สตรีผู้ถูกทอดทิ้ง 1/2

1556 คำ
“เป็นอย่างไรบ้าง” สีหน้าแววตาที่เต็มไปด้วยความเสียใจทำให้เหลียงเสวี่ยหนิงอดที่จะแค่นหัวเราะไม่ได้ นางไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าคนผู้นี้จะมาเสแสร้งอะไรอีก ทั้งที่เขาลงนามในหนังสือหย่าโดยไม่ลังเลแท้ ๆ “ที่แห่งนี้ไม่เหมาะกับรองเจ้ากรมอาญาผู้ยิ่งใหญ่แม้แต่น้อย ขอเชิญท่านกลับไปเสียจะดีกว่า” “นะ หนิงเอ๋อร์ ที่ผ่านมาเจ้าลำบากมากหรือไม่” คำถามที่ไร้เดียงสาเสียเต็มประดาทำให้เหลียงเสวี่ยหนิงยิ่งรู้สึกสมเพชตัวเองมากขึ้น นางกินอยู่ในคุกสกปรกมาสองเดือนเต็ม ด้วยโทษทัณฑ์ที่ก่อไว้ทำให้แต่ละวันได้กินเพียงแผ่นแป้งแข็งกระด้าง กับข้าวที่ทำมาจากผักที่เริ่มเน่าเสีย หรือบางครั้งก็ไม่มีอะไรส่งมาเลยตลอดสองวัน กระทั่งตอนนี้ที่ด้านนอกมีหิมะตกหนัก อากาศในคุกหนาวเย็น นางก็ได้รับแค่เพียงผ้าห่มผืนบางที่แทบจะป้องกันอะไรไม่ได้เท่านั้น แต่คำถามแรกที่ออกจากปากอดีตสามีกลับเป็นคำถามว่านางลำบากมากหรือไม่ เรื่องนี้แค่ดูด้วยตาก็รู้แล้วมิใช่หรือ อีกทั้งเขากล้าถามออกมาได้อย่างไร นางถูกขังอยู่ที่นี่ เขาก็ทำงานอยู่ไม่ไกล ทั้งที่ไม่เคยโผล่มาให้เห็นหน้าเลยสักครั้ง แต่กลับมาแสร้งแสดงความห่วงใย “ใต้เท้าเซียวอุตส่าห์ฝ่าหิมะหาทางมาพบข้าเพื่อจะถามแค่นี้หรือเจ้าคะ” เหลียงเสวี่ยหนิงฝืนยิ้ม “เช่นนั้นหากดูจนพอใจแล้วก็กลับไปยังที่ของท่านเถอะเจ้าค่ะ” “หนิงเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าถึงได้พูดจาห่างเหินกับข้าเช่นนี้ ข้าก็แค่เป็นห่วงเจ้าเท่านั้น เดิมเรื่องนี้ก็เป็นเพราะเจ้าทำความผิด เจ้าจะโกรธเคืองข้าได้อย่างไร” “ทำผิดหรือ” เหลียงเสวี่ยหนิงแค่นหัวเราะ “ข้าบอกเจ้าไปแล้วว่าข้าไม่ได้ทำอะไรผิดทั้งนั้น เป็นเจ้าต่างหากที่ปักใจเชื่อจนไม่ยอมฟังสิ่งใด” “แล้วเจ้าจะให้ข้าเชื่อในสิ่งที่เจ้าที่เจ้าพูดหรือ คนที่เจ้าทำร้ายคือภรรยาของข้า คนที่ตายไปก็คือลูกของข้า เจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร” คำพูดที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวทำให้คนฟังกำมือแน่น นางพ่นลมหายใจหวังระบายความเจ็บแค้น “เซียวจางหย่ง ข้าก็เป็นภรรยาของเจ้าเหมือนกัน เป็นคนที่เจ้าส่งแม่สื่อไปสู่ขอถึงจวน หากจะกล่าวให้ถูกก็คือข้าคือภรรยาที่เจ้าทอดทิ้งแล้วไปเลือกองค์หญิงสูงศักดิ์ที่สามารถปรนเปรอให้เจ้าได้ทั้งในห้องนอน และในท้องพระโรง!” ต่อให้สกุลเหลียงจะมีศักดิ์เป็นถึงกั๋วกง แต่ก็ยังมิใช่ฮ่องเต้ บิดาของนางอาจอำนวยความสะดวกในการเลื่อนขั้นให้แก่เซียวจางหย่งได้ แต่ไม่สามารถแต่งตั้งเขาจากขุนนางขั้นสี่มาเป็นขุนนางขั้นสองในรวดเดียวเช่นพี่ชายของเซี่ยซูหลาน “เจ้า!” เซียวจางหย่งเผลอตะโกนเสียงดังเพราะความโกรธ “ทำไม ไม่ชอบให้ใครบอกว่าเจ้าขายเรือนร่างแลกตำแหน่งใช่หรือไม่ ทำไมเล่า เพิ่งรู้สึกว่ามันน่าสมเพชหรือ” เหลียงเสวี่ยหนิงก็โกรธจัดเหมือนกัน หากเขาไม่มาหานางในช่วงก่อนตายยังดีเสียกว่า ไม่รู้คนผู้นี้จะโผล่หน้ามาทำไม มาหาบรรพบุรุษของเขาที่นี่หรือ “เจ้าคงไม่รู้สึกผิดต่อเด็กที่ต้องตายไปเลยกระมัง” “รู้สึกผิดหรือ” เหลียงเสวี่ยหนิงแค่นเสียงในลำคอ “หากในท้องนั้นมีเด็กอยู่จริง ๆ ข้าอาจจะรู้สึกผิดขึ้นมาก็ได้ แต่เจ้าแน่ใจหรือว่าภรรยาของเจ้าตั้งครรภ์” “เหลียงเสวี่ยหนิง อย่ากำแหงให้มากนัก” “ใต้เท้าเซียวเรียกผิดแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้ข้าเป็นเพียงเสวี่ยหนิงเท่านั้น ส่วนสาเหตุคงไม่ต้องให้บอกใช่หรือไม่ว่าเพราะอะไร” เมื่อได้ยินคำถามเช่นนี้ เซียวจางหย่งพลันชะงัก ยามที่เข้าประชุมขุนนางเขาเองก็ได้ยินมาเหมือนกัน ‘สกุลเหลียงขับเหลียงเสวี่ยหนิงออกจากตระกูลแล้ว’ แต่ในความคิดของเซียวจางหย่ง ที่เรื่องราวเลวร้ายมาถึงขั้นนี้ก็เพราะเหลียงเสวี่ยหนิงมีจิตใจริษยา ฉะนั้นเขาจึงไม่ได้รู้สึกผิดแต่อย่างใด ถึงเขาจะรักนางแต่คนที่นางสังหารก็คือบุตรของเขา จะให้เขาทนมองหน้าคนที่ฆ่าเด็กที่ยังไม่เกิดมาได้อย่างไร เหลียงเสวี่ยหนิงเห็นเซียวจางหย่งทำสีหน้าประเดี๋ยวประเดี๋ยวร้าย นางเริ่มทนมองไม่ได้อีกจึงเอ่ยเสียงเย็นว่า “ไสหัวไปเสีย” “เขียนคำสารภาพผิดเสีย อย่าได้ดื้อด้านต่อไปอีกเลย” “คำสารภาพผิดหรือ” นางทวนคำ “เจ้าอยากให้ข้าเขียนว่าอะไร เขียนว่าปองร้ายองค์หญิงสี่ ทำร้ายภรรยาเอก สังหารเด็กในครรภ์อย่างนั้นหรือ...” “...” “แต่จะทำอย่างไรเล่า ในเมื่อข้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิดเสียหน่อย ข้าไม่มีอะไรจะเขียน” “ต่อให้ไม่เขียนเจ้าก็ต้องรับโทษอยู่ดี จะยื้อเวลาไปทำไม” ทว่าหากนางยอมเขียน บางทีโทษประหารอาจลดเหลือเพียงเนรเทศตลอดชีวิตเท่านั้น เซียวจางหย่งกำลังมอบความเมตตาครั้งสุดท้ายให้แก่สตรีที่ตนเคยรัก ทว่าถึงกระนั้นเขาก็ปากหนักเกิดจะบอกความคิดออกไป “เขียนก็ตาย ไม่เขียนก็ตาย เช่นนั้นเหตุใดข้าต้องเขียน” “เสวี่ยหนิง ถือเสียว่าเห็นแก่ความสัมพันธ์ของพวกเราในอดีต จงเขียนเสียเถิด ข้าไม่อยากให้ระหว่างเราไม่เหลือกระทั่งความทรงจำดี ๆ” “ความทรงจำดี ๆ หรือ” นางยิ้มไปไม่ถึงดวงตา “เจ้าโง่หรือ ระหว่างเรามันไม่เหลืออะไรตั้งแต่วันที่เจ้าคุมตัวข้ามาที่นี่แล้ว” “...” “คนที่เคยเป็นสหายในวัยเยาว์ของเจ้า สตรีที่เคยรักเจ้าจนหมดใจ คนผู้นั้นตายไปตั้งนานแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะตายไปตั้งแต่วันที่นางต้องแต่งเข้าสกุลเซียวในฐานะภรรยารอง” “สามปีก่อนข้าโง่เขลาเกินไป ทั้งที่เป็นคู่หมั้นของเจ้ามาก่อนผู้อื่น แต่เพราะยศศักดิ์จึงทำให้ต้องแต่งเข้าจวนของเจ้าในฐานะภรรยารอง ทว่าข้าก็ยังรักเจ้ามากเกินกว่าจะยึดถือศักดิ์ศรี ข้ายอมถูกผู้อื่นนินทาเพื่อจะอยู่เคียงข้างคนที่ดีกับข้ายิ่งกว่าใคร ข้าดีดลูกคิดรางแก้วในใจเป็นพันครั้งแต่ก็ยังได้คำตอบว่า การได้เป็นภรรยารองของเจ้าก็ยังดีกว่าต้องทนอยู่ในนรกสกุลเหลียง ทว่ากว่าข้าจะรู้ว่าข้าคิดผิดก็สายไปเสียแล้ว ข้ามารู้ตัวเอาตอนที่กำลังจะถูกลากขึ้นสู่ลานประหาร” “...” เซียวจางหย่งไม่กล้าตอบสิ่งใดออกไปแม้แต่คำเดียว “เซียวจางหย่ง เจ้าจงไสหัวไปเสีย หากอยากให้ได้คำสารภาพก็ไปขอบรรพบุรุษตระกูลเซียวเอาเถิด” “เหลียงเสวี่ยหนิง อย่าให้ข้าต้องทำรุนแรงกับเจ้าเลย” เซียวจางหย่งบอกระคนถอนหายใจ เหลียงเสวี่ยหนิงฟังเช่นนั้นนางพลันลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากเงามืดไปเผชิญหน้ากับอดีตสามี นางต้องการให้อีกฝ่ายเห็นสภาพของนางได้ถนัดตามากขึ้น มือเรียวเอื้อมไปสัมผัสได้ใบหน้าของคนเคยเคียงหมอน นางถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเย็นชา “รุนแรงหรือ เจ้าดูสภาพของข้าให้เต็มตา ตลอดสองเดือนมานี้ข้าได้รับความรุนแรงมาทุกรูปแบบแล้ว เหลือแค่ความตายเท่านั้นที่ข้ายังไม่ได้รับเสียที เจ้าจะทำรุนแรงกับข้าอย่างไรอีกเล่า เจ้าอยากทำอะไรก็ทำเถอะ แต่ข้ามีบางอย่างอยากถามเจ้า เซียวจางหย่ง ข้าก็เป็นภรรยาของเจ้าเช่นกัน เจ้าไม่เหลือความรักให้ข้าสักนิดเลยหรือ เหตุใดถึงได้เชื่อคำคนอื่นแต่ไม่คิดจะเชื่อคำพูดของข้าสักนิด” เซียวจางหย่งปัดมือสกปรกออกจากใบหน้า “เหลียงเสวี่ยหนิง เรื่องของเรามันจบไปตั้งแต่วันที่เจ้าสังหารทายาทของข้าแล้ว” คำตอบที่ไม่ได้เหนือกว่าความคาดหมายทำให้ภายในคุกเหม็นอับเกิดเสียงหัวเราะดังลั่นขึ้นอีกรอบ เหลียงเสวี่ยหนิงเอ่ยเป็นครั้งสุดท้ายว่า “หากอยากได้คำสารภาพก็กราบเท้าข้าเสียสิ” “เจ้า!” เซียวจางหย่งโมโหจนถึงขีดสุด เมื่อรู้ว่าไม่อาจทำให้เหลียงเสวี่ยหนิงยอมฟังได้ เขาจึงฟึดฟัดแล้วเดินออกจากคุกไป ทิ้งให้เหลียงเสวี่ยหนิงมองตามแผ่นหลังด้วยแค้นเคือง เซียวจางหย่งเคยเป็นคนที่นางพึ่งพามากที่สุด ทว่าวันนี้เขากลับเป็นคนที่เลือดเย็นกับนางยิ่งกว่าที่คนสกุลเหลียงเคยกระทำเสียอีก
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม