ดวงตาสีม่วงเข้มจ้องมองไปยังกลุ่มคนบนโต๊ะอาหารอย่างสังเกต เมื่อเห็นถึงความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนจากแต่ก่อน ตาคมกวาดมองทุกคนที่หันมาพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า ก่อนที่สายตาจะไปหยุดอยู่กับสตรีซึ่งกำลังอ้าปากค้างและมองมาที่เขาอย่างตกตะลึง
‘เป็นเจ้าจริง ๆ งั้นสินะ...’
ความยินดีสายหนึ่งแล่นผ่านดวงตาของ ‘หวงหลง’ ไปอย่างรวดเร็วขณะที่จ้องตรงไปยัง ‘น้องสาวในนาม’ เขาได้ข่าวจากเฟยหลงตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วว่านางสูญเสียความทรงจำและทำตัวแปลกไปมาก ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่ได้รู้สึกประหลาดใจกับเรื่องที่ว่าเลยสักนิดเดียว
“ข้าไม่ได้กลับมาที่นี่เพียงครู่เดียว เสี่ยวฉีลืม ‘ท่านพี่’ อย่างข้าไปเสียแล้วหรือ?”
ฉีเหวินถึงกับทำหน้าไม่ถูกขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของคนตรงหน้า นอกจากคำเรียกขานที่ฟังดูเหมือนสามีภรรยาจนน่าขนลุกนั่นแล้ว ไอท่าทางอ้าแขนเหมือนรอรับอะไรบางอย่างที่ทำอยู่มันหมายความว่าอย่างไร!? นี่ข้าต้องเดินเข้าไปในอ้อมกอดนั่นด้วยอย่างนั้นหรือ!?
แม้จะพอเดาได้อยู่จากเส้นผมทองอร่ามและท่าทางสูงส่งเกินอาจเอื้อม ว่าคนผู้นี้จะต้องเป็น ‘หวงหลง’ หรือ ‘เทพมังกรทอง’ ซึ่งเป็นพี่ชายบุญธรรมของเจ้าของร่างนี้อย่างแน่นอน ทั้งฉีเหวินเองก็พอจะเคยได้ยินเรื่องการตามใจอย่างไม่มีที่สิ้นสุดระหว่างสองพี่น้องนี่มาบ้าง แต่นางไม่เห็นเคยรู้เลยว่าทั้งคู่มีความสนิทสนมแนบชิดกันมากถึงเพียงนี้
“เสี่ยวฉี”
เมื่อถูกเรียกซ้ำอีกครั้ง ร่างกายของฉีเหวินก็ขยับไปเองอย่างไม่รู้ตัว แม้ในตอนนี้นางจะยังสับสนอยู่ แต่เอาเป็นว่าตามน้ำกับอีกฝ่ายไปก่อนก็แล้วกัน!
ร่างเล็กเดินเข้าไปใกล้คนที่อ้าแขนรอตนเองอย่างระมัดระวัง ก่อนที่นางจะถูกรวบตัวเข้าไปใกล้และจมหายไปในอ้อมกอดของอีกฝ่ายในชั่วพริบตา
หญิงสาวได้แต่ยืนตัวแข็งค้างเพราะไม่คุ้นเคยเลยกับการต้องใกล้ชิดกับใครเหมือนอย่างตอนนี้ เช่นเดียวกับสายตาอีกห้าคู่ซึ่งจับจ้องไปยังคนที่กอดกันกลมด้วยความตกตะลึงไม่แพ้กัน
“...คิดถึงข้าหรือไม่?”
ฉีเหวินแทบจะหาเสียงของตนไม่เจอ เพราะทันทีที่เงยหน้าขึ้น คนที่กอดตนไว้ก็กำลังจ้องมองมาด้วยสายตาที่ดูจะซับซ้อนเสียเต็มประดา ประกายความยินดีและโหยหาราวกับเฝ้ารอนางมานานแสนนาน ทำให้
ฉีเหวินรู้สึกลำบากใจไม่น้อยยามต้องพูดโกหกออกไป
“ข้าคิดถึงท่านพี่เจ้าค่ะ” แม้จะยังไม่เข้าใจกับนิสัยของคนผู้นี้สักเท่าไหร่ แต่ฉีเหวินก็เลือกที่จะเออออตามหวงหลงไปอย่างง่ายดาย
เฟยหลงที่ตั้งสติได้ก่อนใครเพื่อนจึงเร่งเอ่ยปากทำลายบรรยากาศชวน ‘ขัดใจ’ นั่นลงในทันที
“พี่ใหญ่... ท่านจะล้อเล่นกับฉีเหวินมากไปแล้วกระมัง? ข้าบอกท่านไปในจดหมายแล้วว่านางสูญเสียความทรงจำ การที่ท่านทำเช่นนี้อาจทำให้นางตกใจได้มิใช่หรือ?”
แม้คำพูดนั้นจะฟังดูสุภาพเรียบร้อยเหมือนอย่างปกติ แต่กับ
หวงหลงที่อยู่กับอีกฝ่ายมานาน มีหรือจะไม่สังเกตเห็นถึงตะกอนความหงุดหงิดในดวงตาคู่นั้น ยิ่งเห็นว่าสัตว์เทพทั้งสี่ยังทำท่าทางเหมือนตกตะลึงกันไม่หาย หวงหลงก็ยิ่งรู้สึกสำราญใจอย่างบอกไม่ถูก
“ก็ข้าอยากให้นางลองเรียกข้าว่า ‘ท่านพี่’ ดูบ้างนี่นา เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เจ้าถึงกับอารมณ์เสียขึ้นมาเลยอย่างนั้นหรือ?”
“...แม้ท่านจะเป็นพี่ชายบุญธรรมของนาง แต่ถึงอย่างไรก็เป็นบุรุษ ชายหญิงหากใกล้ชิดกันเกินไป เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องเหมาะ”
หวงหลงทำราวกับคำตำหนิของน้องชายเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่าน เขาปล่อยร่างอ่อนนุ่มในอ้อมกอดให้มีระยะห่างเล็กน้อยพอไม่ให้อึดอัด
แต่กระนั้นก็ยังโอบเอวนางไว้ไม่ยอมปล่อย ก่อนจะแกล้งโน้มหน้าลงไปใกล้ใบหูน้อย ๆ และพูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่เบานัก
“เสี่ยวฉี เช่นนั้นเพื่อความยุติธรรม เจ้าไปกอดเฟยหลงสักทีดีหรือไม่? เขาจะได้ไม่ต้องอิจฉาข้าน่ะ”
“หวงหลง!”
น้ำเสียงแข็งกระด้างของเฟยหลงที่ดังขึ้นนั้นทำเอาฉีเหวินซึ่งกำลังเบี่ยงตัวออกจากอ้อมแขนของเทพมังกรถึงกับยิ้มแห้งกับสถานการณ์ตรงหน้า
คนผู้นี้ช่างเป็นคนยียวนกวนประสาท ทั้งที่รู้ดีแก่ใจแท้ ๆ ว่าพ่อครึ่งมังกรหมายความว่าอย่างไร แต่ก็ยังไม่วายกลั่นแกล้งเขาอีก โดยที่นางไม่ได้รับรู้เลยสักนิดว่า นี่นับเป็น ‘ครั้งแรก’ ที่เฟยหลงกล้าขึ้นเสียงกับพี่ชายต่างมารดาเช่นนี้
“ท่านอย่าไปแกล้งท่านพี่เฟยหลงเช่นนั้นสิเจ้าคะ”
“ท่านพี่เฟยหลงงั้นหรือ?”
ฉีเหวินพยักหน้าแทนการตอบคำถามนั้นครั้งหนึ่ง หลังจากที่ตัดสินใจเอ่ยปากห้ามการหยอกล้อของสองพี่น้องสายเลือดมังกร ด้วยรู้สึกสงสารพ่อคนสุภาพที่ถูกกลั่นแกล้งอยู่เสียเต็มประดา ก่อนที่นางจะหันมาโค้งตัวให้คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยท่าทางสงวนกิริยามากขึ้น
“ข้าคิดว่าท่านพี่หวงหลงคงจะทราบดีอยู่แล้ว ถึงเรื่องที่ข้าความจำเสื่อมไปเมื่อไม่นานมานี้...” นางเว้นวรรคเล็กน้อยเพื่อสังเกตปฏิกิริยาของคนตรงหน้า กระทั่งเห็นว่าเขาพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ ฉีเหวินจึงเริ่มพูดต่ออีกครั้ง
“เพราะเหตุนั้น ข้าจึงรู้สึกไม่คุ้นชินกับท่านที่เพิ่งได้พบกันในวันนี้เท่าไหร่นัก และอาจจะเผลอทำตัวเสียมารยาทไปบ้าง ฉีเหวินจึงอยากขออภัยท่านเอาไว้ก่อน...”
หญิงสาวคำนับให้คนตรงหน้าครั้งหนึ่งด้วยท่าทางเกร็ง ๆ เพราะกลัวอีกฝ่ายอาจจะไม่เชื่อในคำแก้ตัวนั้น ตรงข้ามกับหวงหลงที่ไม่ได้คิดอะไรมากมาตั้งแต่แรกแล้วนั้น ซึ่งกำลังก้มลงจับไหล่ของคนตัวเล็กให้ยืดตรงขึ้นอีกครั้งด้วยท่าทีสบาย ๆ ก่อนจะตอบกลับไปให้อีกฝ่ายได้เบาใจ
“เรื่องเล็กน้อยพวกนั้น ข้าไม่เก็บมาใส่หรอกเสี่ยวฉี”
หวงหลงคิดเช่นนั้นจากใจจริง เพราะตัวเขาชอบเสี่ยวฉีที่เป็นเช่นนี้ยิ่งกว่าอะไร มือใหญ่ลูบลงไปบนศีรษะของฉีเหวินแทนคำปลอบใจครั้งหนึ่ง ก่อนจะพูดกับเจ้าของดวงตากลมใสถึงสิ่งที่ตนเองต้องการ
“แต่ข้าไม่ชอบเลยที่เจ้าพูดจาห่างเหินกับข้าแบบนี้... หากข้าจะขอให้เจ้าเรียกว่า ‘พี่ใหญ่’ ดังเดิม จะเป็นคำขอที่มากเกินไปหรือไม่?”
แน่นอนว่าฉีเหวินตอบรับคำร้องขอของคนตรงหน้าไปอย่างง่าย เพราะนางไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องปฏิเสธสักนิด
การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับหวงหลงซึ่งเป็นใหญ่ที่สุดในที่แห่งนี้
ดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ชาญฉลาดกว่า ทั้งฉีเหวินเองก็ไม่ได้อยากเป็นศัตรูกับใครมาก ตราบใดที่สามารถอยู่ที่นี่อย่างสงบสุข เรื่องอื่นนางก็ไม่ขอยุ่งเกี่ยว
จะว่าไป... บางทีนางอาจจะต้องรีบใช้ช่วงเวลาที่หวงหลงกลับมาในตอนนี้ เพื่อพูดคุยเรื่องการคืนอิสระให้กับสี่สัตว์เทพหรือเปล่า? เพราะเท่าที่ถามจากลี่ฟางมา ดูเหมือนเทพมังกรทองผู้นี้มักจะหายหน้าหายตาไปจากที่นี่อยู่บ่อย ๆ ด้วยนี่นะ
“พี่ใหญ่เจ้าคะ คือว่าข้า...”
หญิงสาวที่เพิ่งตัดสินใจได้ว่าจะพูดคุยเรื่องนี้กับ ‘พี่ชายบุญธรรม’ พูดขึ้นมาอย่างลืมตัว โดยไม่ได้สังเกตเลยสักนิดว่าหวงหลงและเฟยหลงกำลังสนทนากัน นางอยากจะตีปากตัวเองที่พูดขึ้นมาไม่ดูสถานการณ์เช่นนี้ยิ่งนัก แต่กระนั้นหวงหลงกลับหันมาให้ความสนใจอย่างไม่ลังเล
“ว่าอย่างไร? เสี่ยวฉีมีอะไรจะพูดกับข้าอย่างนั้นหรือ?”
“คือ... ข้ามีเรื่องอยากจะปรึกษาพี่ใหญ่เป็นการ ‘ส่วนตัว’ เล็กน้อยน่ะเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าหลังจากนี้ พี่ใหญ่สะดวกหรือไม่เจ้าคะ?”
หวงหลงชะงักไปครู่หนึ่งราวกับกำลังคิดถึงสิ่งที่ตนเองจะต้องทำหลังจากนี้ กระทั่งถูกเฟยหลงกระแอมไอกดดันมาหนึ่งที คล้ายกับเป็นการเตือนกลาย ๆ ถึงกองงานที่สุมอยู่บนโต๊ะทำงานซึ่งถูกผลักภาระไปที่เฟยหลงมาแล้วพักใหญ่นั้น เขาจึงต้องจำยอมปฏิเสธคำขอของน้องสาวบุญธรรมสุดที่รักไปในที่สุด
“พูดตามตรง หลังจากนี้ข้าก็มีงานต้องไปสะสางต่ออีกไม่น้อย แต่หากเจ้ามีเรื่องด่วนแล้วละก็...” เพราะเป็นคำขอจากคนตรงหน้า สุดท้ายเทพมังกรทองก็ยั้งปากที่จะตามใจนางไม่ได้
ฉีเหวินถึงกับส่ายหน้าปฏิเสธแทบไม่ทันเมื่อได้ยินประโยคนั้น
ของหวงหลง
นางก็พอรู้อยู่หรอกนะว่าชอบตามใจกันจนเสียนิสัย แต่ถึงขนาดทิ้งงานมาเพื่อคุยเรื่องการกระทำไร้สาระในอดีตพรรค์นั้น มันก็ดูจะเกินไปหน่อย
“เรื่องของข้ามิใช่เรื่องด่วนอะไร เอาไว้พี่ใหญ่มีเวลาเมื่อไหร่ ข้าค่อยไปปรึกษาท่านตอนนั้นก็ได้เจ้าค่ะ”
เอาเถอะ... ถึงอย่างไรนางในตอนนี้ก็น่าจะยังมีเวลาอีกเหลือเฟือ เพราะอย่างน้อยที่สุด สถานการณ์ระหว่างนางและสี่สัตว์เทพในตอนนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนอย่างตอนที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาในร่างนี้อีกต่อไป แม้มันอาจจะส่งผลให้พวกเขาต้องอยู่ที่นี่นานขึ้นสักหน่อย แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าการต้องอยู่ที่นี่ตลอดไปกระมัง
“เช่นนั้นพี่ใหญ่ก็ตั้งใจทำงานนะเจ้าคะ ข้าจะขอตัวไปเข้าครัวเตรียมขนมส่วนของท่านเพิ่มก่อน ...เมื่อเช้าข้าไม่ทราบมาก่อนว่าพี่ใหญ่จะกลับมา เลยไม่ได้ทำเผื่อท่านเอาไว้เลย” ไหน ๆ วัตถุดิบในครัวก็ยังมีเหลืออยู่อีกมาก
หากทำขนมอะไรมาเอาใจเขาบ้าง ก็คงจะไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะถึงอย่างไรนางก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว
“ให้ข้าไปช่วยดีหรือไม่?”
เป็นเรื่องน่าแปลกที่จู่ ๆ จะเฟยหลงเอ่ยปากอาสามาช่วยนางเช่นนี้ แม้นที่ผ่านมาเราจะเริ่มสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น แต่นอกจากตอนที่ป่วย ปกติแล้วเขาก็ไม่ได้มาใช้เวลาร่วมกับนางเท่าไหร่ ฉีเหวินกำลังจะปริปากตอบรับน้ำใจที่อีกฝ่ายหยิบยื่นมาให้ด้วยรอยยิ้มเหมือนอย่างทุกครั้ง ทว่าเสียงของหวงหลงที่ดังขึ้นมาขัด กลับทำให้ประโยคนั้นสลายหายไปในพริบตา
สุดท้ายแล้วนางจึงได้แต่เดินจากมาพร้อมกับลี่ฟางเพียงสองคน...