A episode 17eb
โดย Ginoichi
"ข้าวไหมผู้กอง?"
หมวดศิระ ถามขึ้น เมื่อเห็นว่าคนที่ชวนเขามากินข้าวยังคงนั่งนิ่ง ซ้ำยังกอดอกทำหน้าถมึงทึง ไม่มีท่าทีว่าจะลุกไปไหน
"หมวดจะกินอะไรก็กิน ผมขอนั่งสักหน่อย!"
น้ำเสียงขรึมเจือไปด้วยความหงุดหงิดไม่น้อย ทำเอาหมวดศิระต้องขมวดคิ้ว เพียงแต่เขาเองก็ไม่ใช่คนที่ชอบซักถาม จึงพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินไปหาแม่ค้าสาวตรงหน้าแบบที่เคยทำ
"เหลืออะไรบ้างครับ"
หมวดศิระ ถามเสียงเรียบ
"ตอนนี้ข้าวหมดแล้วค่ะ ถ้าหมวดจะเอาเป็นขนมจีนแทนก็ได้ค่ะ กับข้าวมีแกงเขียวหวานไก่ กับเเพนงเนื้อ"
"งั้นเอาเขียวหวานหนึ่ง แพนงหนึ่งครับ "
บราลีพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะรีบจัดอาหารให้ตามคำขอ เพียงชั่วครู่ถาดอาหาร2ถาดก็ถูกยื่นออกไปให้ชายตรงหน้า
และนั่น ทำให้หมวดศิระต้องขมวดคิ้วซ้ำอีกรอบ นายทหารหนุ่ม เบนสายตาไปหาผู้บังคับบัญชาที แม่ค้าสาวตรงหน้าทีด้วยความแปลกใจ
'แปลก...มันแปลกไปหมด'
'ไม่ได้คิดไปเองแน่ มันต้องมีอะไร'
หมวดศิระคิดในใจพรางคว้าเอาถาดอาหารเดินดุ่มๆกลับมาที่โต้ะ เมื่อมาถึง จากตัวเขาเองบ่นมาทั้งทางว่าหิวนักหิวหนา เมื่อเจอสถานการณ์ตรงหน้า ข้าวที่รสโอชา มันกลับทำเขากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ว่าก็ว่าเถอะ จะให้เขาหลับหูหลับตากลืนมันลงคอไปได้อย่างไร ก็ในเมื่อคนตรงหน้า ทำท่าทำทางบอกบุญไม่รับเสียขนาดนี้
ครั้นจะลุกหนีก็ไม่เข้าท่า
แต่จะให้นั่งมองหน้า เขาเองก็เต็มกลืน
เมื่อคิดได้ดังนั้น ก็เอาวะ! ตัดสินใจถามออกไปสักตั้ง ดีกว่านั่งสงสัยอยู่แบบนี้
ผู้หมวดหนุ่มรวบช้อนในมือวางลงข้างตัว ก่อนจะเอ่ยปากถามในสิ่งที่ใจคิด โดยไม่ได้คำนึงสักนิด ถึงสิ่งที่ตามมาหลังจากนี้ ว่าคนตรงหน้าจะอารมณ์เสียมากขึ้นอีกขนาดไหน
"ผู้กองครับ..อย่าว่าผมเสือกเลยนะ"
"เสือก..หมวดกำลังเสือก"
หมวดศิระหน้าม่านทันทีที่ได้ยินประโยคสวนกลับพร้อมใบหน้าที่ถมึงทึงของผู้กองหนุ่ม
'นั่นประไร แล้วใครจะกล้าถามต่อ'
เขาคิดในใจ พร้อมกับส่งยิ้มแหยกลับไปให้
"เสือกก็เสือกครับ...เอาเป็นว่า ผมถามหน่อย ว่าวันนี้ผู้กองไปกินอะไรผิดสำแดงมาครับ ถึงได้ทำหน้างอคอหักเป็นปลาทูแม่กลองอยู่ทั้งวัน"
"มันผิดวิสัยผู้กองนะครับ"
ผู้กองชวิน ปลายตามองอีกฝ่ายชั่วครู่ ดวงตาคมกริบ ก็ยังอดมองเลยไปยังแม่ค้าสาวที่ง่วนอยู่กับการเก็บของข้างหลังไม่ได้ ใช่ว่าถ้อยคำที่หมวดศิระถามมาจะไม่เข้าหูเขากลับกันมัน
'เข้าสิ...เข้าทุกคำเลย '
เพียงแต่เป็นตัวเขาเองต่างหาก ที่หาคำตอบให้กับคำถามนั้นไม่ได้
'อยู่ดีๆ สมองมันก็ตื้อ หัวมันก็ตันขึ้นมาเสียอย่างนั้น'
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบก็ป่วยการจะถามต่อ หมวดศิระจึงเปลี่ยนเป้าหมาย จากใบหน้านิ่งขรึมของผู้กองหนุ่ม กลับมาตักขนมจีนเข้าปากแก้เก้อไปพรางๆ
กินไปกินมาจนหมดถาด ก็ยังไม่เห็นว่า ผู้กองหนุ่มจะตักในส่วนของตัวเองเข้าปากเลยสักนิด เอาแต่มองแม่สาว ที่ครั้งหนึ่ง เจ้าตัวเคยออกปากว่ารำคาญนักหนาอยู่อย่างนั้น มองจนหมวดศิระยังรู้สึกร้อนๆหนาวๆแทน ซ้ำยังออกอาการสงสัย ว่าหากเป็นตัวเขาเองที่ถูกผู้กองอคินณ์จดจ้องอยู่อย่างนี้ ด้วยระยะห่างแค่นี้ ฝ่ายที่ถูกถ้ำมองจะไม่รู้ตัวเลยหรือ
"มองตั้งแต่มา จนเขาเก็บร้านเลิกลากลับบ้านก็ยังมอง "
"คนเรานี่น้า ไม่รู้จะคิดให้มันยากทำไม ข้องใจอะไรทำไมไม่คุยกัน"
ไม่เพียงแค่คิดในใจ ปากเจ้ากรรมก็ไม่วายหลุดแซะออกมาจนได้สิหน่า
หมวดศิระ แทบจะเอามือตะครุบปากตัวเองใว้ในทันทีที่รู้สึกตัว แต่กลับช้าไป
เมื่อคนที่อารมณ์ไม่รู้จะดีอยู่แล้วกลับเสือกไสถาดอาหารของตัวเองมาให้ พร้อมคำพูดที่ฟังอย่างไร ก็คล้ายกับคำขู่เสียมากกว่า ไปอีกหนึ่ง ประโยค
"หิวมากก็กินเข้าไป"
"จะได้รู้ว่าปาก เขามีใว้ใช้กินข้าว"
เสียงขรึม ที่เย็นเฉียบ เอ่ยชัดถ้อยชัดคำ พร้อมกับสายตาคมกริบที่ถูกส่งมาปราม คล้ายกับบอกเป็นนัยๆว่า
'กินเข้าไป'
'ถ้ายังไม่หยุดเสือก..กูเอาจริง'
เล่นเอาหมวดศิระไปไม่เป็น อาจเป็นเพราะเขารู้จักอีกฝ่ายดีว่าหากผู้กองอคินณ์ตัดสินใจจะไม่พูดแล้ว ต่อให้ทำเช่นไรอีกฝ่ายก็ไม่ยอมปริปาก หากจะรบเร้าให้ผู้กองอคินณ์เอ่ยถึงเรื่องที่เขาสงสัยใคร่รู้ เขาไปชักถามเอาจากบราลี ยังดูจะง่ายเสียกว่า เพราะรายนั้น แต่ไหนแต่ไรมาก็ปากสว่างยิ่งกว่าอะไรยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผู้กองหนุ่มแล้ว อีกฝ่ายยิ่งมักจะชอบพูดไม่หยุด
ทางด้านบราลี ที่แยกตัวออกมาจากโรงอาหาร ใบหน้าหวานก็ดูเศร้าซึมลงถนัดตา ดวงตากลมโตที่เคยสุกใส มาบัดนี้ฉายแววความเหนื่อยล้าออกมาชัดเจน ในคราวแรก ที่เห็นผู้กองหนุ่ม ความรู้สึกลึกๆมันดีใจที่เจอเขา หากแต่มันเพียงชั่วครู่เท่านั้น ก่อนมันจะถูกแทนที่ไปด้วยความเจ็บแปลบๆ เข้ามาแทนที่ ใจมันพะวงไปถึงเจ้าแมวตัวน้อยที่ที่เธอรบเร้าเอาไปเป็นภาระฝากเค้าใว้ ว่าเจ้าตัวอ้วนจะเป็นเช่นไรหนอ เขาจะปฏิบัติต่อมันเฉกเช่นเดียวกับที่ทำกับเธอไหม
แน่ละ ขนาดเจ้าของมัน เขายังไม่เคยปฏิบัติตนเข้าข่ายกับคำว่ารักษาน้ำใจ นับประสาอะไรกับสัตว์มีขนที่พูดไม่ได้กัน เมื่อยิ่งคิดยิ่งฟุ้งซ่าน
ยิ่งคิดนานยิ่งคิดไม่ตก ร่างเล็กจึงรีบกุลีกุจอ ออกจากบ้าน บราลีนึกขอบคุณความจุ้นจ้านของเธออยู่ไม่น้อย ที่เมื่อก่อนชอบตามสอดส่องชีวิตเขา ความเป็นไปเป็นมาของผู้กองหนุ่มเธอจึงรู้หมด ไม่เว้นแม้กระทั่ง ตารางเวรของเขา
"เพิ่งจะ สามโมงกว่า รีบไปรีบกลับก็คงจะทัน แต่ถึงไม่ทันก็ช่างประไร เขาคงอยากให้ภาระพ้นจากเขาไปจนตัวซีดตัวสั่น"
ปากจิ้มลิ้มบ่นพึมพำตามแบบฉบับคนพาล พร้อมกับขาที่เริ่มออกทำงานก้าวเดินไปตามจุดหมายที่เจ้าของร่างคิด เพียงไม่นาน ร่างเพรียวระหงษ์ก็มาหยุดยืนหน้าบ้านพักทหารขนาดกลาง ที่เจ้าตัวเคยมาบ่อยๆ ดวงตากลมโตสอดส่ายดูต้นทางซ้ายขวา เมื่อเห็นว่าปลอดโปร่งโล่งตา ขาเรียวก็รีบจ้ำอ้าว เข้าไปในบ้านทันที
"แอ๊ด!"
"เหมียววว"
ทันทีที่ประตูไม่บานใหญ่เปิดออก ร่างอ้วนกลมของเจ้าเหมียวตัวอ้วนปุ้กก็เดินบิดขี้เกียจอุ้ยอ้ายออกมารับตามปกติ แต่เมื่อมันเห็นว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นใคร ใบหน้าที่อุ้ยอ้ายกลับเมินไปอีกทางเสียอย่างนั้น เล่นเอาบราลีที่ตั้งใจจะมารับเอาตัวมันไปถึงกับโมโหจนตัวซีดตัวสั่น
" มาอยู่กับเขาไม่ทันไร ก็ติดเอานิสัยเขามาใช้จนเมินแม่"
"เจ้าแมวนิสัยเสีย!"
เสียงหวานบ่นอุบอิบ พร้อมกับกระทืบเท้าเร่าๆ ตามนิสัยคนเอาแต่ใจ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยสักนิด ว่าคนที่ตัวเองกำลังนินทา ยืนพิงประตูห้องน้ำหันมองมาด้วยท่าทีขบขันอยู่ไม่ไกล