สมาชิกใหม่ของบ้าน(1)
“ตาจักษ์ แม่อยากจะอุปการะหนูตะวัน” เสียงจากสตรีสูงวัย ผมสีดอกเลาเอ่ยปากบอกความต้องการของตนเองกับลูกชายวัยเลยกลางคน ที่ใคร ๆ ต่างเรียกว่าพ่อเลี้ยง จักษ์ เจ้าของไร่แสนศิริสุข ที่ตอนนี้กำลังนั่งอ่านข่าวสารบ้านเมืองผ่านไอแพดอยู่ตรงโต๊ะอาหาร
พ่อเลี้ยงจักษ์ลดไอแพดในมือลง พร้อมกับมองหน้ามารดาวัย70กว่า ๆ ของตนด้วยรอยยิ้มพร้อมกับตอบออกไป “แล้วแต่คุณแม่เลยครับ ผมเองก็ว่าจะคุยเรื่องนี้อยู่พอดี ผมก็มีความต้องการตรงกับคุณแม่ที่อยากจะอุปการะเด็กคนนั้นเหมือนกัน มีใครเห็นแย้งอะไรไหม”
จักษ์หันไปถามผู้เป็นภรรยาและลูกชายที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย
ภัสดาส่งยิ้มให้สามีเป็นเชิงว่าไม่ขัดข้องแต่อย่างใด ส่วนบุตรชายนั้นเอาแต่นั่งหน้านิ่ว คิ้วขมวดอย่างคนใช้ความคิด
“คีย์ มีความคิดเห็นยังไงบ้าง มีอะไรไม่เห็นด้วยหรือเปล่า” ผู้เป็นบิดาเอ่ยถามออกมาอีกรอบเมื่อเห็นว่าบุตรชายนั้นยังเอาแต่นั่งนิ่ง
ชายหนุ่มเจ้าของนามว่า คีรินทร์ เงยหน้าขึ้นพร้อมกับหันไปมองบิดาที่ยังนั่งรอเอาคำตอบอยู่
“ถ้าผมบอกว่าไม่เห็นด้วยคุณพ่อกับคุณย่าจะเปลี่ยนความคิดไหมครับ”
“...” พ่อเลี้ยงจักษ์มองหน้าบุตรชายราวกับจะค้นหาคำตอบของอีกฝ่าย
“เราจะอุปการะเด็กคนนั้นในฐานะอะไรล่ะครับ ผมต้องเสียผลประโยชน์อะไรบ้างหรือเปล่า” ชายหนุ่มตอบบิดาด้วยเสียงเรียบนิ่งทว่าแฝงไปด้วยความเย็นชา
“ย่าจะอุปการะหนูตะวันในฐานะว่าที่คู่หมั้นของคีย์ ถ้าหนูตะวันเรียนจบแล้วคีย์ยังไม่แต่งงาน ย่าจะให้คีย์แต่งกับหนูตะวัน” เสียงแหบพร่าของสตรีสูงวัยเป็นผู้ตอบคำถามแทน
“ไม่เอาครับย่า! เด็กคนนั้นเพิ่งจะอายุ15เอง ผมไม่ใช่โรคจิตชอบเด็กนะครับ” ผู้เป็นหลานชายท้วงขึ้นเสียงดังด้วยความตกใจพลางทำสีหน้าฝืดเฝื่อน
“ย่าก็ไม่ได้จะให้เราแต่งกันตอนนี้เสียหน่อย อีกตั้งหลายปีกว่าหนูตะวันจะเรียนจบ”
“อีกกี่ปีผมก็ไม่เอาครับ”
“แน่ใจนะ ถ้าหนูตะวันโตมาแล้วสวยอย่ามาเปลี่ยนใจทีหลังล่ะ” ผู้เป็นย่าเอ่ยเย้า
“ไม่มีทางเปลี่ยนใจแน่นอนครับ” ผู้เป็นหลานยังคงยืนยันเสียงหนักแน่น
“เอาเป็นว่าย่าจะให้เวลาคีย์จนกว่าหนูตะวันจะเรียนจบก็แล้วกัน ถ้าคีย์มีคนที่ถูกใจคบหาจนถึงขั้นแต่งงานย่าก็ไม่ห้าม แต่ถ้าถึงตอนนั้นคีย์ยังไม่มีใคร ย่าจะให้แต่งกับหนูตะวัน” ผู้เป็นย่าเองก็ยังยืนยันคำพูดของตนเองอย่างหนักแน่นเช่นกัน
“เอาเป็นว่าตกลงตามนี้นะครับคุณแม่” จักษ์คล้อยตามมารดาที่จะให้เด็กผู้หญิงคนนั้นเข้ามาอยู่ที่บ้านในฐานะว่าที่คู่หมั้นของบุตรชายตน เพราะลึก ๆ แล้วเขาก็รู้สึกผิดกับครอบครัวของฝ่ายนั้นอยู่เหมือนกัน
“พ่อครับ!” ผู้เป็นบุตรชายหันไปโวยวายบิดาเมื่อเห็นว่าท่านเออออตามผู้เป็นย่า
“สรุปว่าคีย์ไม่เห็นด้วยเรื่องที่จะให้หนูตะวันเข้ามาอยู่ร่วมบ้านกับเราอย่างงั้นสิ” จักษ์ถามลูกชายเสียงจริงจังอีกรอบ
คีรินทร์ตั้งท่าจะตอบออกไปว่าใช่ แต่เมื่อเห็นสายตาแน่วแน่ของผู้เป็นย่าแล้วก็รู้ว่าคงจะขัดไม่ได้ จึงต้องจำยอมเอ่ยตอบออกไป “ผมจะไปขัดข้องอะไรได้ล่ะครับ เพราะต่อให้ผมไม่เห็นด้วย คุณพ่อกับคุณย่าก็คงยืนยันจะอุปการะเด็กคนนั้นอยู่ดี ถ้างั้นก็แล้วแต่คุณพ่อกับคุณย่าจะจัดการตามสมควรเลยครับ”
หญิงสูงวัยยิ้มออกมาอย่างพอใจ คีรินทร์จึงเอ่ยขึ้นต่ออีก “ขอแค่อย่างเดียวระหว่างที่เด็กนั่นเข้ามาอยู่ที่นี่ อย่าให้มายุ่งวุ่นวายกับผมก็พอ”
จักษ์ได้แต่พยักหน้าตอบลูกชายเพราะรู้ดีว่าคีรินทร์เองก็รั้นไม่เบา ถ้าได้ต่อต้านอะไรขึ้นมาก็หัวชนฝาสุด ๆ เหมือนกัน
เมื่อเห็นผู้เป็นบิดาพยักหน้าตอบรับจึงหันมาสนใจกับอาหารตรงหน้าต่อ แต่ความคิดยังประหวัดไปถึงเด็กสาวผู้เป็นหัวข้อสนทนาก่อนหน้านี้ที่มีนามว่า ‘ตะวัน ศิริกร’
เมื่อคืนที่ผ่านมาตนและครอบครัวไปฟังพระสวดอภิธรรมศพยายของเด็กสาวคนนั้น ที่อีกอำเภอหนึ่งไม่ไกลออกไป ภาพที่เห็นเจ้าหล่อนนั่งร้องไห้ปิ่มจะขาดใจอยู่หน้าโลงศพ เรียกให้แขกเหรื่อในงานต่างรู้สึกหดหู่ไปด้วยไม่ได้ และเขาก็คงจะเป็นเหมือนคนอื่น ๆ ที่คิดว่าชีวิตของเด็กคนนั้นช่างน่าสงสารเสียกระไร ถ้าเพียงแต่เขาจะไม่ได้ยินบางประโยคหลุดออกมาจากปากของเจ้าหล่อนเสียก่อน ในขณะที่กำลังจะเดินไปเข้าห้องน้ำ เขาอยากจะบอกผู้เป็นย่ากับบิดาเหลือเกินว่าเด็กนั่นไม่ได้ไร้เดียงสาแสนซื่ออย่างที่เห็น
...............................
เด็กสาววัยแรกดรุณีในชุดกางเกงยีนส์สีซีดและเสื้อสีขาวหมอง เอาแต่กอดกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กของตนเอาไว้แนบอกแน่น กวาดสายตามองไปรอบ ๆ บ้านหลังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในอาณาเขตที่ดินนับเกือบพันไร่ เธอรู้แค่ว่านับจากนี้ไปเธอต้องมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ในฐานะเด็กอุปการะของสตรีสูงวัยนามว่า ‘คุณย่าประไพ’
คำพูดของละอองผู้เป็นป้าก่อนหน้านี้ยังดังก้องอยู่ในหัว “อีคุณหญิงคุณนายอะไรนั่นเขาอยากจะอุปการะมึง เขาจะเอามึงไปอยู่ด้วยแล้วจะส่งเสียให้เรียนหนังสือ”
“หนูไม่อยากไป หนูไม่รู้จักใครที่นั่นเลยสักคน ให้หนูอยู่กับป้านะ หนูสัญญาว่าจะเป็นเด็กดีจะไม่ทำให้ป้าเดือดร้อน หนูจะทำงานบ้านทุกอย่างเลย” ว่าพร้อมกับกอดขาของละอองไว้แน่น น้ำตาไหลอาบแก้มจนดวงตาบวมช้ำไปหมด
“มึงอย่าโง่หน่อยเลยนังตะวัน คนรวยเขาอุตส่าห์จะเอามึงไปชุบเลี้ยง มึงอยู่กับกูก็มีแต่จะทำให้กูเดือดร้อน ลำพังแค่เลี้ยงดูนังจันทร์เจ้าลูกกูเองก็เหนื่อยพอตัวแล้ว มึงยังจะให้กูเอามึงมาเป็นภาระอีกเหรอ ไปอยู่กับเขาก็ทำตัวดี ๆ ล่ะ อย่าให้เขาต้องเอามึงมาคืนให้กูต้องเดือดร้อนเลี้ยงดูอีก!”
“แต่ป้ารับปากยายแล้วว่าจะดูแลหนูให้ดี” เธอถามออกไปทั้งน้ำตา จำได้ว่าก่อนผู้เป็นยายจะเสีย ละอองบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงเธอ เพราะจะช่วยดูแลให้ดีจะรักไม่ต่างจากรักจันทร์เจ้า
“เอ๊ะ..อีนี่ มึงนี่มันโง่ดักดานจริง ๆ ถ้ากูไม่พูดอย่างนั้นยายมึงจะยอมให้กูเป็นผู้จัดการมรดกเหรอ มึงจะเอาอะไรกับคำสัญญาของคนที่ตายไปแล้ว บ้านหลังนี้ตอนนี้ก็เป็นชื่อกู”
“แต่บ้านหลังนี้เป็นของแม่หนู” เด็กหญิงเถียงด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงเมื่อได้ยินสิ่งที่ป้าพูดออกมา
“แม่มึงตายไปนานแล้วนังตะวัน! ไปปลุกผีแม่มึงในป่าช้าขึ้นมาทวงสิแล้วกูจะคืนให้” พูดพร้อมกับผลักร่างเด็กหญิงตัวเล็กออกให้พ้นทาง
“ออกไปได้แล้วกูจะนอน ไปเก็บเสื้อผ้าของมึงเลยไป๊ พรุ่งนี้อีคุณนายนั่นเขาจะมารับมึงไปอยู่ด้วยแล้ว”
ตะวันเดินคอตกออกจากห้องของผู้เป็นป้าอย่างคนหมดแรง หมดสิ้นแล้วทุกอย่างในชีวิตแม้แต่บ้านของผู้เป็นแม่เธอก็ยังไม่มีสิทธิ์ และไม่สามารถรักษามันเอาไว้ได้
“แม่! นังตะวันมันจะไปอยู่กับคนรวยเหรอ แบบนี้ชีวิตมันก็ดีกว่าหนูน่ะสิ แม่แน่ใจนะว่ามันจะไปเป็นแค่คนงานในไร่” จันทร์เจ้า เด็กสาววัยรุ่นราวคราวเดียวกันที่ยืนมองอยู่เอ่ยถามแม่ขึ้นทันที ที่ตะวันเดินออกไปจากห้อง
“ไม่มีทางหรอกลูกจ๋า ยังไงลูกแม่ก็ต้องมีชีวิตที่ดีกว่านังเด็กไม่มีพ่อแม่คนนั้นอย่างแน่นอน เขาก็พูดให้ดูดีว่าขอมันไปเลี้ยงให้ได้ร่ำเรียนหนังสือ แต่จริง ๆ เขาก็คงจะขอมันไปเลี้ยงเป็นคนใช้ ไม่ก็คนงานในไร่นั่นแหละ ไม่งั้นเขาจะเอามันไปอยู่ด้วยให้เปลืองข้าวสุกทำไม!”
ทุกถ้อยคำที่ผู้เป็นป้าพ่นสบถออกมายังดังก้องในหัวของเธอไม่ขาดตกแม้แต่คำเดียว ตอนนี้ตะวันพึงตระหนักไว้ว่าเธอตัวคนเดียว ไม่มีญาติที่ไหนและไม่เป็นที่ต้องการของใคร ๆ