ลูกสาวของเขาไม่ผิดแน่!
แม่หนูน้อยหน้าหวานที่มีนามว่าอันปัน เด็กคนนี้...ที่กระชากหัวใจของเขาอย่างรุนแรง
“แม่” เจ้าตัวเล็กร้องเรียกมารดาเสียงดัง เมื่อหันมาเห็น
“มาให้แม่อ้ายกอดหน่อยเร็ว คิดถึงหนูจังเลยค่ะ”
“หา...แม่”
เจ้าตัวเล็กวางของเล่นในมือ ค่อยๆ ลุกจากพื้นอย่างเชื่องช้า ใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้ม ทำตาหยีจนคนมองได้แต่นึกเอ็นดู
โดยเฉพาะคนที่แอบมองอยู่ที่ข้างรั้ว คนที่ไม่เคยคิดว่าเราจะหลงรักรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของใครได้อย่างง่ายดาย หากคนๆ นั้นไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘ลูก’
ชายหนุ่มแอบมองภาพนั้นอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ พร้อมกับโทรไปสั่งให้ลูกน้องคนสนิทนำรถมาส่งให้ ไม่ลืมย้ำถึงความต้องการสำคัญกลับไป ทุกสิ่งที่เขาต้องการจะต้องพร้อมพรักในอีกสามชั่วโมงนับจากนี้เท่านั้น
“คิดถึงแม่หรือเปล่าคะคนสวย”
“แม่...จ๋า”
แม่หนูน้อยวัยขวบสี่เดือนที่เริ่มพูดเป็นคำได้บ้างแล้ว หัวเราะคิกคักเมื่อถูกฟัดเข้าที่พุงใหญ่ๆ
“ว่ายังไง คิดถึงแม่อ้ายหรือเปล่า”
“คิด...ถึง!” เด็กหญิงโน้มตัวมาจูบคนเป็นแม่อย่างเอาใจ
“แม่อ้ายก็คิดถึงลูกมากเลยค่ะ อยู่กับคุณยายดื้อไหมลูก”
“ไม่...ดื้อ”
แม้จะยังพูดคำติดกันได้ไม่ดีเท่าที่ควรนัก แต่อารดาก็ภูมิใจที่ลูกสาวของเธอสามารถสื่อสารความต้องการของตัวเองออกมาได้ ซึ่งทำให้ง่ายต่อการที่จะนำเด็กหญิงอันปันมาฝากคุณยายแก้วเลี้ยงในระหว่างที่เธอจำเป็นต้องออกไปหางานทำ
“ทำไมวันนี้กลับเร็วนักล่ะหนูอ้าย นี่ยังไม่สี่โมงเย็นเลย”
“วันนี้ไปสัมภาษณ์งานแค่ที่เดียวค่ะ ไม่มีที่ไหนต่อ”
คนตัวเล็กเดินมานั่งบนแคร่ไม้ตัวใหญ่ ก่อนจะปล่อยให้แม่หนูน้อยจอมซนวิ่งเล่นอยู่บนพื้นหญ้าภายใต้เงาของร่มไม้
“แล้วแบบนี้จะได้งานทำไหมล่ะลูก”
“อ้ายก็ยังไม่แน่ใจเลยค่ะ ถ้ายังไม่ได้ก็คงต้องหาไปเรื่อยๆ”
“ยายขอพูดอะไรกับหนูสักอย่างได้ไหม?”
“อะไรเหรอคะ?”
“อันที่จริงหนูก็พออยู่ได้ ทำไมต้องรีบออกไปดิ้นรนหางานทำด้วยล่ะลูก หนูไม่ห่วงลูกบ้างหรือไง”
ถูกถามแบบนั้นอารดาก็เงียบขรึมลง ไม่รู้จะตอบอย่างไร คนฟังถึงจะเข้าใจในเหตุผลที่เธอมี
“หรือว่าพ่อของเจ้าอันปันไม่ส่งเงินมาให้แล้ว?”
ด้วยความที่สนิทสนมกันพอประมาณ เพราะคุณยายแก้วเป็นเจ้าของบ้านที่แบ่งห้องให้เธอกับลูกได้พักอาศัย จึงทำให้ท่านกล้าที่จะถามอารดาออกมาตรงๆ เพราะอยากให้หญิงสาวได้ทบทวนเรื่องนี้ใหม่อีกครั้ง
“เขาก็ยังโอนมาให้ใช้ทุกเดือนไม่มีขาดค่ะ”
“ให้ทั้งที่เขาไม่รู้ว่าอ้ายมีลูก?”
อารดาพยักหน้ารับ ไม่กล้าเถียงหรือแย้งสิ่งใด
“ถึงเงินสามหมื่นห้าในสมัยนี้จะไม่ได้มากมายอะไร แต่ยายว่ามันมากพอที่จะทำให้หนูไม่ต้องรีบร้อนออกไปหางานทำนะลูก”
“ยายคะ...”
“ไม่ใช่ว่ายายไม่อยากเลี้ยงเจ้าตัวเล็กหรอกนะ แต่เห็นว่าพ่อเขาก็ยังให้เงินอ้ายใช้ไม่ได้ขาดทั้งที่เลิกติดต่อกันไปแล้ว ยายอยากหนูลองคิดเรื่องนี้ดูอีกที รอให้อันปันเข้าโรงเรียนค่อยไปหางานทำก็ยังไม่สายนะลูก”
“แต่ถ้าในระหว่างนี้เขาเกิดหยุดให้เงินอ้าย...”
อารดานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เมื่อเสียงเตือนจากเครื่องมือสื่อสารแว่วมาให้ได้ยิน และทันทีที่เห็นตัวเลขบนจอ ที่แสดงผลว่ามีเงินสดถูกโอนเข้ามา นัยน์ตากลมโตของเธอก็เบิกกว้างทันที
“นี่เขาคิดจะทำอะไร!”
“เกิดอะไรขึ้นเหรออ้าย?” ยายแก้วร้องถาม
“มีเงินถูกโอนเข้ามาค่ะ”
“พ่อของเจ้าอันปันเหรอ?”
คำถามนั้นทำให้คนฟังลุ้นคำตอบแทบขาดใจ ทั้งที่เห็นเต็มตาแล้วว่าเด็กหญิงอันปันที่ว่า มีหน้าตาและสีผมแบบเดียวกับเขา ไม่มีผิดเพี้ยน มันต้องแบบนี้สิลูกพ่อ!
“ค่ะ...โอนเข้ามาเยอะเกินไปมาก”
“เท่าไหร่กัน” คุณยายแก้วขมวดคิ้วสงสัย “แต่เอ๊ะ...เพิ่งโอนมาให้เมื่อสิ้นเดือนไม่ใช่เหรอ ทำไมวันนี้ถึงโอนมาอีกล่ะ”
อารดาอึกอัก ไม่ยอมตอบคำถามใด คุณยายจึงชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ และทันทีที่เห็นว่าตัวเลขนั้นมีมูลค่าเท่าไหร่ หญิงชราวัยเจ็ดสิบปีก็ร้องโอ้โหออกมาเสียงดัง
“ตั้งหนึ่งล้านเชียวเหรอ!”
เสียงตกใจของผู้ใหญ่ ไม่ได้ทำให้แม่หนูน้อยอันปันให้ความสนใจ สองเท้ายังคงเดินเตาะแตะไล่ตามเจ้าผีเสื้อสีขาวไปเรื่อยๆ จนไปหยุดอยู่ที่มุมรั้ว มุมที่มีดอกไม้นานาพรรณถูกปลูกเอาไว้
ตรงที่มีใครบางคนกำลังยืนมองเด็กหญิงตรงหน้าด้วยความตื้นตันใจ ไม่ต้องพาไปตรวจดีเอ็นเอให้ยุ่งยาก เขาก็มั่นใจว่าแม่หนูน้อยที่กำลังฉีกยิ้มให้ เป็นลูกของตัวเองแบบเต็มร้อย
“น้องอันปัน...อันปันใช่ไหมลูก”
เสียงของอชิตะสั่นไหว นัยน์ตาคมรื้นไปด้วยน้ำตา พยายามยื่นปลายนิ้วผ่านรั้วไม้มาให้ลูกจับ และแม่หนูน้อยก็ตอบรับไมตรีนั้นด้วยการยื่นมือของตนเองมาเช่นเดียวกัน
ครั้งแรกที่ได้สัมผัสนั้น...เหมือนมีกระแสไฟนับร้อยนับพันพุ่งมาช็อตหัวใจที่เหี่ยวเฉาให้พองฟูขึ้นมา ความรู้สึกรักและถวิลหาถาโถมใส่หัวใจของพ่ออย่างอชิตะเสียจนเขาแทบตั้งรับไม่ทัน
นี่สินะ...สายใยระหว่างพ่อกับลูก
“ผี...เสื้อ”
แม่หนูน้อยฉีกยิ้มจนเห็นฟันกระต่ายน่ารัก นัยน์ตาสีฟ้าเข้มที่ถอดมาจากพ่อทอประกายวับวาว รอยยิ้มสดใสตามวัยทำให้คุณพ่อมือใหม่น้ำตาซึม อยากรั้งลูกมากอดให้สมกับการเฝ้ารอ แต่ก็รู้ดีว่านี่ยังไม่ถึงเวลาของเขา
เพราะเขาต้องรู้ก่อน...ว่าอารดาพักอยู่ที่ไหน เรื่องที่คิดจะทำต่อไปนับจากนี้จะได้ง่ายขึ้นอีกนิด
“สวย”
“ครับ...ผีเสื้อสวยเหมือนหนูเลยลูกอันปัน”
สุดท้ายอชิตะก็ย่อตัวลงเพื่อมองลูกให้เต็มตา เด็กหญิงเห็นว่าคนตรงหน้ายิ้มแย้มให้ ก็เดินไปเด็ดดอกไม้สีขาวมายื่นตรงหน้า
“ให้”
“หนูให้แด๊ดดี้เหรอครับ?”
อชิตะถามเสียงสั่น น้ำตารื้นอีกครั้งแต่ปากยังคงยิ้มเพราะชื่นใจที่ได้เห็นลูกในระยะใกล้
“แด๊ด...ดี้?”
แม่หนูน้อยเจ้าของเรือนผมสีสว่างเอียงคอเล็กน้อย จ้องหน้าคนที่มีสีตาแบบเดียวกับตัวเองแป๋วแหวว
“ครับ...แด๊ดดี้ แด๊ดดี้พ่อของหนูไงลูก”
แม้ว่าจะไม่เข้าใจ แต่รอยยิ้มสดใสก็ยังถูกแจกจ่ายออกไป จนทำให้อชิตะนึกรักลูกแบบหมดหัวใจตั้งแต่วินาทีนั้น
“แด๊ดดี้” แม่หนูน้อยทวนคำนั้นเบาๆ แต่คนเป็นพ่อกลับยิ้มจนน้ำตาซึม ที่ได้ยินเช่นนั้น
เครื่องมือสื่อสารของเขาถูกยกขึ้นมาอีกครั้ง พยายามสอดมือเข้ามาเพื่อถ่ายภาพของเด็กหญิงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงลืมไปเสียสนิทว่าเขาควรระวังตัวให้มาก
เพราะคนที่เดินผ่านไปผ่านมาในละแวกนี้ไม่มีใครรู้ ว่าเขามีความสัมพันธ์ใดกับแม่หนูน้อย และในจังหวะที่กำลังเพลินอยู่กับการถ่ายรูปลูกนั้น เพื่อนบ้านที่อยู่ตรงข้ามก็เดินมาบอกเรื่องของเขาให้อารดาฟัง
คำว่าฝรั่งตัวโตๆ ทำให้หัวใจของเธอเต้นรัว กลัวว่าใครคนนั้นจะเป็นอชิตะขึ้นมา และทันทีที่เห็นว่าผู้ต้องสงสัยเป็นใคร หญิงสาวก็แทบเป็นลมล้มพับไปตั้งแต่แรกเห็น
นี่เขาแอบตามเธอมาตั้งแต่เมื่อไหร่!
“ใครกันน่ะหนูอ้าย”
คุณยายแก้วที่ตาเริ่มฝ้าฟางร้องถาม นึกเป็นห่วงหลานขึ้นมาฉับพลัน จึงไม่ทันรอฟังว่าอารดาจะตอบท่านว่าอย่างไร
ไม้ที่มีเอาไว้คอยไล่หมาแมวถูกคว้ามาถือเอาไว้ ตรงดิ่งไปที่รั้วหน้าบ้านพร้อมกับหญิงวัยกลางคนที่มาแจ้งข่าวให้ฟัง
“คุณเป็นใคร มายุ่งอะไรกับหลานสาวฉัน!”
พูดเพียงเท่านั้นก็ทุบลงมาที่กลางหลังของอชิตะอย่างเอาเป็นเอาตาย ด้วยคิดว่าคนตรงหน้าเป็นมิจฉาชีพหรือโจรที่จะมาหลอกล่อหลาน ตามคำบอกเล่าของเพื่อนบ้าน ที่พูดด้วยน้ำเสียงตื่นตกใจ ว่าเห็นเขายื่นมือเข้าไปในรั้วเพื่อจับตัวแม่หนูน้อยอันปัน
และภาพที่คุณยายแก้วเห็นในขณะนี้ ก็ยิ่งเสริมกับคำพูดที่อีกฝ่ายพูดออกมา แถมมือถือที่ยังโชว์หน้าจอเด่นหรา ก็เป็นหลักฐานชั้นดี ว่าหนุ่มลูกครึ่งตรงหน้ามาวุ่นวายกับแม่หนูอันปันจริงๆ