“อาปูนพูดเรื่องอะไรคะ พูดเองเออเองทุกอย่าง” แม้จะว่าเขาไปอย่างนั้นแต่ทว่าลรันดาก็ไม่กล้าสบตาคมกริบเท่าไหร่นัก
“สบตาฉันสิลูกชุบ นี่เราย้อนกลับมาอยู่ในสถานที่เดิมแล้ว ในรถเหมือนวันที่ฉันไปรับเธอไง วันนั้นเธอสั่นงันงกแถมยังครางเสียงแทบขาดใจกับอกฉัน ลืมไปแล้วหรือไง”
“แล้วอาปูนจะมาพูดอะไรตอนนี้คะ เรื่องมันเก่าแล้วค่ะ อย่าเอามุขเก่าๆ มาใช้สิคะ”
ธามไทจ้องเข้าไปในดวงตาคู่สวย ดวงตาที่แสดงออกถึงอารมณ์และความรู้สึกนึกคิด แม้ว่าเจ้าตัวจะปากเก่งแค่ไหน แต่แววตาของเธอพูดออกมาหมดทุกอย่าง
ลรันดากำลังเหงา ความโศกเศร้าเสียใจเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริงตามลำพังทำให้เธอหวังจะหาที่พึ่งพิง และคนๆ นั้นก็คือธามไท ใช่...เธอต้องการเขา แต่ไม่ใช่แบบที่คิด
ใช่ๆ มันต้องไม่ใช่อย่างที่เขาคิดแน่ๆ
ไม่ใช่แน่ๆ
เธอมองเขากล้าสบตากับเขาอย่างไม่ยอมหลบ โดยไม่รู้เลยว่าแววตาของเธอกำลังสื่อถึงอะไร ที่แน่ๆ ไม่ใช่การปฏิเสธ มันคือการเรียกร้องอะไรบางอย่าง และคนมองก็แทบจะไม่รู้ตัว หากแต่คนมากประสบการณ์อย่างธามไท แค่มองเพียงผ่านๆ เขาก็รู้ลึกไปถึงข้างใน
“มุขเก่าหรือใหม่ก็ไม่ต่างกัน เพราะมันอยู่กับปัจจุบันเท่าๆ กับอดีต”
“หยุดเถอะค่ะ เราไม่สมควรจะพูดเรื่องนี้ ในขณะที่ยังใส่ชุดดำไว้ทุกข์” เธอบอกปัด แล้วเบียดกายเข้าหาซอกประตูรถราวกับกำลังกลัวอะไรบางอย่าง
“จริงสินะ งั้นก็ห้ามความรู้สึกตัวเองด้วยแล้วกัน อย่าแสดงออกให้ฉันเห็น เพราะฉันไม่ใช่พระอิฐพระปูน”
ดูเหมือนว่าคำเตือนของเธอเป็นผล มันส่งผลให้เขาต้องคิดใหม่ พี่จักรกฤษเพิ่งจะจากไปคงไม่ต้องการเห็นเรื่องแบบนี้ แม้ว่าจะฝากฝังลูกสาวเอาไว้กับเขาเป็นลายลักษณ์อักษร แต่คงไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมหากเขาจะทำตามในตอนนี้
ลรันดาถอนใจเฮือก พูดถึงพ่อน้ำตาก็ไหลหยด เมื่อ 8 ปีก่อนตั้งแต่เข้าไปอยู่ในโรงเรียนประจำเธอก็ร้องไห้จนตาบวมอยู่นานหลายวัน กว่าจะทำใจให้ลุกขึ้นสู้ร่างกายก็ซูบผอมเหมือนคนตรอมใจ เวลานี้เหตุการณ์ในคราวนั้นอาจจะย้อนกลับมาถ้าเธอไม่สู้ คุณพ่อของเธอคงไม่ต้องการเห็นเธอร้องไห้ เธอเองก็อยากห้ามไม่ให้น้ำตาไหลรินเหมือนกัน ทว่ามันทำยากเย็นเหลือเกิน พ้นจากอกพ่อก็ต้องอยู่ในความคุ้มครองของอาเขยใจร้าย ปากเขามีไว้เพื่อดูถูกเธอ ความคิดของเขาเข้ามาวนเวียนอยู่ในใจเธอถึงขั้นล่วงรู้ไปทุกเรื่อง
น่าอายเสียจริง เพราะความจริงยังไงก็คือความจริงอยู่วันยังค่ำ
หัวใจดวงน้อยๆ ในซอกหนึ่งมีเงาของเขาเดินเตร่ไปมา ทั้งที่พยายามปฏิเสธ บอกตัวเองว่าเขาคือคนต้องห้าม ทั้งที่เขาเป็นอาเขยและยังไม่ได้หย่าขาดจากอาสาวของเธอ หลานสาวเนรคุณกลับคิดจะแทรกแซง มันผิดตั้งแต่แรกคิด!
รถคันใหญ่เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ โดยที่คนตัวเล็กกำลังจมปลักอยู่กับการจากไปของบิดา เธอจึงไม่ได้ยินเสียงสั่งเบาๆ ของเขา ธามไทสั่งให้คนขับรถขับพาไปยังบ้านพักตากอากาศของเขา บ้านหลังนั้นอยู่บนเกาะส่วนตัวที่ห่างจากชายฝั่งไปพอสมควร เป็นสถานที่ส่วนตัวของเขาเพื่อมาพักผ่อนแบบเงียบๆ เพียงลำพัง
รถคันโก้แล่นต่อไปอีกเนิ่นนาน นานเสียจนคนตัวเล็กเริ่มรู้สึก ลรันดามองไปนอกกระจกเห็นทิวทัศน์สองข้างทางเปลี่ยนไป
“ไม่ใช่ทางกลับบ้านนี่คะ”
ธามไทยักไหล่ ปรายตามองเธออย่างเย็นชา
“แล้วใครว่าฉันจะกลับบ้าน”
“แต่หนูอยากกลับบ้านค่ะ อาปูนคะ พาลูกชุบกลับบ้านเถอะนะคะ” เธอขอร้อง เวลานี้เธอไม่อยากไปไหน อยากอยู่ในบ้าน บ้านที่พ่อของเธออยู่คนเดียวมาตลอด 8 ปี เธอจะกลับไปที่นั่นเพื่อระลึกถึงพ่อ
ธามไทไม่ตอบ ลรันดาก็เขย่าท่อนแขนของเขา
“อาปูน ได้โปรดเถอะค่ะ ลูกชุบอยากอยู่ในที่ที่พ่อเคยอยู่ ลูกชุบคิดถึงพ่อได้ยินมั้ยคะ”
“เธอต้องเข้มแข็ง และในเมื่อเธอยังทำไม่ได้ ฉันก็จะช่วยให้เธอทำได้เร็วขึ้น พ่อของเธอไม่อยากเห็นเธออ่อนแอ ไปอยู่ในที่ไกลๆ สักพักแล้วเธอจะดีขึ้น”
“แต่ว่า...หนู...”
“ต่อให้เธอเปิดประตูรถแล้วกระโดดลงไปตายตามพ่อของเธอ ฉันก็ไม่มีวันเลี้ยวรถกลับ”
ถ้อยคำเย็นชานั้นทำเธอปวดแสบปวดร้อนไปทั่วทรวงอก ลรันดาไม่เคยเข้าใจทำไมธามไทถึงได้จงเกลียดจงชังเธอนัก เธอไปทำอะไรให้เขามากมายขนาดไม่ยอมอภัยให้กันเชียวหรือ ตั้งแต่รู้จักกันมาจำได้ว่าสายตาของเธอมองเขาด้วยแววตาชื่นชมมาตลอด แล้วคนที่มองเขาอย่างชื่นชมจะสามารถทำร้ายทำลายให้เขาเกลียดเข้าไส้ได้อย่างไร
“ทำไมอาปูนถึงใจร้ายกับหนูนักคะ” พูดไปแล้วความเศร้าที่ต้องสูญเสียพ่อบังเกิดเกล้าไปบวกกับความเสียใจที่ถูกเขาว่าชนิดไม่คิดจะถนอมน้ำใจกันทำให้เธอน้ำตาร่วง เนื้อตาเริ่มสั้น มือกำชายกระโปรงสีดำไว้แน่นและถ้ามองชัดๆ จะเห็นว่ามันเกร็งจนข้อนิ้วซีดขาว
“ลูกชุบไปทำอะไรให้ อาปูนถึงจงเกลียดจงชังหนูนัก”
คำถามของเธอไม่มีคำตอบ เพราะอีกฝ่ายไม่อยากตอบและหันหน้าหนีไปอีกทาง ลรันดาไม่อาจจะทานทนได้จึงปล่อยโฮออกมาเสียงดัง คนข้างๆ ก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ เขานิ่งเฉยไม่ว่ากล่าว ไม่พูดเตือนสติ และไม่คิดจะปลอบใจเธอ
ปล่อยให้ลรันดาร่ำไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า
ปล่อยให้เสียงนั้นสะอึกสะอื้นขาดๆ หายๆ
ปล่อยให้เธอร้องไห้จนเงียบไปเองเพราะเหนื่อยเหลือเกิน
รถคันใหญ่จอดลงที่ท่าเรือแห่งหนึ่ง ธามไทรั้งแขนลรันดาลงจากรถ เธอไม่ขัดขืนและยอมเดินตามแรงดึงนั้นต้อยๆ มีเรือยอร์ชจอดรออยู่แล้ว มีชายชุดดำยืนกุมมืออยู่ตรงหน้าขาหลายคน เมื่อเขาพาเธอเข้าไปใกล้จึงรู้ว่าชายชุดดำเหล่านี้คือบอดี้การ์ดของเขา เธอไม่แปลกใจที่เขาจะต้องมีคนคุ้มกัน เพราะความรวยล้นฟ้าจะทำอะไรก็ไม่ผิด เพียงแต่สงสัยว่าทำไมเธอจึงไม่เห็นคนพวกนี้ที่กรุงเทพฯ
“เราจะไปไหนกันคะอาปูน”
ธามไทหันมาบอก
“เกาะไข่มุก”
“เกาะไข่มุก ที่นั่นจะมีเสือหรือเปล่าคะ”
“มี” คนตอบแกล้งตีหน้าดุ
เขาก้าวลงเรือไปก่อนแล้วหันมารับเธอ ลรันดาตกอยู่ในอ้อมแขนของเขาชั่วประเดี๋ยวเดียวแต่ก็ทำให้ใจเต้นรัวเหมือนกลองเพล มือเล็กปล่อยต้นคอแล้วก้าวถอยหลังก่อนจะกดหน้าลงอย่างประหม่า ธามไทไม่พูดอะไรเดินเข้าไปในเคบินแล้วทิ้งตัวนอนบนเบาะหนังคล้ายโซฟารูปทรงครึ่งวงกลม
“อาปูนคะ”
“ฉันเหนื่อย อย่าเพิ่งยุ่งจะได้มั้ย”
“ลูกชุบแค่อยากจะถามว่าอีกนานมั้ยกว่าจะถึง”
“สักพัก” ตอบแล้วก็หลับตา เล่นเอาลรันดาทำตัวไม่ถูก “เข้าไปนอนพักในห้อง” จู่ๆ เขาก็โพล่งออกมา สาวน้อยมองหาห้องที่เขาบอก พอเห็นเธอก็เดินไปดู จะว่าไปเรือลำนี้ก็กว้างเหมือนกันนะ
“อาปูนคะ แล้วเสือดุมั้ย” เธอเดินกลับมาถามเขา
ธามไทขบกรามกรอดก่อนจะทนไม่ไหวกระชากคนตัวเล็กให้ล้มมาบนอก
“ว้าย!” เธอหวีดร้องเสียงแหลม ตอนนี้ใบหน้าของเธออยู่ห่างจากใบหน้าของเขาแค่คืบ ต้นขาของเธออยู่บนต้นขาของเขา สัมผัสนั้นบอกให้รู้ว่าเขาแกร่งไปทั้งตัว