ในตอนนี้หิรัญได้อาคเนย์มาเลี้ยงแล้ว เขาจึงไม่จำเป็นต้องเสแสร้งทำดีกับไอ้เด็กนี่อีก สามเดือนที่ผ่านมาเขาก็สะอิดสะเอียนเต็มทนแล้ว ทุกวันที่เห็นหน้ามันก็เหมือนมีเข็มนับร้อยทิ่มแทงในหัวใจ ใบหน้าที่คล้ายกับผู้หญิงแพศยาและสามีทรยศนั้น แทบจะทำให้เขาอยากจะฆ่ามันให้ตายๆ ตามพ่อกับแม่ของมันไป
เมื่อเข้ามาในนั่งในรถท่าทีของหิรัญก็เปลี่ยนไป จากที่มักจะมีรอยยิ้มอบอุ่นที่ประดับอยู่บนใบหน้าอยู่เสมอ ในตอนนี้ใบหน้าหล่อเหลากลับกลายเป็นเฉยชา แววตาที่จ้องมองอย่างอ่อนโยนก็แปรเปลี่ยนเป็นรังเกียจ
“คนที่อยู่ที่บ้านของอารัญจะชอบผมหรือเปล่าครับ” อาคเนย์ถามเสียงเบาอย่างใสซื่อ พร้อมกับก้มมองมือเล็กๆ ของตัวเองด้วยท่าทางไม่มั่นใจและหวาดหวั่น
“เมื่อก่อนฉันเคยอยู่กับสามี แต่เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาสามีของฉันประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ที่นั่นเลยเหลือแค่ฉันคนเดียว”
อาคเนย์ตกใจที่จู่ๆ หิรัญเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวเอง แต่เขากลับตกใจเรื่องที่หิรัญเจอมากกว่า เพราะว่าเขาเองก็เพิ่งจะสูญเสียครอบครัวไปจากอุบัติเหตุเหมือนกัน จึงเข้าใจถึงความเสียใจนี้ เขาไม่รู้จะพูดอะไร เลยเอื้อมมือเล็กไปจับของหิรัญ หวังจะปลอบประโลมอีกฝ่ายเหมือนอย่างที่อีกฝ่ายก็ช่วยปลอบประโลมเขามาตลอด แต่พอมือของเขาสัมผัสโดนมือหนา หิรัญก็สะบัดมือเขาออกอย่างแรง พร้อมกับตวาดเสียงดังใส่เขาอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
“กล้าดียังไงถึงได้มาแตะตัวฉัน!”
อาคเนย์ที่เป็นเด็กตกใจกลัวจนตัวสั่น น้ำตารื้นเลยไหลออกมาจากดวงตากลมโตทันที เขารีบเก็บมือกลับ แล้วบอกเหตุผลที่ตัวเองทำไปเมื่อครู่ เพราะกลัวจะทำให้หิรัญโกรธ
“ผมแค่อยากจะปลอบ ขอโทษครับ”
หิรัญได้ยินก็ยิ่งเดือดดาล กล้าดียังไงถึงคิดจะมาปลอบเขา ใบหน้าหล่อแค่นยิ้มเยาะไม่รู้ว่าจะสมเพศตัวเองหรือเด็กข้างๆ ดี ก่อนจะเอื้อมมือไปบีบคางของอาคเนย์ไว้แล้วถามเสียงราบเรียบ
“อยากรู้ไหมว่าสามีของฉันเป็นใคร” อาคเนย์กลัวหิรัญที่เป็นอย่างนี้ เด็กชายส่ายหน้าทั้งน้ำตา แต่หิรัญก็ไม่คิดจะสนใจ “สามีของฉันก็คือพ่อของแก แม่ของแกเป็นผู้หญิงแพศยาที่มาแย่งสามีของฉันไป ส่วนแกมันก็เป็นลูกที่เกิดจากชู้กับสามีของฉัน แกมันเป็นลูกเมียน้อยที่ไม่ควรได้เกิดมาบนโลกนี้”
อาคเนย์โตพอที่จะฟังหิรัญรู้เรื่อง หลังจากอีกฝ่ายพูดจบน้ำตาก็ยิ่งไหลออกมาจากดวงตากลมเป็นสาย เขาได้แต่สายหน้า ไม่ยอมรับว่าพ่อของตัวเองจะเป็นสามีคนอื่น และไม่เชื่อว่าแม่ของตัวเองจะเป็นเมียน้อย ปากเล็กได้แต่พึมพำเสียงเบา
“ไม่จริง ฮึก ไม่จริง อารัญโกหก”
หิรัญเพิ่มแรงบีบที่มือ ทำให้อาคเนย์เจ็บจนเบ้หน้า
“ฉันจะโกหกแกไปทำไม ที่ผ่านมาแกไม่คิดบ้างเหรอว่าทำไมพ่อของแกถึงไม่อยู่บ้านเดียวกับแก ตลอดสิบปีที่แกเกิดมา เขาก็อยู่กับฉันมาโดยตลอด ทะเบียนสมรสของฉันกับพ่อแกยังอยู่ที่บ้าน ถ้าไม่เชื่อฉันจะเอามากางให้แกดูชัดๆ ก็ได้”
เด็กน้อยพูดอะไรไม่ออก จริงอย่างที่หิรัญพูด ตั้งแต่จำความได้แม่ก็มักจะบอกกับเขาว่าพ่อทำงานอยู่ที่ต่างจังหวัด จะได้กลับมาบ้านก็นานๆ ครั้ง หรือกลับมาครั้งหนึ่งก็จะอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งคืน แล้วก็ต้องรีบร้อนออกจากบ้านไปในเช้าวันถัดมา
“...”
“ก่อนหน้านี้ฉันต้องเสแสร้งทำดีกับแกเพื่อจะได้เอาแกมาเลี้ยงที่บ้าน แต่แกรู้ไหมว่าในใจของฉันเป็นยังไง ทุกครั้งที่ฉันเห็นหน้าแกมันก็ทำให้ฉันนึกถึงพ่อกับแม่ของแก แต่ละวันฉันต้องพยายามหักห้ามใจไม่ให้เผลอลงมือฆ่าแก แกมันเป็นมารหัวขนที่สองคนนั้นทิ้งไว้ให้เป็นเสี้ยนหนามตำหัวใจฉัน เพราะฉะนั้นจำใส่กะโหลกไว้ให้ดีว่าฉันเกลียดแก ต่อจากนี้อย่าได้คิดจะมาทำตัวสนิทสนมกับฉันอีก”
หิรัญไม่คิดจะพูดถึงเรื่องพินัยกรรมหรือทรัพย์สินที่อาคเนย์จะได้รับ เพราะไม่อยากให้เด็กนี่รู้เรื่องนั้น พอพูดจบเขาก็สะบัดมือออกจากหน้าของอาคเนย์อย่างแรง ทำให้ใบหน้าเล็กที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาหันไปอีกทางหนึ่ง ก่อนจะหยิบเอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดมือราวกับว่าเพิ่งสัมผัสสิ่งที่น่ารังเกียจ
ความจริงเรื่องของพ่อกับแม่ที่ได้รู้ในวันนี้ก็ทำให้อาคเนย์ช็อคหนักมากพออยู่แล้ว พอมาเจอหิรัญที่เปลี่ยนไปราวกับไม่ใช่คนที่เคยรู้จัก เขาก็ยิ่งช็อคกว่าเดิม เด็กชายร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาอย่างหนัก เมื่อไม่กี่นาทีก่อนเขายังวาดฝันและจินตนาการถึงความสุขที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ทำไมจู่ๆ มันถึงได้กลายเป็นแบบนี้ ทำไมมันถึงไม่มีความสุขเหมือนอย่างที่เขาคิดเอาไว้..
บ้านของหิรัญเป็นบ้านหลังใหญ่กึ่งคฤหาสน์ที่ดูหรูหราราคาแพง ในบ้านหลังนี้นอกจากจะมีหิรัญแล้ว ยังมีแม่บ้านอีกสองคน คนสวนและคนขับรถอาศัยอยู่ด้วย ตั้งแต่ที่อาคเนย์ก้าวเท้าเข้ามาเหยียบที่นี่ เขาก็ต้องพบกับสายตาของทุกคนที่มองมาอย่างชิงชังและปฏิบัติต่อเขาไม่ได้ต่างไปจากหิรัญ เพราะอาคเนย์เป็นลูกที่เกิดจากเมียน้อย คนงานในบ้านย่อมเข้าข้างเมียหลวงอย่างหิรัญผู้เป็นเจ้านาย
อาคเนย์กลายเป็นคนที่มีสถานะต่ำที่สุดภายในบ้าน ไม่มีใครสักคนที่คิดจะสงสารหรือเห็นใจ การกินอยู่จึงยิ่งลำบาก ห้องนอนของอาคเนย์คือห้องเก็บของเหม็นอับที่เต็มไปด้วยไรฝุ่น ในห้องนี้ไม่มีเตียงหรือฟูกให้ใช้นอน เขาเลยต้องนอนขดตัวอยู่บนพื้นสกปรกและใช้แขนหนุนศีรษะแทนหมอน ผนังทั้งสี่ด้านถูกปิดทึบไม่มีหน้าต่างสักบานให้เห็นแสงสว่างหรือระบายอากาศจากข้างนอกที่ไม่ต่างอะไรจากกรงขังนักโทษ หลอดไฟที่มีก็เปิดไม่ติด ทำให้ทุกวันเด็กชายต้องอยู่ลำพังในความมืดอย่างหวาดกลัว ส่วนอาหารที่อาคเนย์ได้กินในแต่ละวันก็จะเป็นเศษของเหลือจากหิรัญ วันไหนหิรัญกินหมด เขาก็จะไม่ได้กินข้าว แต่ถ้าวันไหนมีเศษอาหารเหลือ เขาก็จะได้กิน แต่มันก็ไม่ได้มากพอที่ช่วยประทังความหิวในแต่ละวัน จนนานเข้าก็เริ่มมีอาการปวดแสบปวดร้อนในกระเพาะ
ความทุกข์ทรมานที่ได้เจอทำเด็กชายร้องสะอื้นไห้ เขาไม่อยากอยู่ที่นี่ เขาอยากกลับไปอยู่ที่บ้านเด็กกำพร้า อย่างน้อยที่นั่นก็ดูแลเขาเป็นอย่างดี มีเตียงนุ่มๆ ให้นอน มีอาหารให้กินจนอิ่ม แต่สิ่งที่ทำให้อาคเนย์ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิมก็เพราะเขาคิดถึงพ่อกับแม่ หากพ่อกับแม่ยังอยู่ เขาก็คงไม่ต้องมาอยู่กับปีศาจร้ายอย่างหิรัญแบบนี้
อาคเนย์ร้องไห้จนกระทั่งผล็อยหลับไป รู้สึกตัวตื่นอีกทีก็เป็นตอนที่ถูกใครบางคนเขย่าตัวปลุก พอลืมตาขึ้นก็เห็นหิรัญยืนกอดอกอยู่ปลายเท้า เมื่อครู่นี้อีกฝ่ายคงใช้เท้าปลุกเขา..
“แกจะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงเมื่อไหร่กัน”
“ขอโทษครับ”
“รีบไปอาบน้ำแต่งตัว ฉันจะพาแกไปสมัครเข้าโรงเรียน” หิรัญกดตาต่ำมองอาคเนย์อย่างเกลียดชังแกมสมเพช ก่อนพูดทิ้งท้ายไว้อีกหนึ่งประโยค แล้วออกจากห้องไป “เอาผ้าเปื้อนฝุ่นมาห่มนอน สกปรกชะมัด”
ภายในห้องนี้ไม่มีอะไรที่จะใช้ห่มได้เลยนอกจากผ้าคลุมของเก่าๆ ที่เปื้อนฝุ่น เพื่อคลายความหนาวช่วงกลางดึก เขาเลยจำเป็นต้องเอามันมาห่มอย่างไม่มีทางเลือก เด็กชายเม้มริมฝีปากเข้าหากัน อยากจะร้องไห้ แต่ก็ต้องกลั้นมันเอาไว้ แล้วลุกจากพื้นแข็งๆ เพื่อไปอาบน้ำแต่งตัว
ต่อให้หิรัญจะเกลียดชังอาคเนย์ยังไง แต่เขาก็ไม่สามารถปล่อยปะละเลยเด็กนี่ได้ ช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงที่ผู้ดูแลบ้านเด็กกำพร้าคอยติดตามการเลี้ยงดูของเขากับอาคเนย์ หากเขาไม่ให้เด็กนี่ไปโรงเรียน ทางบ้านเด็กกำพร้าก็จะใช้สิทธิ์ทางกฎหมายเอาตัวอาคเนย์คืน เขาเลยจำเป็นต้องพาอาคเนย์ไปสมัครเรียนที่โรงเรียนประถมเอกชนที่ดีที่สุด
หลังจากสมัครเรียนเสร็จ เขาก็พาอาคเนย์ไปซื้อของจำเป็นที่จะต้องใช้ในการไปโรงเรียนที่ห้างสรรพสินค้าต่อ หิรัญเลือกซื้อเสื้อผ้าและอุปกรณ์การเรียนอย่างดีให้กับอาคเนย์ ยังไงตอนนี้เด็กนี่ก็ได้ชื่อว่าเป็นลูกบุญธรรมของเขา ถึงแม้จะเป็นแค่ในนาม แต่เขาจะไม่ปล่อยให้ใครมาดูถูกตัวเอง เพราะไอ้เด็กนี่เป็นต้นเหตุแน่
เมื่อซื้อของจนครบก็เที่ยงพอดี หิรัญจึงเดินไปกินข้าวเที่ยงที่ร้านอาหารญี่ปุ่นภายในห้าง โดยมีอาคเนย์หิ้วของส่วนหนึ่งตามหลัง เข้ามาในร้านพนักงานก็รีบมาต้อนรับ พอได้ที่นั่งหิรัญก็สั่งราเมนของตัวเอง ก่อนจะชำเลืองสายตามองไปที่อาคเนย์ที่เอาแต่นั่งก้มหน้าก้มตาอยู่ฝั่งตรงข้าม
“อยากกินอะไรก็สั่ง”
เมื่อได้ยินคำถามของหิรัญ เด็กชายก็เงยหน้าขึ้น แล้วถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ ด้วยเสียงที่แผ่วเบา
“ผมสั่งได้เหรอครับ”
หิรัญชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าปกติอาคเนย์จะต้องกินของเหลือจากเขา จึงไม่แปลกที่จะถามอย่างนี้
“อืม สั่งสิ”
อาคเนย์ได้ยินหิรัญอนุญาต เขาก็รีบเปิดเมนู แล้วเลือกชุดข้าวเซทหมูทอดที่ตัวเองอยากจะกิน รอไม่นานอาหารที่สั่งก็มาวางอยู่ตรงหน้า เด็กชายที่ไม่ได้กินข้าวดีๆ มานานร่วมอาทิตย์รีบใช้ช้อนตักข้าวเข้าปากจนหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ นี่เป็นมื้อแรกหลังจากที่อาคเนย์ออกมาจากบ้านเด็กกำพร้าได้กินจนอิ่ม
เมื่อกินข้าวเที่ยงเสร็จหิรัญก็เอาบิลไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ อาคเนย์เลยไปรออยู่ด้านนอกร้าน เขาเห็นแม่ลูกคู่หนึ่งเดินไปซื้อไอศกรีมร้านใกล้ๆ ก็นึกถึงตัวเองกับแม่ ปกติเวลามาห้าง แม่ก็มักจะซื้อไอศกรีมโคนให้เขากินเสมอ จู่ๆ น้ำตาก็พานจะไหลออกมา พอหิรัญจ่ายเงินค่าอาหารเสร็จ เขาก็รีบขออีกฝ่ายไปห้องน้ำเพื่อแอบไปเช็ดคราบน้ำตา ออกมาจากห้องน้ำอาคเนย์ก็เห็นหิรัญยืนหันหลังอยู่เลยรีบเดินไปหา
“อารัญ”
หิรัญหันกลับมาพร้อมกับส่งถ้วยไอศกรีมให้กับเขา
“เมื่อกี้ฉันเห็นว่าแกดูอยากกิน ฉันเลยซื้อมาให้”
อาคเนย์มองหิรัญด้วยสายตาตกตะลึง ก่อนจะรีบยื่นมือออกไปรับไอศกรีมถ้วนนั้นมาถือไว้
“ขอบคุณครับ”
“ตักกินถนัดหรือเปล่า ถ้าไม่ถนัดเอาของมาให้ฉันถือก่อนก็ได้”
ของที่หิรัญถืออยู่ก็มีไม่ใช่น้อย อาคเนย์เลยส่ายหัวปฏิเสธ
“ผมกินได้ครับ”
ทั้งที่พูดไปอย่างนั้น แต่พอเอาเข้าจริงอาคเนย์กลับตักไอศกรีมใส่ปากได้ทุลักทุเลมาก จนสุดท้ายหิรัญก็ต้องเป็นคนแย่งถุงที่อยู่ในมือของอาคเนย์มาถือไว้อย่างหงุดหงิด
“แกนี่มันอวดเก่ง”
อาคเนย์มองหิรัญที่เดินนำหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสน พออยู่ในบ้านหิรัญก็จะร้ายกาจกับเขา พอออกมาข้างนอกอีกฝ่ายก็จะดีกับเขา แม้คำพูดคำจาของหิรัญจะดูใจร้าย แต่นั่นก็ทำให้เขานึกถึงหิรัญในช่วงสามเดือนแรกที่ได้เจอกัน
อาคเนย์รีบตักไอศกรีมเข้าปาก เพราะกลัวจะละลาย ขณะเดียวกันก็เดินตามหลังหิรัญไม่ห่าง ถ้าหากออกมาข้างนอกแล้วหิรัญจะใจดีกับเขา เขาก็อยากจะออกมาอย่างนี้ทุกวัน เพราะหิรัญที่เป็นอย่างนี้ คือคนที่เขาอยากอยู่ด้วย..