ตอนที่9(100%)

4279 คำ
“น้องขิมดื่มเปล่า อ้อ ดื่ม ๆ พี่จำได้ที่ผับวันนั้น งั้นเราก็ชนแก้วกัน” พี่หวายเปิดเบียร์ออกแล้วรินใส่แก้วให้เรา ฉันไม่ปฏิเสธน้ำใจ ก็ยกขึ้นดื่ม แปลกที่ฉันสามารถสนิทกับพวกพี่เขาได้อย่างไวเลยแหละ พวกเขาดูสบาย ๆ ไม่ถือตัว คิดว่าคงจะรวยน่าดูเลยแหละ เพราะดูจากของแบรนด์เนมอยู่บนตัวของพวกพี่เขาแล้ว หวายถามขึ้น “พี่ถามเรื่องส่วนตัวได้ไหม” มีมตอบแทน “สะเหล่อมาก ร้านเขาไม่ได้เปิดเพื่อให้มานั่งถามข้อมูลส่วนตัวพนักงานนะเว้ย” “มึงสิสะเหล่อ ขิมยังไม่ทันได้พูดอะไรเลย เสือกจริง ๆ กูเริ่มจะโมโหมึงแล้วนะ” แต่บางทีพวกพี่เขาก็ทะเลาะกันง่ายเกินไป “เรื่องไหนตอบได้ขิมก็จะตอบค่ะ” หวายจึงถามว่า “อายุเท่าไหร่เหรอ” “ถ้านับปีนี้ก็ยี่สิบเอ็ดค่ะ” “เหี้ย ย้อนดูตัวเองทำไมรู้สึกแก่จังวะ” “หือ พวกพี่อายุเท่าไหร่กันคะ” พอได้ยินพี่มีมพูดแบบนั้นฉันก็สงสัยทันที หวายตอบ “24 จ้ะ ถ้านับปีนี้ก็ 25” พอได้ยินคำตอบฉันถึงกับอึ้งเลย นึกว่า 22 23 หน้าเด็กมาก จริง ๆ นะ มีมหัวเราะ “ขำหน้าน้องเลยว่ะ พวกพี่แก่ใช่ไหม” พนักงานร้านก็เดินมาเสิร์ฟอาหาร ฉันจึงรีบส่ายหัวแทนคำตอบ อยู่ ๆ พี่หวายก็หยุดคุยแล้วมองไปที่โต๊ะด้านหลัง “เป็นไรอีก หรือเจอเด็กมึง?” พี่มีมถามขึ้น พร้อมกับรินเบียร์ใส่แก้ว “ใช่ แต่มันมากับใครวะ” ฉันมองตามพี่หวาย ด้วยความที่สงสัย จึงถามออกไป “คนไหนพี่” “เด็กมันเยอะจะตายน้องขิม” มีมได้ทีก็ขายเพื่อน “เดี๋ยวกูมานะ” พี่หวายลุกออกไปจากโต๊ะ เดินตรงไปที่โต๊ะนั้นทันที ฉันได้แต่เหลียวตามหลัง พี่หวายเปลี่ยนโหมดไวมาก หน้านี่ขรึมขึ้นมาทันที “น้องขิมอย่าไปสนใจเลยครับ เด็กมันเยอะ ไม่แปลกที่จะรถไฟชนกันแบบนี้” ฉันได้แต่ยิ้มแหย ๆ แทนคำตอบ รู้สึกไม่ดีเลยแฮะ พอพี่หวายเดินออกไป นายแส้ก็ทักข้อความในอินสตาแกรมมา แส้: เลิกงานกี่ทุ่ม ฉันเปิดอ่านข้อความ ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งว่าจะตอบดีไหม ฉันเลยตัดสินใจตอบกลับไป ขิม: ถามทำไม แส้: มาทำธุระแถวนี้ กินไรไหม จะซื้อเข้าไปให้ ฉันกดอ่านแล้วนั่งนิ่ง นี่เขาพูดจริงเหรอว่าจะเข้ามาหา ตอนนี้เกือบจะสี่ทุ่มแล้วด้วย ฉันยังไม่ทันได้พิมพ์ข้อความตอบกลับไปด้วยซ้ำ เสียงเหมือนแก้วตกกระทบพื้น แล้วก็ตามด้วยเสียงคนโวยวาย ฉันรีบหันไป ภาพที่เห็นคือ พี่หวายกำลังมีปากเสียงกับพี่ติณท์ ฉันรีบวิ่งไปหาตามด้วยพี่มีมที่วิ่งตามหลัง “พี่หวายมีเรื่องอะไรกันคะ” “ไอ้หวาย!” เสียงพี่มีมนิ่ง สายตาจ้องไปที่พี่หวายสลับกับพี่เม “เอ่อ..คงจะมีเรื่องเข้าใจผิดกัน ทุกคนดื่มต่อได้เลยค่ะ” ฉันร้องบอกทุกคนที่กำลังเพ่งเล็งมาที่เรา ก่อนที่พวกเขาจะเลิกสนใจ “น้องเม ไอ้นี่มันเป็นใครครับ พี่จะไม่ถามซ้ำรอบสองนะ!” “เอ่อ พี่หวายเมว่าเราค่อยคุยกันทีหลังกันดีกว่านะคะ” ฉันรีบกระซิบบอกพี่หวาย “พี่หวายคนมองใหญ่แล้ว” แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ “ว่าไง มึงเป็นใคร!” พี่หวายตะคอกใส่หน้าพี่ติณท์ จนทุกคนในร้านเงียบ นักดนตรีหยุดเล่น พี่อรวิ่งเข้ามามองดูอยู่ห่าง ๆ “เม บอกไปสิ เรามีเรื่องที่ต้องเคลียร์กันนะ” พี่ติณท์พูดจบก็จ้องหน้าพี่หวายไม่ยอมละสายตา ฉันเริ่มจะเดาอะไรออกแล้วแหละ “ติณท์แฟนเมค่ะพี่หวาย” พอพี่เมพูดจบ พี่หวายก็พุ่งเข้าหาอีกคนแล้วซัดหมัดใส่ จนพี่ติณท์ล้มลงไปนอนอยู่ที่พื้น ยังไม่พอเท่านั้นพี่หวายจะพุ่งลงไปทำร้ายพี่ติณท์ แต่มีใครไม่รู้มากระชากคอเสื้อพี่หวายแยกออกจากกันก่อน ตอนนี้คนในร้านแตกตื่น พี่อรเรียกรปภ.มา พี่เมรีบไปพยุงพี่ติณท์ขึ้น “พ่อแม่ไม่สั่งสอนหรือไงวะ” พี่ติณท์ไม่พูดเปล่า เดินเข้าไปจะชกพี่หวายฉันไม่รอช้ารีบวิ่งตัดหน้าไปขวางเอาไว้ “มึงเข้ามา!” เสียงตะโกนของพี่หวายดังมาจากข้างหลัง มีมบอกทุกคนเสียงดัง “ทุกคนออกจากร้านเลยครับ ผมรับผิดชอบเอง” ทุกคนลุกฮือออกจากร้านไปทันที รปภ.ก็ไม่กล้าเข้ามายุ่ง ทำเอาฉันหน้าเสีย จนพี่ติณท์มองหน้าฉันนิ่ง “พี่ติณท์ ขิมขอนะ ค่อยคุยกันตอนอารมณ์เย็นลงกว่านี้” พี่ติณท์ “หลีกไปขิม” “นี่ติณท์แคร์มันเหรอคะ หลีกไปสิ! ของเก่า ๆ ก็อยู่ส่วนของเก่า” ของฉันเริ่มจะขึ้น เพราะปากอีพี่เมนี่แหละ มันโรคจิตไหมวะ ผ่านมาตั้งกี่ปีแล้ว พี่ติณท์ทนคบกับมันได้ยังไงกัน “ขิมหลีกไป!” “ไม่ค่ะ นี่มันร้านเจ้านายขิม ถ้าจะทะเลาะกันก็ออกไปทะเลาะกันข้างนอก!” ฉันทนไม่ไหวอีกต่อไป ตะโกนบอกทุกคนที่อยู่ในร้าน “ยุ่งไม่เข้าเรื่อง! รู้จักกันล่ะสิถึงต้องปกป้องมันขนาดนี้” น้ำเสียงไม่พอใจพร้อมกับสีหน้าที่โกรธเอามาก ๆ ฉันไม่นึกว่าจะได้เห็นจากพี่ติณท์ ทำเอาฉันยืนนิ่งไม่ไหวติงรู้สึกอึ้งกับสิ่งที่พี่ติณท์พูดออกมา “มีอะไรไปเคลียร์กันข้างนอกครับ” แส้เดินผ่านหน้าพร้อมกับกุมมือฉันแล้วดึงฉันให้ไปหลบอยู่ด้านหลัง พี่ติณท์ตะคอก “ไม่ต้องเสือก ไอ้เหี้ยหวาย มึงออกมา” “มึง!” พี่หวายวิ่งใส่พี่ติณท์แต่โดนพี่มีมจับตัวเอาไว้ก่อน “ให้เกียรติเจ้าของร้าน ให้เกียรติพนักงานที่นี่ด้วย อยากเดี่ยวก็ไปเดี่ยวกันข้างนอก จะเอายังไง” แส้พูดโดยที่ไม่หลบสายตาพี่ติณท์เลยสักนิด จนตอนนี้เขายังไม่ปล่อยมือฉันให้เป็นอิสระด้วยซ้ำ “พี่ติณท์กลับกันก่อน เมขอนะคะ” พี่เมเดินไปคล้องแขนแล้วมองมาที่พวกเราอย่างใช้ความคิด “กูไม่จบแน่ ไอ้หวาย” พี่ติณท์ชี้หน้าพี่หวายก่อนจะพากันเดินออกจากร้านไปพร้อมกับลูกค้าคนอื่น ๆ ที่ทยอยออกไป นายแส้ปล่อยมือฉันแล้วเดินไปหาพี่อร ฉันจึงรีบเดินตามไป พี่อรถาม “นี่มันเรื่องอะไรกันขิม” “พี่อร ขิมขอโทษนะคะที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น” “เธอไม่ผิดจะขอโทษทำไมล่ะ มีมพาไอ้เหี้ยหวายมานี่” แส้พูดด้วยน้ำเสียงไม่ดีนัก พี่หวายสะบัดตัวออกจากพี่มีมก่อนจะเดินฮึดฮัดเข้ามาหาเรา “ขอโทษที่เกิดเรื่องแบบนี้นะครับ ค่าเสียหายเดี๋ยวผมรับผิดชอบทั้งหมดเอง” พี่หวายพูดจบก็ยกมือไหว้ พนักงาน รวมถึงพี่ ๆ นักดนตรี พี่อรรับไหว้แล้วก็รับรู้ ว่าพี่หวายขอรับผิดชอบทั้งหมด พี่อรหันมาบอกฉัน “ขิมกลับเถอะ วันนี้คงต้องปิดร้านแล้ว เดี๋ยวพี่โทรหาเฟียสให้” “ไม่เป็นไรค่ะ รบกวนพี่อรเยอะแล้ว เดี๋ยวขิมโทรหามันเอง” พี่อรพยักหน้าให้ฉันก่อนจะเรียกพนักงานฝ่ายอื่นมาเก็บร้าน “เรามีเรื่องต้องเคลียร์กันไอ้หวาย” แส้เริ่มพูดกับพี่หวาย “เออ จะพูดอะไรก็พูดมา” ฉันที่อยากจะรู้เรื่องระหว่างพี่เมกับพี่หวายก็ตัดสินใจถามขึ้นเลย “พี่หวายคุยกับพี่เมเหรอคะ” พี่หวายพยักหน้า ฉันเลยถามต่อ “แต่พี่หวายไม่รู้ว่าพี่เมมีแฟนแล้ว?” “ครับ” แส้แซะขึ้น “โง่” พี่มีมเสริม “ไม่ทันคน ควาย!” นายแส้กับพี่มีมก็ด่าพี่หวาย พี่หวายได้แต่ยืนนิ่ง ๆ ไม่พูดอะไร อารมณ์โกรธยังไม่หาย พี่เขาได้แต่เดินวนเวียนไปมาอยู่บริเวณนั้น “แสบจริงอีเม” “หือ เมื่อกี้ยังน้องเมอยู่เลยนี่คะ” “ตอนนี้ไม่ไหวละ น้องขิมนัดพี่คนเมื่อกี้ให้ทีนะ เรื่องค่าเสียหายของร้านให้เข้ามาวันไหนบอกพี่อีกที” “ได้ค่ะ” พี่หวายคุยอะไรเสร็จก็เดินออกจากร้านไป มีมหันมาถามอีกคน “แล้วมึงอะแส้ โผล่มาได้ไง” “มาทำธุระ” เขาตอบนิ่งๆ “นึกว่ามาหาน้องขิม ค่อยเจอกันพร่งนี้กูตามไปดูไอ้หวายก่อน” ที่จริงเขาก็มาหาขิมแหละพี่มีม นายแส้พยักหน้าให้พี่มีม เสี้ยวหน้าเขาดูน่ากลัวมาก ดวงตาที่กลมโต ฉันเผลอจ้องเขานิ่ง “รู้ว่าหล่อไม่ต้องจ้องขนาดนั้นก็ได้มั้ง” พอโดนจับได้ฉันก็รีบกระพริบตาถี่ ๆ แก้เขินให้ตัวเอง หันมองไปทางอื่นโดยเร็ว ฉันรีบหยิบโทรศัพท์ออกมาเพื่อจะโทรหายัยเฟียสให้มารับ “ดึกขนาดนี้แล้วเดี๋ยวพี่ไปส่ง” “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณสำหรับวันนี้นะคะ” เป็นเพราะฉันเกรงใจเขามากกว่า เลยพูดขอบคุณแล้วตัดบทไปเลยจะดีกว่า แต่คิดว่ามันไม่ง่ายแบบนั้นน่ะสิ “เดี๋ยวไปส่ง ไม่ต้องกลัวหรอก รู้ว่ากลัว ทีกับไอ้มีมไอ้หวายทำไมสนิทกันเร็วนักล่ะ หรือเป็นเพราะพี่บอกว่าจะจีบ หืม?” เขาเดินเข้ามาใกล้จนทำให้ฉันต้องเดินถอยหลัง “อะ...เอ่อ เดี๋ยวคนในร้านเข้าใจผิด ถอยออกไปหน่อยค่ะ” “ช่างเขาสิ ไปเอากระเป๋าเดี๋ยวจะยืนรออยู่ตรงนี้ เร็ว ๆ นะนี่ก็ดึกแล้ว” แล้วอีขิมคนนี้มีทางเลือกอื่นอีกไหมล่ะ ฉันเดินคอตกไปหยิบเอากระเป๋าที่หลังร้านเสร็จแล้วก็เดินกลับ เขายืนรอไม่ยอมไปไหนเลย นี่ต้องกลับกับนายนี่จริง ๆ เหรอ “เสร็จแล้ว” ฉันพูดขึ้นเขาก็หันกลับมาพร้อมกับยิ้มให้ ยิ้มบ้าอะไรวะ... ฉันเดินตามเขาไปที่รถ เขาขับรถออกไปโดยที่ไม่ถามสักคำว่าคอนโดอยู่ที่ไหน หรือว่าวันนั้น! วันที่เจอเขาอยู่ด้านล่างของคอนโด หรือเขาจะพักอยู่ที่เดียวกับฉัน! บ้าน่า คงจะไม่ใช่หรอกมั้ง “อะ” เขายื่นมืออีกข้างไปหยิบถุงอะไรอยู่ด้านหลังก็ไม่รู้ยื่นมาให้ฉัน “อะไร” ฉันไม่ถามเปล่าพร้อมกับค้นดูในถุง ของกินทั้งนั้นเลย ขนมปังทุกอย่าง แซนด์วิช ไส้กรอกที่เวฟมาแล้ว พร้อมขนมเลย์อีกหลายรส “ไม่รู้ว่าชอบกินอะไร เลยซื้อมาให้หลาย ๆ อย่าง” กินของพวกนี้ปะ “ทีหลังไม่ต้องซื้อมาเยอะขนาดนี้ก็ได้นะ” “ไม่เป็นไร เพราะพี่กำลังจีบขิมอยู่ เลยต้องรีบทำคะแนน” !!! เขาพูดมาทำเอาฉันตั้งตัวไม่ทันกันเลยทีเดียว นึกอยากจะพูดก็พูดอะ “ยังไงก็ขอบคุณนะคะ” ฉันเอ่ยขอบคุณเขาแค่นั้น พอถึงคอนโดเขาก็อาสาพาไปส่งถึงหน้าห้อง ฉันต้องรีบไล่เขาไปก่อนที่ยัยเฟียสจะมาเห็น เพราะฉันเองก็ขี้เกียจตอบคำถามมัน มันเปิดประตูโดยไม่สงสัยหรือถามอะไรสักคำ วันนี้ฉันรอดตัวไป ฉันเอาของไปไว้ในครัวก่อนจะมาอาบน้ำ สักพักเสียงไลน์ก็ดังขึ้น แส้: ฝันดีนะ ฉันกดอ่านทำไมรู้สึกแปลก ๆ ใบหน้าร้อนผ่าว หรือจะเป็นเพราะไม่มีใครมาบอกฝันดีแบบนี้กับฉันนานแล้ว ยัง ยังไม่จบ เขาส่งอิโมจิรูปหัวใจส่งท้ายมา จะว่าไปเขาทักฉันมาแค่ในอินสตาแกรม แล้วเขาไปได้ไลน์มาจากไหนกัน... ระหว่างที่ฉันยืนงง ยัยเฟียสก็เรียกหาก่อนจะบอกว่าซื้อ “สตรอว์เบอร์รี” มาให้แช่ไว้ในตู้เย็น พอสิ้นเสียงยัยเฟียส ฉันรีบวางโทรศัพท์วิ่งเข้าในครัวเปิดหาทันที กรี๊ด! ลูกสีแดงเต็มกล่องใสเลย “ฮือ แต้งกิ้วเพื่อนรัก” ฉันจับกล่องขึ้นมาสูง ๆ แล้วหมุนดูรอบ ๆ มีแต่ลูกใหญ่ ๆ เลยนะ รู้ใจฉันดีก็ยัยเฟียสนี่แหละ ยัยเฟียสเดินถือกล้องมา บอกว่าให้ลองเป็นนางแบบให้กับฟิล์มที่พึ่งซื้อมาให้หน่อย ฉันก็รีบจัดท่า หยิบสตรอว์เบอร์รีมาแอ๊คท่าถ่ายรูปทันที ฉันชอบมาก ชอบที่สุด “รีวิวสตรอว์เบอร์รีจากคุณหญิงขิม” ยัยเฟียสกดถ่ายรูปไปพร้อมกับพูดติดตลกไป “ไหน ขอดูบ้าง สวยไหม” “รูปสุดท้ายเบลออะ” ยัยเฟียสหันกล้องมาให้ดู มันเบลอจริง ๆ แหละ แต่แอบน่ารักอยู่ ขอเข้าข้างตัวเองวันนึง ฮ่า ๆ “เดี๋ยวเลือกรูปสวย ๆ ลงเพจ” “เพจไหน?” ฉันคืนกล้องให้ยัยเฟียสแล้วหยิบสตรอว์เบอร์รีที่อยู่ในถ้วยมากินต่อ “ในเฟซกับไอจีไง เผื่อมีคนติดต่องานมา จะได้ปัง ๆ” พอได้ยินที่ยัยเฟียสพูดก็ทำให้ฉันยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้ เฟียสมันเป็นคนที่ทุ่มเทกับคนอื่นมากจริง ๆ ฉันเท้าคางนั่งมองหน้ายัยเฟียสอยู่อย่างนั้น “ขอบคุณนะ” มันหยุดโฟกัสที่กล้อง เงยหน้าขึ้นมามองฉันแล้วยิ้มให้ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาดูรูปต่อ เรื่องที่บ้าน เรื่องชีวิตฉัน ยัยเฟียสรับรู้และมันยังบอกอีกว่า “จะไม่ยอมให้ฉันได้เสียใจหรือรู้สึกไร้ค่าที่เกิดมา" ก็ยังมีมันที่อยู่ข้างฉันมาตลอด แส้ Talk 23:35 น. “เฟียสได้ส่งหนึ่งรูปภาพ” ผมที่กำลังนั่งดื่มเบียร์อยู่ในห้องครัวพอเห็นว่าเป็นใครที่ส่งรูปมา ผมก็รีบที่จะเปิดดูในทันที ใช่ครับ ผมเป็นคนซื้อสตรอว์เบอร์รีไปฝากไว้กับเฟียสก่อนจะเข้าไปที่ร้าน แถมผมยังบอกให้เฟียสถ่ายรูปเธอมาให้ดูด้วย น่ารักเป็นบ้าเลยครับ จะว่าผมเหมือนคนโรคจิตก็ไม่แปลก ฮ่า ๆ ผมรีบกดเซฟรูปเอาไว้ในเครื่อง ก่อนจะกดเข้าอิสตาแกรมเพื่อลงรูปของเธอ ไม่มีใครรู้หรอกครับ เพราะผมตั้งแอคเป็นไพรเวท ซึ่งเธอไม่ได้ฟอลผมกลับ ผมจะลงจะโพสต์อะไรก็ได้ยังไงล่ะ เฟียส: พรุ่งนี้มีถ่ายงาน เป็นรีวิวเสื้อผ้าให้ร้าน xxx เฟียสมีเรียนฝากพี่ด้วยนะคะ นั่นไงครับ เพื่อนขิมได้ใจผมมาก เฟียสส่งโลเคชันที่ที่จะไปถ่ายแบบมาให้ แส้: ขอบคุณน้องเฟียสมากนะ เฟียส: คนกันเองพี่แส้ เฟียสแค่หวังว่าจะมีคนมาเติมเต็มความรัก จะมีคนมาเติมเต็มกำลังใจให้อีขิมมัน แส้: ครับ ว่าแต่ใครเป็นคนถ่ายรูปให้อะ เฟียสติดเรียนไม่ใช่เหรอ เฟียส: ร้านเขาเลยพี่ ยัยขิมแค่เป็นนางแบบให้ ผมกดอ่านข้อความแล้วนั่งดื่มเบียร์ต่อ รอเจอขิมพรุ่งนี้ไม่ไหวแล้ว 07: 25 น. วันนี้มีถ่ายรีวิวเสื้อให้ร้าน ๆ นึง ยัยเฟียสมีเรียนตอนเช้าซึ่งปกติจะขับรถมันไปกันสองคน วันนี้ดันไม่ว่างฉันเลยต้องนั่งแท็กซี่ไป แต่ทำไมมันลงจากคอนโดมาพร้อมฉันนะ “ตามมาทำไม ไม่ไปเรียนเหรอ” “ไปอยู่ เสื้อผ้าไปเปลี่ยนครบนะ ห้ามลืม” “อืมครบ” ฉันตอบพลางก้มลงไปเช็คดูอีกรอบ ๆ อยู่ก็มีรถมาจอดเทียบเรา รถใครวะ แต่เอ๊ะ ดูคุ้น ๆ นะ “ไปกันเลยไหม” แส้ถาม เขาอีกแล้ว! พูดจบก็ก้มดูนาฬิกาที่ข้อมือ เฟียสตอบ “ไปกันเลยพี่แส้” ฉันถาม “ไปไหน” มันจะไปไหนยัยเฟียสมีเรียนไม่ใช่เหรอ? “อ้าว มึงไม่ไปทำงานเหรอ” “ไปสิ แล้วเกี่ยวอะไรกับเขา” นายนั่นเดินอ้อมมาแย่งถุงเสื้อผ้าแล้วเดินกลับไปขึ้นรถอย่างหน้าตาเฉย “นี่! เอาคืนมานะ” ฉันรีบตะโกนจนคุณลุงยามได้ชะโงกหน้ามามอง ฉันเลยสงบปากสงบคำ จ้องหน้ายัยเฟียสนิ่ง “รีบขึ้นรถไป กูจะได้สบายใจ เพราะวันนี้กูไม่ว่าง” ยัยเฟียสพูดจบก็รีบดันหลังให้ฉันขึ้นรถไปกับนายนั่น โอ้ย ให้มันได้อย่างนี้สิ “ไม่ทำงานทำการบ้างหรือไง ตามอยู่ได้!” ทันทีที่ขึ้นรถฉันก็ถามเขาทันที “โกรธเหรอ...ที่ทำแบบนี้น่ะ” “ใช่!” ฉันตอบไปโดยที่ไม่มองหน้าเขาเลยแม้แต่น้อย “ก็ชอบเลยจีบ ไม่ชอบคงไม่มาจีบแบบนี้ หรือจะให้มันเหมือนในนิยาย ให้อยู่กินเป็นผัวเมียถึงจะจีบได้ เอาแบบนั้นก็ได้นะ ว่ายังไงล่ะ?” เขาตอบหน้าตานิ่ง ๆ นี่คงไม่ได้กำลังแกล้งฉันอยู่หรอกนะ “ถ้าทำแบบนั้นก็จะยิ่งเกลียด ไม่ชอบให้ใครมาแสดงออกขนาดนี้ไง” “ก็จีบขิมอยู่...” “ก็รู้ แต่เริ่มเหมือนคนอื่นได้ไหม ทำแบบนี้มันอึดอัด” เขาหันกลับมามองหน้าฉันแล้วก็หันกลับไปตั้งหน้าตั้งตาขับรถเหมือนเดิม “จะให้เหมือนคนอื่นก็คงไม่ได้หรอกนะ นี่แส้ ไม่ใช่ผู้ชายคนอื่นของขิม” มั่นใจไหมคะทุกคนว่าเขาไม่ได้แซะฉันอยู่ จังหวะที่เถียงกันไปมาเขากลับชะลอความเร็วของรถลง คงจะถึงง่ายอยู่หรอก เฮ้อ ชีวิตอันวุ่นวาย ฉันไม่อยากจะเถียงกับเขาจึงได้แต่นั่งเงียบ ๆ รอให้ถึงที่ทำงาน พอมาถึงที่ทำงานฉันก็เดินลงจากรถไม่ลืมถือถุงเสื้อผ้าของตัวเองลงมาด้วย ส่วนเขาก็ได้แต่วิ่งตามหลังมา ฉันเดินเข้าไปในร้านเจอพี่ที่คุยงานกันก่อนหน้านี้ เขาให้ชุดสำหรับถ่ายงานมาฉันก็รับเอาแล้วรีบไป อยู่ ๆ น้องพนักงานที่ร้านก็เดินเข้ามาถามฉัน “พี่ขิมคะ ผู้ชายที่มาด้วยกับพี่เป็นใครอ่า ไม่เคยเจอมาก่อนเลย” เจ้ากรรมนายเวร ฉันกำลังจะตอบไปอย่างที่ใจคิด แต่ก็เลือกที่จะตอบอย่างอื่นแทน “พี่ชายพี่น่ะ โสดนะ ถ้าชอบก็จีบเลย” จังหวะที่ฉันกำลังยืนคุยกับน้องอยู่เขาก็หันมาทางนี้แล้วยิ้มให้ฉันพอดี หึหึ อยากตามฉันมาเองนะ ฉันทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ให้เขา ก่อนจะรีบเข้าไปเปลี่ยนชุด แส้ Talk ผมไปนั่งรอเธอในส่วนที่เป็นที่รับรองแขกของร้าน ระหว่าง ที่นั่งรอน้องผู้หญิงที่ยืนคุยกับเธอก่อนหน้านี้เดินเข้ามาหาผม รู้สึกเหมือนเธอต้องแกล้งผมแน่ ๆ “เอ่อ เห็นพี่ขิมบอกว่า คุณเป็นพี่ชายของพี่ขิมแถมยังโสดอีกด้วย หนูขอไลน์ได้ไหมคะ” น้องพนักงานยื่นโทรศัพท์มาให้ผมแล้วทำตาปริบ ๆ ใส่ แสบจริง ๆ เลย “ขิมบอกแบบนั้นเหรอ” น้องมันก็พยักหน้า “ตอนนี้เป็นพี่ชายก็ได้ เพราะอายุเยอะกว่าขิม และกำลังจีบอยู่ อีกหน่อยคงจะได้เป็นแฟน เพราะงั้นพี่ขอไม่ให้ไลน์นะครับ” พูดจบน้องก็หน้าเหวอแล้วรีบลุกออกไปจากโต๊ะผมเลยทันที เอาดิเล่นกันแบบนี้ผมก็ไม่ว่า จัดให้เลยครับ เรื่องแบบนี้ถนัดอยู่แล้ว เธอเปลี่ยนชุดเสร็จก็เดินออกมา เป็นกางเกงยีนส์ทรงบอย ส่วนเสื้อข้างบนน่าจะเป็นเสื้อครอปไหม ผมไม่รู้อะ แต่เป็นเอวลอย หูผึ่งเลย แอบเห็นสะดือด้วย ไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะมันดันไปเห็นเอง ผมเลยมองไปทางอื่น แค่ชุดสองชุดทำไมถึงถ่ายนานนักนะ เกือบจะสองชั่วโมง ถ่ายเสร็จเธอก็ยังไปนั่งคุยกับเจ้าของร้านต่อ ผมเริ่มจะทนไม่ไหว เลยลุกออกไปดูดบุหรี่ด้านนอก “เหม็น!” เธอเดินออกมาจากร้านพร้อมกับถุงเสื้อพะรุงพะรัง อีกมือก็ถือโทรศัพท์กับถุงเล็ก ๆ ของผมที่วางไว้ที่โต๊ะก่อนจะออกมาข้างนอก ผมรีบโยนก้นบุหรี่ทิ้ง ถอยหลังให้ห่าง ๆ เธออีก แต่เธอกลับเดินเข้ามาหาผม “ก็ไหนบอกว่าเหม็น จะเดินเข้ามาใกล้ทำไม” เธอทำเสียงจิจ๊ะไม่พอใจอยู่ในลำคอ ก่อนจะพูดขึ้น “เหม็นมาก! เอ้า โทรศัพท์” เธอยื่นมาให้ผม ผมก็รับเอา “ขอบคุณ แล้วจะไปไหนต่อ” “ไปไหนต่อก็ไม่ใช่เรื่องของนายปะ กลับบ้านกลับช่องได้แล้ว” เธอออกปากไล่ผมเสียดื้อ ๆ เลย “จะเรียกแท็กซี่ว่างั้น?” “อือ” เธอตอบ ผมก็ยืนใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ขึ้นรถเถอะเดี๋ยวไปส่ง” ผมเดินไปนั่งลงตรงหน้า หยิบเชือกที่มันหลุดทั้งสองเส้นมามัดใส่กันให้มันแน่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม เด๋อมาก ยัยบื้อเอ้ย “นะ....นี่ ทำอะไร ลุกขึ้นมาเลยคนมองใหญ่แล้ว” “แคร์ทำไมสายตาคนอื่น ทีหลังก็มัดแน่น ๆ จะได้ไม่เป็นอันตราย” รองเท้าคอนเวิร์สสีหม่นเหมือนจะถูกใช้งานมานานอยู่บนเท้าเล็กตอนนี้ถูกผมผูกให้ใหม่แล้วเรียบร้อย ผมลุกขึ้นแล้วแล้วแย่งถุงเสื้อจากคนตรงหน้า เดินอ้อมรีบไปขึ้นรถ หญิงสาวก็บ่น ๆ เสียงเจื้อยแจ้วแต่ก็ยอมขึ้นรถไปกับผมอยู่ดี ผมไม่รู้ว่าเธอจะไปไหนต่อเลยตัดสินใจพาไปกินข้าวที่ห้าง ระหว่างนั้นเราก็เงียบด้วยกันทั้งคู่ พอไปถึงเธอก็ยอมลงรถโดยไม่บ่นผม สงสัยจะหิวล่ะสิท่า เราเดินเข้าไปเลือกร้าน หลังจากที่เดินวนกันอยู่นานก็มาจบที่โซนอาหาร ผมกินได้หมดครับ ไม่เกี่ยงหรอก ผมเดินตามหลังเธอเงียบ ๆ ผมไม่ค่อยหิวหรอก อยู่ ๆ เธอหยุดเดินทำให้ผมเกือบจะชนหลังเธอเข้าดีที่ยังเบรกไว้ทัน เกือบแล้ว... “ไปจองโต๊ะ ถ้าไม่สั่งอาหารก็ไปจองโต๊ะ!” เธอหันมาทำหน้าคิ้วขมวดใส่ ผมได้แต่อมยิ้ม ชอบตอนเวลาเธอบ่นหรือโกรธมาก มันน่าจับฟัดเสียจริง ๆ ผมก็เดินไปจองโต๊ะและซื้อน้ำไปไว้รอ ไม่ถึงสิบห้านาทีเธอก็ถือจานใหญ่ ๆ พร้อมกับช้อนมาในมือ “เยอะขนาดนี้ทำไมไม่ใส่ถาดมา” “ขี้เกียจเก็บ หรือจะลุกไปเอาก็ได้ ไปดิ” เถียงไม่ยอมคนฉิบหาย เฮ้อ “ทำไมชอบต่อปากต่อคำ” เธอไม่สนใจที่ผมถามด้วยซ้ำก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป “ผัดไทยหอยทอด” อะ ที่เธอซื้อมาสงสัยจะของโปรด ผมเลยเลื่อนจานของผมไปให้ “เมื่อกี้ว่าอะไรนะ” “เปล่า อิ่มไหม? กินของพี่สิ” “แล้วไม่กิน?” “ไม่ค่อยหิว กินเถอะ” เธอได้ยินดังนั้นก็รีบจัดการอาหารตรงหน้าเลยทันที พอกินเสร็จผมก็ขับรถไปส่งเธอที่คอนโด “แล้วคืนนี้เข้าร้านไหม” “เข้าสิ ต้องทำการทำงานนะ ไม่ได้ใช้ชีวิตเที่ยวเตร่เหมือนบางคน” ผมหัวเราะ “อยากสบายก็มาเป็นแฟนพี่สิครับน้องขิม” ผมจอดรถแต่ไม่ยอมปลดล็อกประตูให้ “ตลก! ตลกนักเหรอ จะปลดล็อกประตูได้ไงยัง” “คุยกันก่อนดิ” ผมหันตัวไปคุยกับเธอ เธอก็เอียงหน้ามาเล็กน้อย “จะคุยอะไรอีกล่ะ รีบ ๆ พูดมา” “เรื่องที่บอกว่าจะจีบพี่พูดจริง ๆ นะ ไม่ได้ล้อเล่นด้วย” “ไปจีบคนอื่นเถอะ อย่ามาเสียเวลากับขิมเลย ขิมยังต้องเรียนหนังสือนะ ขิมยังมีเรื่องที่อยากทำอีกตั้งเยอะ” “จะไม่ให้โอกาสกันเลยเหรอ” เธอพยักหน้าก่อนจะพูดต่อ “อีกอย่างขิมไม่ได้รู้จักพี่ดีขนาดนั้นด้วย เพราะฉะนั้นอย่ามายุ่งกับขิมอีกเลย” กี่ครั้งแล้วครับที่เธอผลักไสผมตลอด “ไม่ใช่หรอก ขิมไม่ได้คุยกับพี่แค่คนเดียวใช่ไหม” เธอพยักหน้า “ขิมว่าพี่อย่ามาเสียเวลากับขิมอีกเลย ขอให้พี่เข้าใจขิมด้วย หวังว่าพี่จะทำตามที่ขิมขอนะคะ ปลดล็อกประตูให้ด้วยค่ะ” ผมทำตามเธออย่างว่าง่าย ไม่ได้มีบ่อยนักที่จะโดนผู้หญิงไล่และปฏิเสธแบบนี้ เธอไม่ให้โอกาสผมได้เข้าไปศึกษาหรือเรียนรู้บ้างเลย ผมชอบขิมนะ แต่เมื่อออกปากขนาดนี้แล้ว ผมถอยดีกว่า ชอบก็ชอบแต่ผู้หญิงเขาอึดอัด ผมคงไม่หน้าด้านขนาดนั้นหรอกมั้ง เธอลงจากรถไปนานแล้วแต่ผมยังนั่งอยู่บนรถอยู่ที่เดิม ใช้ความคิดอยู่นาน ก็เลยตัดสินใจขับรถไปที่อู่ไอ้มีม
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม