“ผมไม่ได้จับปูลมมาสักยี่สิบปีได้แล้วมั้ง เพราะฉะนั้นทักษะของผมกับคุณคงไม่แตกต่างกันเท่าไรหรอก”
พนักงานสาวของเขาหันไปปรึกษากับเด็กๆ เหมือนแต่ละคนจะมีสีหน้ายุ่งยากใจ
ระหว่างที่ต่างก็กำลังตัดสินใจอยู่นั้น สองหนุ่มที่กำลังเซ็งเพราะพลาดการได้เห็นสาวสวยในชุดเปียกน้ำมองหน้ากันก่อนจะพูดขึ้น
“มันก็ไม่ค่อยแฟร์นะครับ เพราะยังไงคุณเพชรก็เคยจับมาก่อน”
“ใช่ครับ ถ้าจะแข่งกันจริง ผมว่าต่อให้พี่สาวหน่อยก็ดีนะครับ”
สายตาคมปราดไปทางสองหนุ่มอย่างรู้ทันว่ากำลังเรียกคะแนนความสนใจจากหญิงสาว แต่ชายหนุ่มยักไหล่ ไม่คิดลงแข่งกับคนที่เทียบชั้นไม่ติดสักนิด
“ฉันก็ไม่ได้คิดเป็นจริงเป็นจัง แค่อยากทำอะไรสนุกๆ ผ่อนคลายบ้าง เอาเป็นว่า ถ้าแพ้ฉันเลี้ยงข้าวเย็นทุกคนมื้อนี้ แต่ถ้าชนะ ไม่ต้องเลี้ยงฉัน แค่มีบทลงโทษนิดหน่อย สนุกๆ ขำๆ โอเคไหม”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘เลี้ยงข้าว’ เด็กแต่คนละคนก็ตาวาวขึ้นมาทันที แม้กระทั่งสองหนุ่มก็พลอยเก็บอาการไม่อยู่
“เย้...ดีๆ ครับ”
เด็กๆ กระโดดชูมือร้องตอบรับอย่างไม่ลังเล
ศศิได้แต่ยิ้มแหยๆ แน่นอนว่าข้อเสนอไม่น่าปฏิเสธสักนิด หญิงสาวจึงไม่กล้าทำให้เด็กๆ ผิดหวัง รู้สึกอยากชนะขึ้นมาตงิดๆ
“ถ้าตกลง นายสองคนมากับฉัน ส่วนเด็กๆ ก็ไปกับพี่สาวนะ”
“ทำไมล่ะครับ”
สองหนุ่มหน้าเหวอไม่ยอมรับในทันที แต่เพชรไม่ตอบแค่ยกยิ้มมุมปากขณะเหลือบมองหญิงสาวคนเดียวในกลุ่ม แม้ไม่ได้ส่งซิกให้แต่คิดเธอคงเข้าใจว่าเขาเปิดโอกาสให้เด็กๆ ช่วยเธอ
“พระอาทิตย์ตกแล้ว แป๊บหนึ่งคงมืด เล่นแค่สิบนาทีก็พอ”
เพชรบอกพร้อมเริ่มถอดรองเท้ากับถุงเท้า แล้วพับขากางเกงขึ้นสูงถึงเข่าก่อนจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน หญิงสาวจึงพาเด็กๆ แยกไปอีกทาง ส่วนสองหนุ่มก็เดินตามเขาไปอย่างไม่มีทางเลือก
เวลานี้ไม่มีพระอาทิตย์ดวงโตแล้ว แสงสีส้มสะท้อนบนขอบฟ้ากำลังค่อยๆ กลืนไปกับความมืดที่เข้าครอบคลุม พระจันทร์ดวงจางๆ ปรากฏขึ้น
ร่างสูงใหญ่นั่งคุกเข่าลงกับโคลนเฉอะแฉะอย่างไม่กลัวหมดหล่อ กางเกงกับเสื้อของเขาเปื้อนโคลนแต่ชายหนุ่มไม่แคร์แม้จะต้องคลานตามปูตัวน้อยและพลาดเป้าหมายบ้างก็ตาม แทนที่จะหงุดหงิดเพชรกลับนึกสนุกเสียมากกว่า
ทางด้านศศิมีเด็กๆ คอยช่วยจับให้ เพราะแม้จะนั่งลงคุกเข่าเธอก็ยังแทบจะจับไม่ได้ หญิงสาวได้แต่แอบมองไปยังคนตัวโตเสียมากกว่า ภาพของเจ้านายคลานไปมาบนโคลนทำเอาหญิงสาวต้องเม้มปากตัวเองไว้ไม่ให้หลุดยิ้มหรือหัวเราะออกมา
“พี่สาว เร็วเข้า ทางนั้นๆ มันหนีไปแล้ว”
หญิงสาวหันไปตามเสียงเรียกแล้วรีบขยับตัวไปทางนั้นทันที คิดว่าอย่างน้อยก็จับให้ได้สักตัวก็ยังดีจะได้ไม่ละอายใจ
เสียงแว่วๆ ของเด็กๆ อยู่ไม่ห่างนัก ทว่าเพชรมุ่งมั่นกับปูตัวนี้เกินกว่าจะหันไปมอง มือหนายื่นออกไปพร้อมกับจังหวะโถมตัวไปข้างหน้า มั่นใจว่าเขาจับมันได้แน่ขณะวางมือตะปบลงไปบนตัวมัน แต่ในช่วงเดียวกันก็มีมือบางวางทับลงมา มากกว่านั้นคือร่างสาวพุ่งมาใส่เขาเสียโครมใหญ่
“โอ๊ย”
ช่วงจังหวะที่ถูกชนแขนกำยำก็รวบร่างอีกฝ่ายไว้ ขณะที่ตนเองผงะล้มนั่งก้นกระแทกลงบนโคลน รู้สึกปลายคางเลื่อนกึกเพราะโดนชนจากศีรษะที่ต่ำกว่า
เกิดความเงียบขึ้นในขณะนั้น ขณะที่ศศิกุมหัวกับหน้าผากตัวเองแล้วรีบถอยออกจากคนตัวโต ดีที่เธอไม่ได้ทับไปบนตัวเขา
“ขอโทษค่ะ”
หญิงสาวเอ่ยเบาๆ ขณะที่เด็กๆ เริ่มหน้าเสียเพราะเพชรเจ็บตัว สองหนุ่มเองก็ทำหน้าไม่ถูกกลัวว่าชายหนุ่มจะไม่พอใจขึ้นมา
คิ้วเข้มขมวด มือจับคางตัวเอง ทว่ามือของเขาเปื้อนโคลนอยู่ทำให้หน้าเปื้อนไปด้วย เพชรเองก็รู้สึกได้จึงเลื่อนมือออกมาดู ใบหน้าคมนิ่งเฉยจนทุกคนที่มองเขาเงียบกริบ คิดว่าหลานเจ้าของเกาะจะโวยวายขึ้นมา แต่แล้วชายหนุ่มกลับค่อยๆ หลุดขำออกมาทีละนิดก่อนจะกลายเป็นหัวเราะเสียงดัง
“ฮ่าๆ ๆ ๆ”
เพชรนึกสภาพหน้าตนแล้วก้มลงมองตัวเองก็ยิ่งขำ เชื่อเลยว่าคงดูไม่จืดแน่ๆ
ศศิมองคนที่หัวเราะหน้าเหวอ เมื่อหันไปมองเด็กๆ กับสองหนุ่มแต่ละคนก็สีหน้าไม่ต่างกัน หญิงสาวกวาดมองคนที่ไม่เหลือสภาพรองประธานโรงแรมแล้วแอบกลืนน้ำลาย มันก็น่าตลกอยู่หรอกแต่แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าหัวเราะเขา
“ผมยอมแพ้แล้ว ไปล้างตัวกันดีกว่า”
ชายหนุ่มบอกขึ้นมาเพราะถังเล็กที่ใส่ปูก็ถูกเขาชนล้มไปแล้ว ไม่เหลือให้นับได้ ส่วนถังของหญิงสาวเด็กๆ เป็นคนถือไว้ ไม่ต้องนับให้เสียเวลาเขาก็แพ้ราบคาบ
“จะดีเหรอคะ”
ศศิถามเบาๆ อย่างเกรงใจ
“แล้วไม่ดีตรงไหน หืม...เด็กๆ นายสองคนด้วย”
เพชรหันไปหาแนวร่วมเพราะรู้ดีว่ากองเชียร์อยากให้เขาแพ้ทั้งนั้น แล้วก็ได้คำตอบเป็นการส่ายหน้าและเด็กๆ ยิ้มแป้น ชายหนุ่มจึงหันมายกคิ้วข้างหนึ่งให้หญิงสาว แล้วพอมองหน้าเธอชัดๆ เขาก็หลุดขำขึ้นมาอีก
ศศิกะพริบตางุนงงกับปฏิกิริยาของอีกฝ่าย แต่เพราะรู้สึกเจ็บจึงยกมือขึ้นเพื่อจะแตะหน้าผากซ้ำอีกครั้ง ทว่ามือหนากลับคว้ามือเธอเอาไว้
คนร่างเล็กกว่าสะดุ้งที่อยู่ๆ อีกฝ่ายก็จับมือแต่ชายหนุ่มพูดขึ้นมาก่อน
“มือคุณเปื้อน”
ศศิรู้ตัวทันที และก่อนหน้านี้เธอก็จับหน้าผากแล้ว จึงเข้าใจว่าคนตรงหน้าขำอะไร ในขณะที่ชายหนุ่มปล่อยมือเธอโดยไม่มีอ้อยอิ่งใดๆ
“รีบไปล้างตัวเถอะ แล้วเดี๋ยวพาเด็กๆ มาขึ้นรถผม”
ชายหนุ่มสั่งพร้อมกับลุกขึ้น และยังใจดียื่นมือให้หญิงสาวตรงหน้า
ศศิลังเลเล็กน้อยก่อนจะส่งมือให้เขาฉุดขึ้น ไม่อยากให้อีกฝ่ายมองว่าเธอเรื่องมาก
เป็นอีกครั้งที่เพชรปล่อยมือหญิงสาวในทันที จุดนี้ทำให้เธอรู้สึกสบายใจกับเขามากกว่าผู้ชายที่เคยเจอมาก่อนหน้านี้ หลังจากมีข่าวแย่ๆ นั้นออกมา สายตาที่หลายคนมองเธอเต็มไปด้วยความต้องการแอบแฝงอยู่ ถ้ามีโอกาสได้จับมือไม่มีใครยอมปล่อยโดยง่ายเลยแม้แต่คนเดียว
ชายหนุ่มหันไปทางสองหนุ่มก่อนเอ่ยถาม
“แล้วนายสองคนมายังไง”
“มอเตอร์ไซค์ครับ”
“งั้นตามไปร้านมุกพาราไดซ์คาเฟ่นะ”
ชายหนุ่มบอกชื่อค่าเฟ่ใหญ่ในเกาะที่คาดว่าอีกฝ่ายต้องรู้จัก สองหนุ่มพยักหน้ารับในทันที เพชรจึงหันมาหาหญิงสาวอีกครั้ง
“มาเถอะ”
เขาบอกแล้วเดินไปหยิบรองเท้าของตัวเอง ก่อนจะเดินนำไปยังจุดล้างตัวริมหาดที่ทำเอาไว้ แถมยังแยกชายหญิงเพื่อความสะดวกอีกด้วย
เพชรพาเด็กๆ มาส่งถึงหน้าบ้านพักเพราะค่อนข้างเย็นมากแล้ว โดยเขาถามเบอร์พ่อแม่กับเด็กและโทรบอกเรียบร้อย แม้พนักงานจะดูงงๆ แต่ก็ไม่ติดใจอะไรเพราะเป็นเจ้านาย ส่วนสองหนุ่มยกมือไหว้เขาก่อนจะขี่มอเตอร์ไซค์แยกไปตั้งแต่หน้าร้าน ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นญาติกับพนักงานเด็กๆ จึงสนิทสนมด้วย
“จริงๆ ฉันเดินไปเองก็ได้นะคะ”
หญิงสาวบอกอย่างเกรงใจ เพราะเขาขับรถมาส่งเธอต่อทั้งที่ให้เธอลงพร้อมกับเด็กๆ ก็ยังได้ ศศิพักอยู่ในโซนของผู้หญิงล้วนด้านในสุด ที่แยกออกมาเพื่อจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัย
“ฝนตก อย่าเรื่องมากน่า”
ชายหนุ่มบ่นคนที่ทำตัวเกรงอกเรงใจจนเกินเหตุ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเขาก็เคยเห็นเธอขึ้นรถไปกับจารุพงษ์ ถึงวันนั้นจะมีคนอื่นอยู่บนรถด้วยแต่หญิงสาวนั่งหน้าและเพิ่งมาทำงานวันแรก
ดวงหน้าสวยหันมองคนที่อยู่ๆ ก็พูดเสียงเข้มและห้วนขึ้นทั้งที่ก่อนหน้านี้เขายังคุยกับพนักงานพ่อแม่เด็กอย่างยิ้มแย้ม
“ขอบคุณค่ะ”
เธอพูดขึ้นเพราะไม่อยากคิดมาก และนึกขึ้นมาได้ว่ามีเรื่องจะพูดกับเขา
“รีบไปหน่อยมั้ง ยังไม่ถึงเลย”
“ฉันอยากขอบคุณวันนั้นน่ะค่ะ ฉันจำคุณได้”
เพชรเหลือบมองอีกฝ่ายนิดหนึ่งแล้วพยักหน้ารับรู้ ท่าทางของเขาเหมือนไม่ได้ใส่ใจเท่าไรนัก
“วันนั้นตอนขึ้นแท็กซี่กลับฉันเห็นรถคุณจอดอยู่ ก็เลยอยากขอบคุณน่ะค่ะ”
คิ้วเข้มกระตุกเมื่อหญิงสาวพูดในสิ่งที่เขาไม่ทันคิดถึง และไม่คิดด้วยว่าเธอจะมองเห็นรถเขาแล้วจำได้
“อืม”
ชายหนุ่มตอบแค่นั้นแล้วเงียบไปศศิจึงไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรต่อ
ทั้งคู่เงียบกระทั่งรถมาถึงหน้าบ้านพักของพนักงานหญิง
“ขอบคุณอีกครั้งค่ะ”
หญิงสาวบอกแล้วเปิดประตูก้าวลง ฝนตกค่อนข้างแรงแค่ก้าวออกไปเธอก็เปียกโชกแล้ว เพชรมองก่อนจะหันกลับไปหยิบสูทที่เบาะหลังรีบก้าวตามคนที่กำลังวิ่งไปให้ถึงตัวอาคาร
ร่างที่อยู่ๆ ก็วิ่งมาชิดพร้อมกับเม็ดฝนที่บางลงทำให้ศศิหันมองแล้วก็เห็นว่าเป็นเจ้านายเธอใช้เสื้อสูทของเขามาบังฝนให้ แม้จะไม่สามารถกันได้จนสนิทแต่ก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง เมื่อมาถึงชายหลังคาที่ยื่นออกมาทั้งคู่จึงหยุด ทว่าร่างสูงใหญ่ยังยืนใกล้เธอและใช้สูทบังฝนต่อ
“คุณไม่น่าลงมาเลย แบบนี้ก็เปียกหมดสิคะ”
“ช่างเถอะน่า”
น้ำเสียงชายหนุ่มดูไม่พอใจหน่อยๆ
“ขอบคุณค่ะ”
ศศิไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากนี้แล้ว
ดวงตาคู่สวยสบกับตาคมที่ก้มลงมามองอยู่เช่นกัน ทั้งคู่ต่างก็เงียบไปชั่วอึดใจ เพราะความใกล้ชิดที่ตัวเกือบจะติดกันทำให้ศศิรู้สึกใจหวิวแปลกๆ จึงหลบสายตาเขา
เพชรเห็นอีกฝ่ายหลบตาจึงรู้ว่าเขามองเธอนานเกินไป แต่พอเหลือบเห็นเสื้อสีฟ้าตัวบางที่เปียกลู่ทั้งตัวจนแนบเนื้อเผยสัดส่วนน่ามองแบบที่ไม่ต้องจินตนาการ เขาจึงเอาเสื้อคลุมปิดให้เธอ ทว่ามันทำให้แขนกำยำต้องอ้อมโอบตัวอีกฝ่ายกลายๆ คนที่ตกอยู่ในอ้อมแขนเขาชั่วขณะหนึ่งตัวแข็งทื่อ
“คุณเอาไปเถอะ”
“แล้วคุณจะกลับยังไงคะ”
“เรื่องเล็กน้อย คุณน่ะเข้าห้องไปได้แล้ว”
เขาบอกก่อนร่างสูงใหญ่จะหมุนตัววิ่งฝ่าฝนออกไป ปล่อยให้ศศิได้แต่มองตามโดยไม่ได้เอ่ยขอบคุณสำหรับเสื้อของเขา
หญิงสาวยืนมองรถคันโตขับออกไปจนลับตาก่อนจะขึ้นบันไดบ้านพัก อยู่ๆ ก็ใบหน้าร้อนขึ้นมาเพราะกลิ่นจากเสื้อสูททำให้คิดถึงดวงตาคู่คมที่มองเธออย่างไม่อาจคาดเดาความรู้สึกได้
======