให้เจ้าแม่ทัพหนุ่มนั่นมาเหยียบดินแดนเมืองเหนืออีก” ลุ่หยวนกัดฟัน บุตรสาวที่เขารักยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจเช่นลู่เหมยต้องตรอมใจตายเพราะเจ้าคนเลวนั้นปล่อยให้ภรรยารองข่มเหง มิหนำซ้ำนางยังมีบุตรสาวที่แก่กว่าเฟิงเอ๋อของเขาอีกด้วย เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าจี้เผยล่อลวงลูกเหมยของเขาให้ตกหลุมรักเพื่อผลประโยชน์บางอย่างที่มันไม่มีวันจะได้ไป
แม้จะผิดต่อเหมยเอ๋อ แต่เขาต้องหาวิธีให้เจ้าแม่ทัพเด็กอมมือนั้นปล่อยมือจากหลานสาวให้จงได้
“ท่านปู่ อาหญิงไม่ใช่เด็กน้อยนะ ตอนที่ยอมตกลงปลงใจกับราชครูเผยก็เพราะนางคิดดีแล้ว ถึงท่านจะปฏิเสธยังไง น้องหญิงก็เป็นบุตรสาวของเขาอยู่ดี แม้ว่านางจะต่างกับท่านอาหญิงตอนนั้นก็เถอะ” ไม่รู้ว่าลู่หรงซวี่ไปเอานิสัยปากเสียมาจากใคร ลู่หยวนฉุนจนหนวดกระตุกแต่ก็จนใจที่เถียงหลานชายไม่เคยชนะสักที บางทีเจ้าหลางลูกชายอาจจะโชคดีที่อายุสั้นไม่ต้องลับฝีปากกับลูกชายปากเสียแบบนี้ทุกวัน
นั่นสินะ เฟิงเอ๋อต่างกับเหมยเอ๋อตอนนั้น!?
จี้หวนเฟิงค่อนข้างจะแปลกใจที่เรือนด้านท้ายที่เป็นที่พักของอาเป่าไม่ค่อยมีของใช้เท่ากับเรือนหลัก วันนี้หญิงสาวตั้งใจจะมาทำแผลให้กับอีกเสียวของอวี่เหิงสุ่ย แต่ก็ไม่พบคนเจ็บจึงถือโอกาสเดินสำรวจห้องของอีกฝ่ายเสียเลย วันนี้นางสั่งให้เสี่ยวชุ่ยรออยู่ด้านนอกเผื่อแม่นมฮ่วนผู้นั้นจะหาเรื่องอีก
“ไม่มีแม้กระทั่งกาต้มน้ำ อากาศร้อนยังพอดื่มน้ำในอุณหภูมิห้องได้ แต่ถ้าเกิดเป็นฤดูหนาวคงจะทรมานแย่ เจ้าอวี่เหิงสุ่ยนั้นจะใจดำกับผู้ใดก็ใจดำไปเถอะ แต่นี่กับฝาแฝดของตัวเองยังใจร้ายได้อีก” หญิงสาวบ่นก่อนจะถือวิสาสะมองดูห้องอาบน้ำ ที่มีเพียงถังเล็ก ๆ และน้ำสะอาดไม่เท่าไหร่
“อาบน้ำแค่นี้จะสะอาดเหรอเนี่ย?” หญิงสาวทำสีหน้าเหยเกเมื่อรู้สึกว่าผู้ชายตัวโตอาบน้ำแค่ถังเล็ก ๆ ที่เธอน่าจะพอแค่ล้างก้นด้วยซ้ำไป
ร่างบางเดินสำรวจภายในห้องก่อนจะเดินไปชะโงกที่ริมหน้าต่าง ภาพที่เห็นทำให้หญิงสาวดีดนิ้วออกมาอย่างดีใจเมื่อได้ความคิดดี ๆ ออกมาได้
“เสี่ยวชุ่ย ไปหาบ่าวผู้ชายมาสักสองสามคน บอกว่าข้ามีงานให้พวกเขาทำงาน”
“แต่....” เสี่ยวชุ่ยกำลังจะค้านและหุบปากสนิทเมื่อหญิงสาวยื่นป้ายหยกบางอย่างให้พร้อมกับกำชับ
“ถ้าใครไม่ยอมทำตามหรือคัดค้าน ข้าจะให้เจ้าของป้ายหยกนี้จัดการพวกเขา” เสี่ยวชุ่ยรับป้ายนั้นมาก่อนจะวิ่งไปอย่างรวดเร็วทั้งที่ในใจกำลังสงสัยว่าเจ้าของป้ายหยกนี้ไปมีความสัมพันธ์อันดีกับพวกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่
อวี่เหิงสุ่ยที่กำลังนั่งรถม้ากลับมาที่จวนบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยขบก่อนจะควานมือไปที่ชายพกของตัวเอง ใบหน้าคมเข้มมีความสงสัยเกิดขึ้น
ข้าทำป้ายหยกประจำตัวหล่นที่ไหนไปแล้วหรือ!?
อาเป่าหายไปไหนมา จี้หวนเฟิงไม่อยากใส่ใจมากนัก เธอจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ไม่นานแต่แค่ฝึกคนปัญญาอ่อนให้ช่วยเหลือตนเองได้ก็คงไม่ใช่เรื่องยากเท่าไหร่ นิสัยของจี้หวนเฟิงที่น่ารำคาญก็คือเห็นใจคนอื่นไปทั่วนี่แหละ พอมาเจอคนน่าสงสารเข้าสัญชาตญาณความเป็นแม่ก็กำเริบเชียว
“เจ้าทำอะไรน่ะ?” เจ้าของเรือนที่เหมือนจะไปมุดซุกซนที่ไหนมายื่นหน้ามาถามหญิงสาวด้วยความสงสัยจนคนที่กำลังคิดอะไรเพลิน ๆ สะดุ้งสุดตัว
“ทีหลังมาให้สุ้มให้เสียงเสียบ้างสิ” จี้หวนเฟิงอดที่จะบ่นอีกฝ่ายไม่ได้จนเจ้าของห้องทำตาปริบ ๆ ที่มันเรือนของเขามิใช่หรือ? สตรีผู้นี้มานั่งอยู่ในเรือนของผู้อื่นแล้วบอกให้เขาทำท่าทีเกรงใจนางบ้าง ความคิดนี้ดูเมือนจะพิลึกไปสักหน่อยกระมัง
แต่แม้จะคิดเช่นนั้น ชายหนุ่มก็ยังอุตส่าห์ทำตาม
“อื้อ! ได้ ว่าแต่เจ้าทำอะไรหรือ?” อาเป่ายังคงถามคำถามเดิมมองไปที่ท่อยาว ๆ เดินผ่านห้องของเขาเข้ามาอย่างงุนงง
จี้หวนเฟิงเพิ่งนึกได้ว่านางยังไม่ตอบคำถามของเขาเลย นางจึงจูงมือของเขามาที่อ่างไม้ใหญ่ที่เพิ่งสั่งให้บ่าวผู้ชายช่วยกันทำเมื่อหลายชั่วยามก่อน
อ่างไม้ขนาดที่คนสามารถลงไปนั่งได้ มีท่อไม้ไผ่ส่งน้ำมาจากทางด้านหลังน้ำตกจำลอง โชคดีที่ไม่ต้องทำกาลักน้ำ จี้หวนเฟิงชอบออกแบบสวนสไตล์เซนอยู่แล้ว การใช้หลักการน้ำพุไม้จึงไม่ยากสำหรับนางอยู่แล้ว
“เปิดยังไงน่ะ?” อาเป่าอ้าปากค้างเมื่อหญิงสาวทดลองหมุนก๊อกไม้ให้น้ำไหลลงในถังไม้จนเต็มก่อนจะก้มลงมองอย่างทึ่ง ๆ เมื่อหญิงสาวย่อตัวลงเปิดก๊อกน้ำให้ไหลลงท่อน้ำทิ้ง
“น้ำจะไหลออกไปที่สวน รดน้ำต้นไม้ได้ ถึงเป็นผู้ชายก็ต้องขยันอาบน้ำมากกว่านี้นะอาเป่า น้ำแค่นั้นล้างก้นยังไม่เกลี้ยงเลย” จี้หวนเฟิงอธิบายไปเรื่อยไม่ทันสังเกตว่าชายหนุ่มหน้าแดงก่ำแล้ว เมื่อนางพูดจบก็หันมาตบหลังของเขาเบา ๆ หนึ่งที
“เข้าใจที่ข้าบอกหรือไม่?”
“ขะ..เข้าใจแล้ว” ชายหนุ่มกล่าวตอบตะกุกตะกักก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปด้านนอก
“ข้าต้องกลับแล้ว แค่แวะมาดูบาดแผลของเจ้าน่ะ เหมือนจะมีคนทำให้แล้วนี่นา” จี้หวนเฟิงสังเกตกระทั่งอุปกรณ์ทำแผลชุดใหม่ที่วางทิ้งไว้ สงสัยนางต้องมองอิตาแม่ทัพหมาแก่ในแง่ดีขึ้นบ้าง สัก 2%
เย็นวันนั้นระหว่างที่อวี่เหิงสุ่ยกำลังจะกลับเรือนพักก็เห็นใครบางคนเดินลิ่ว ๆ เข้ามาหาเขา นางหยุดยืนตรงหน้าพร้อมกับส่งป้ายหยกนั้นให้
“ข้าไม่ชอบใช้ของร่วมกับผู้อื่น ให้เจ้า” อวี่เหิงสุ่ยเอ่ยอย่างไม่สนใจก่อนจะเดินไปต่อ แต่ก็ยังทันได้ยินเสียงอีกฝ่ายตะโกนถาม
“ให้เนี่ย..ให้ใช้ได้ด้วยใช่มั้ย?”
“ตามใจเจ้า” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยหน้าตาเฉย เท้ายังคงเดินต่อไปไม่เร็วไม่ช้า เว่ยถิงแอบกลั้นหัวเราะเมื่อได้ยินเสียงนั้นตะโกนไล่หลังมาอีก
“ดี เจ้าให้ข้าใช้ก็ตามใจข้าด้วยแล้วกัน”
เดินหนีคนใจร้ายมาได้ จี้หวนเฟิงจึงมีเวลาคิดตรึกตรองเกี่ยวกับตัวเองขึ้นมาได้บ้าง สตรีในยุคนี้ส่วนมากจะไม่กล้าต่อปากต่อคำกับบุรุษ ยิ่งเป็นฮูหยินพระราชทานแล้วชะตากรรมนั้นน่าสงสารที่สุดเพราะนางแทบไม่เคยได้ยินเลยว่ามีการหย่าเกิดขึ้น ถึงแม้จะไม่อ่านนิยายแต่เพื่อนของนางแต่ละคนก็สายอ่านตัวแม่ทั้งนั้น แต่พักนี้แนวมิตรภาพกำลังมาแรงจึงไม่ค่อยจะมีพล็อตในหัวเกี่ยวกับนิยายพีเรียดจีนสักเท่าไหร่
“เฮ้อ! ไม่มี How to บ้างเลยหรืออย่างไรกันเล่า? จี้หวนเฟิง เธอจะอยู่ยังไงเนี่ย? ไปไม่เป็นเลย แต่....” หญิงสาวนึกถึงชายหนุ่มอีกคนที่มีหน้าตาเหมือนอวี่เหิงสุ่ยราวกับพิมพ์เดียวกัน แต่นิสัยแตกต่างกันยิ่งนัก
“ฝาแฝดที่พิการคนหนึ่งอย่างนั้นหรือ?” หญิงสาวเผลอเอานิ้วขึ้นมากัดเล็บตามความเคยชินจนเสี่ยวชุ่ยที่เดินผ่านมาเจอเข้าถึงกับโวยวายที่คุณหนูของนางทำกริยาแปลก ๆ
“ส่งเสียงเอะอะอันใดกัน ช่างไม่มีกริยาเสียบ้างเลย” แม่นมฮ่วนที่เดินเข้ามาส่งเสียงเอ็ดตะโรหญฺงสาวทั้งคู่จนเสี่ยวชุ่ยที่ฝังใจเรื่องเมื่อคืนก่อนถึงกับหลบหลังเจ้านายของตน
“ท่านเป็นหัวหน้ายามก็จริงนะ แต่การที่เดินเข้ามาในห้องของเจ้านายเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเลย” จี้หวนเฟิงกล่าวด้วยสีหน้าคล้ายจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม ดวงตาคู่สวยจ้องแม่นมคนสำคัญของจวนอย่างถือดี
ฮ่วนอินนั้นเดิมคัดค้านการแต่งงานครั้งนี้ของคุณชายที่นางเลี้ยงมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว เมื่อเจอกริยาของสตรีที่มาแย่งบทบาทความสำคัญไปจากนางก็ยิ่งไม่พอใจมากขึ้น
“ข้าแค่มาตรวจตราความเรียบร้อยเป็นหน้าที่ของข้า”
“ทั้งที่ข้าต้องนอนร่วมเตียงกับเจ้านายของท่านอย่างนั้นหรือ?” จี้หวนเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย ดูเหมือนว่านางจะเดาถูกที่คิดว่าแม่นมคนดีของสามีมีอคติกับนางแน่ ทั้งที่พอจะเข้าใจเหตุผลอยู่หรอกว่าเพราะจี้หวนเฟิงคนเดิมนั้นอาจจะใช้เล่ห์เพทุบายกับอวี่เหิงสุ่ยจริง แต่สิ่งที่นางมั่นใจอีกเรื่องและไม่มีทางที่จะบอกอวี่เหิงสุ่ยนั้นก็คือ เรื่องที่นางยังคงเป็นสาวพรหมจรรย์อย่างแน่นอน แต่ไม่รู้เพราะอะไรแม่ทัพนั่นถึงได้หาว่านางปีนขึ้นเตียงของเขาและทำข้าวสารให้เป็นข้าวสุกไปแล้ว
“นั่นไม่ใช่เรื่องที่ข้าต้องสนใจ ตราบใดที่ไม่มีคำสั่งจากคุณชาย...” ฮ่วนอินเอ่ยไม่ทันจบดี ร่างสูงของคนที่กล่าวถึงก็มาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า สายตาคมจับจ้องที่สตรีปากกล้าก่อนจะเลื่อนสายตามาหยุดที่แม่นมของตน
“ดึกแล้ว แม่นมมาทำอะไรที่เรือนของฮูหยินอย่างนั้นหรือ?” อวี่เหิงสุ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทว่าสายตายังคงกวาดมองไปที่คนติดตามของนางอย่างจับสังเกต
“เรียนคุณชาย ข้าเพียงแต่มาดูความเรียบร้อยในเรือนของของ..ฮูหยิน” ท้ายเสียงกล่าวเหมือนไม่เต็มใจแต่ก็หลุดออกมาในที่สุด จี้หวนเฟิงคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย ถึงอย่างไรแม่นมผู้นี้ยังเกรงเจ้าบ้านตัวจริงอยู่บ้างไม่กำเริบเสิบสานดังที่นางคาดไว้แต่แรก
“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญท่านกลับไปพักผ่อนได้แล้ว” อวี่เหิงสุ่ยไม่สนใจท่าทีเจ้าของเรือน เขายังคงกล่าวกับคนของตนด้วยท่าทางเช่นเดิมก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเข้มงวดขึ้นเมื่อเห็นท่าทางของหญิงสูงวัยคล้ายจะต่อต้าน
“หรือข้าเองก็ต้องทำตามคำสั่งของท่านเสียแล้ว”
“มิได้เจ้าค่ะ ฮ่วนอินขอตัว” แม่นมฮ่วนรีบกล่าวเมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่ายจริงจังขึ้น แม้จะเสียหน้าที่อวี่เหิงสุ่ยไล่นางต่อหน้าหญิงแพศยาสกุลจี้แต่ก็ไม่กลาที่จะออกฤทธิ์ต่อหน้าของเจ้าของบ้านที่แท้จริง ด้วยความจริงแล้วแม้นางจะเป็นแม่นมของอวี่เหิงสุ่ย แต่ก็ได้แค่สองเดือนเพราะหลังจากนั้นฮูหยินรองก็ถูกแต่งเข้ามาและกลายเป็นผู้ดูแลคุณชายน้อยตั้งแต่ตอนนั้น จนกระทั่งฮูหยินมารดาของอวี่เหิงสุ่ยลาจากโลกนี้ไปตอนที่เขาเพียงห้าขวบปี นางก็ไม่เคยได้เข้าใกล้คุณชายผู้นี้อีก เพียงแต่อวี่เหิงสุ่ยยังคงให้เกียรตินางเทียบเท่าแม่นมผู้หนึ่งอยู่ ฮ่วนอินจึงไม่อยากที่จะล้ำเส้นของแม่ทัพหนุ่มเสียเท่าไหร่
“คุณหนูเหมยจะมาถึงมะรืนนี้ คุณชายจะให้นางพักที่ไหนหรือเจ้าคะ?”
คำว่า “คุณหนูเหมย” ทำให้จี้หวนเฟิงหูผึ่งทันที แม้นางจะไม่มีความจำของร่างเดิมอยู่ แต่จากการใช้ชีวิตมาช่วงหนึ่งก็รู้ว่าจวนแห่งนี้ไม่มีญาติพี่น้องของแม่ทัพหนุ่มที่เป็นผู้หญิงเลย สายตาของแม่ทัพหนุ่มตวัดปรายตามองไปที่แม่นมชั่วครู่ น้ำเสียงทุ้มเอ่ยสั่งการ
“ให้นางพักที่เรือนรับรองที่นี่”
“แล้วข้าล่ะ” จี้หวนเฟิงโวยวายขึ้นมาทันที รู้สึกว่านางกำลังจะมีเคราะห์เสียแล้ว
“เมื่อครู่เหมือนข้าจะได้ยินว่าเจ้าจะนอนร่วมเตียงกับข้าไม่ใช่หรือ? ก็ต้องไปนอนที่เรือนหลักสิ”