ตอนที่ 4
เป็นเวลากว่าสัปดาห์แล้วนับตั้งแต่ที่หลินหมิงหลบหนีออกจากมาจากตระกูลหลินมาอาศัยอยู่ที่บริเวณชายป่าไม่ห่างไกลจากตัวเมืองมากเท่าใดนัก ที่หลินหมิงมาอาศัยในป่าแห่งนี้ก็เพราะว่าตัวเขานั้นจะได้ฝึกฝนในการเอาชีวิตรอดจากสัตว์อสูรที่อยู่ภายในป่าแห่งนี้และเนื่องจากว่าตัวเขานั้นไม่ได้เข้าไปส่วนลึกภายในป่าดังนั้นแล้วโอกาสที่หลินหมิงจะต้องรับมือกับสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งก็นับได้ว่ามีเพียงน้อยนิด
แต่แม้ว่าหลินหมิงจะใช้เวลากว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาในการเอาชีวิตรอดจากสัตว์ที่มีระดับแตกต่างจากเขาไม่มากเท่าใดนักบางส่วน เขากลับพบว่าพลังปราณในร่างกายของเขานั้นกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาขึ้นเลยแม้แต่น้อย แน่นอนว่าตัวเขานั้นย่อมรู้ดีว่าการฝึกฝนตนของชาวยุทธ์นั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ย่อมต้องสมควรมีความก้าวหน้าบ้างเป็นอย่างน้อยถึงแม้จะไม่ได้มีการก้าวข้ามขอบเขตก็ตามที่
ในการเอาชีวิตรอดในป่าแห่งนี้นั้นมันทำให้หลินหมิงได้รับรู้ถึงความอ่อนแอ่ของตนเองอย่างเด่นชัด เพราะว่าแม้ตัวเขาในยามนี้จะต้องพบเจอกับสัตว์อสูรที่มีระดับพลังปราณขั้นเริ่มต้นขั้นที่สี่ในระดับเดียวกันกับเขา ตัวของหลินหมิงในตอนนี้ยังไม่มีความมั่นใจว่าจะชนะมันได้เลยแม้แต่น้อย เพียงแค่รับมือและเอาชีวิตรอดจากสัตว์อสูรประเภทนี้ก็นับได้ว่าเต็มกลืนแล้วสำหรับหลินหมิงในตอนนี้
และหากเมื่อใดที่เขาจะต้องพบเจอกับสัตว์อสูรที่มีพลังมากการตัวเขาพลังเปลวเพลิงสีดำในต้นเถียนของเขาจะตอบสนองต่อสิ่งที่เป็นอันตรายต่อตัวเขาในทันที ทำให้ตัวของหลินหมิงนั้นสามารถหลบหนีจากการปะทะของสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งกว่าได้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็จะต้องรับมืออย่างยากลำบากกับสัตว์อสูรที่มีพลังปราณระดับเดียวกันกับเขาอยู่ดีเพราะดูเหมือนว่าหากเป็นสัตว์อสูรเหล่านี้เปลวเพลิงสีดำนั้นจะไม่มีการตอบสนองแต่อย่างใด
' บัดซบเจ้าเปลวเพลิงสีดำมันกลับมีเงื่อนไขที่แปลกประหลาดเช่นนี้ด้วย '
ในวันนี้นั้นหลังจากที่หลินหมิงทำการบ่มเพาะพลังราวนับสัปดาห์แล้วเขาก็พบว่าตัวเขาไม่ได้มีการพัฒนาใดๆ เลยแม้แต่น้อย แม้ว่าเขาจะสามารถสังหารสัตว์อสูรขั้นเริ่มต้นระดับสามไปได้ก็ตามที่ ตัวเขาจึงได้ตัดสินใจทำสมาธิเพื่อเข้าไปตรวจสอบยังภายในต้นเถียนของเขาอีกครั้ง นับตั้งแต่ที่เขาได้พลังมานั้นตัวเขาไม่มีความคิดเลยแม้แต่น้อยที่จะทำสมาธิเพื่อเข้าไปสำรวจภายในจิตใจของตนเองอีกครั้ง จากบทเรียนในคราวที่เปลวเพลิงทมิฬได้มอบแก่เขาในคราวนั้นยังคงฝังใจเขาเป็นอย่างมาก
แต่ในตอนนี้นั้นตัวของหลินหมิงไม่มีทางเลือกแต่อย่างใดเพราะว่าเขาไม่สามารถบ่มเพาะพัฒนาตนเองได้เลยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และเมื่อเขาเข้ามาสำรวจภายในจิตใจของตนเองอีกครั้งก็ต้องพบกับความแปลกประหลาดที่เปลวเพลิงทมิฬได้มอบไว้ให้แก่ตัวของเขาเอง เปลวเพลิงทมิฬราวกับตอบรับการกลับมาของหลินหมิงแม้ว่าตัวมันจะอาศัยอยู่ภายในก็ตามที่
แต่เมื่อมันเห็นหลินหมิงปรากฏขึ้นดวงไฟของเปลวเพลิงทมิฬก็ลุกโชติชวงคลุมร่างของหลินหมิงเอาไว้แต่ว่ามันไม่ได้ให้ความรู้สึกทรมานดังคราวที่แล้ว และมันไม่ได้เพิ่มพลังฝึกตนของเขาแต่อย่างใดด้วยแต่หลินหมิงกับพบว่าสมองของเขากำลังได้รับข้อมูลบางอย่างที่ตัวเขาเองนั้นไม่เคยได้รับรู้มาก่อนซึ่งมันย่อมต้องเกิดจากเปลวเพลิงทมิฬนี้อย่างแน่นอน
อย่างแรกที่เขาพบนั้นก็คือทักษะต่อสู้ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดในยามนี้ชื่อทักษะของมันก็คือ ทักษะเพลิงทมิฬ ตัวของหลินหมิงนั้นแม้ว่าจะไม่มีพลังในอดีตแต่เขาก็พอรู้ชื่อทักษะบ้างเล็กน้อยจากบรรดาเหล่าญาติพี่น้องของเขาที่ชอบโอ้อวด แข่งขันตนต่อบิดาของพวกเขา แต่หลินหมิงไม่เคยได้หลินชื่อทักษะเปลวเพลิงทมิฬนี้มาก่อน ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันต้องเป็นทักษะที่ใช้ร่วมกันกับเปลวเพลิงภายในต้นเถียนของเขาอย่างแน่นอน
ตัวทักษะเปลวเพลิงทมิฬนี้กล่าวถึงควบคุมพลังปราณธาตุหยิน พร้อมกับเปลวเพลิงทมิฬภายในร่างกายของผู้ใช้ควบคู่ไปกับโจมตี กล่าวคือหลินหมิงในตอนนี้สามารถใช้เปลวเพลิงทมิฬนี้ในการเพิ่มพลังโจมตีของเขาขึ้นได้อย่างมหาศาลแต่มันก็ยังขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของผู้ใช้ด้วยเช่นกัน
หลินหมิงรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ในตอนนี้เขาก็ได้มีทักษะเป็นของตนแถมมันย่อมสมควรเป็นทักษะเฉพาะติดตัวของเขาที่คนอื่นไม่มี หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องเป็นคนที่มีเปลวเพลิงทมิฬในต้นเถียนเช่นเขา แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าพลังของทักษะนี้จะอยู่ในระดับใดแต่ว่ามันไม่สมควรอ่อนด้อยแต่อย่างใด เพราะอย่าลืมว่าเปลวเพลิงทมิฬนี้ได้สร้างปฎิหารย์ในการฟื้นฟูให้หลินหมิงกลับมาใช้พลังปราณได้อีกครั้งพร้อมกับมอบพลังปราณให้อย่างก้าวกระโดดจนอยู่ในระดับเริ่มต้นขั้นที่ 4
แต่เมื่อเขาค้นพบข้อมูลส่วนต่อมามันก็ทำให้หลินหมิงอดที่จะรู้สึกขมวดคิ้วเขาหากันอย่างรุนแรงพร้อมกับความกังวลเป็นอย่างมากที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของเขา เพราะว่าตามข้อมูลที่หลินหมิงได้รับมานั้นตัวเขาจะไม่สามารถทำการพัฒนาตนเองได้ดังเช่นผู้อื่น หากแต่ตัวเขาจะต้องพึ่งพาอาศัยสตรี! แถมตัวของหลินหมิงยังต้องกระทำการร่วมรักกับเหล่าสตรีเพื่อทำให้ตัวของเขานั้นพัฒนาขึ้นไปได้
หากเป็นเหล่าคุณชายหรือบรรดาญาติพี่น้องของเขาหากได้เรื่องเหล่านี้พวกเขาเหล่านั้นต่างย่อมต้องอยากได้เงื่อนไขนี้ของหลินหมิงจนน้ำลายแทบจะไหลออกมาจนหมดปาก เหตุเพราะว่าตัวพวกเขาที่มีสถานะร่ำรวยการหาหญิงสาวมาบ่ำเร่อทุกชั่ววันนั้นมิใช่เรื่องยากเย็นแต่อย่างใดอาจลำบากเพียงแค่การร่วมรักกับพวกนางเพียงเท่านั้น
แต่สำหรับหลินหมิงนั้นมันไม่ใช่เขาไม่ได้มีสถานะสูงส่งเช่นนั้นถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็นคุณชายตระกูลหลินแต่ตัวเขาภายนอกนั้นนับแทบที่จะไม่มีใครล่วงรู้ถึงตัวตนของเขาเลยแม้แต่น้อย ซ้ำสถานะภายในก็ยังนับได้ว่าเท่าเทียมกับบ่าวไพร่ซ้ำร้ายอาจแย่กว่าเสียด้วยซ้ำไป
หลินหมิงออกมาจากสมาธิด้วยอาการท้อแท้หากให้เขาเพียรพยายามพัฒนาตนดั่งเช่นผู้อื่นตัวหลินหมิงนั้นมั่นใจอยู่หลายส่วนว่าตัวของเขานั้นย่อมไม่ได้เลวร้ายด้วยความเพียรของตน แต่กลับเงื่อนไขเช่นนี้มันก็อดไม่ได้ที่จะทำให้หลินหมิงหนักใจ
แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้มันก็ยากเกินกว่าที่จะทำให้ตัวของหลินหมิงที่ประสบพบเจอกับความยากลำบากมามากมายต้องยอมแพ้ หากเป็นเช่นนี้ตัวมันขอเพียงแค่ว่าสามารถหาเงินจำนวนหนึ่งเพื่อนำไปใช้ในการเข้าหอนางโลมก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ลำพังเศษชิ้นส่วนจากการล่าสัตว์อสูรของหลินหมิงในตอนนี้ก็น่าจะเพียงพอให้ตัวเขาสามารถพบเจอกับประสบการณ์ผู้ใหญ่ได้แล้ว
แต่มันยังมีความเสี่ยงที่ว่าหอนางโลมนั้นเป็นสถานที่ที่ผู้คนมากมายต่างเข้า-ออกกันไม่เว้นหน้า นั้นรวมไปถึงบรรดาญาติพี่น้องของเขาด้วยเช่นกันหากต้องประสบพบเจอพวกมันเข้าแล้วละก็มันก็คงจะยังไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนักในตอนนี้
ในขณะที่ตัวของหลินหมิงกำลังนั่งขบคิดเรื่องราวต่างๆ อยู่นั้น ทันใดนั้นหูของเขาก็พลันได้ยินเสียงฝีเท้าที่ดูเหมือนว่าจะอยู่ไม่ไกลจากเขามากเท่าใดนัก หลินหมิงรีบหันขวับไปด้วยความตื่นตระหนกเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าหากพลั้งเผลอในป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรแห่งนี้นั้นหากผิดพลาดเพียงชั่ววินาทีนั้นย่อมหมายถึงภัยร้ายถึงชีวิตได้
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นตัวเขาเฝ้าระวังในเรื่องนี้เป็นอย่างดี ราวกับว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเดินป่าแห่งนี้ หนึ่งเพราะว่านี้เป็นการล่าสัตว์อสูรพร้อมกับฝึกตนของเขาเพียงลำพังนั้นย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะต้องคอยดูแลความปลอดภัยของตนเองตลอดเวลา
แต่มันกลับเรื่องที่ไม่คาดคิดเมื่อเขาเผลอตัวคิดเรื่องราวการฝึกฝนของตนเพียงเล็กน้อยกลับมีเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาถึงตัวเขาเสียแล้ว
เมื่อเขาหันมามองทางเสียงฝีเท้าที่เขาได้ยิน ภาพตรงหน้ามันทำให้เขาตกใจเป็นอย่างมากมันไม่ใช่เพราะว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเขาคือสัตว์อสูรที่แข็งแกร่ง แต่มันคือภาพของหญิงสาวผู้งดงามราวกับเทพธิดาที่ถูกประทานลงมาจากสรวงสวรรค์ แม้คำกล่าวนี้ตัวของหลินหมิงนั้นคิดว่ามันอาจจะเกินกว่าที่เขาคิดไปอยู่บ้างเพราะเนื่องจากที่ตั้งแต่เล็กนั้นเขาต้องอาศัยอยู่ที่ตระกูลหลินเรื่อยมา
จนเรียกได้ว่าไม่ได้ออกจากตระกูลมานานหลายปีนั้นจึงเป็นเหตุให้เขาไม่ค่อยพบเจอผู้คนมากเท่าใดนัก แต่ก็พอรู้เรื่องราวต่างๆ ภายในเมืองจากการพูดคุยกันของบรรดาญาติพี่น้องหรือกระทั่งคนรับใช้
แต่ถึงอย่างนั้นหลินหมิงก็มีความมั่นใจอยู่หลายส่วนว่าหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้ตัวตนของนางล้วนย่อมต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน อ่อร่าบรรยากาศที่แผ่ออกมารอบตัวนางนั้นแค่เพียงหลินหมิงที่อยู่ใกล้กว่าสิบเมตรก็สามารถทำให้เขาขนลุกขึ้นมาได้ในทันที
หญิงสาวผู้งดงามผู้นี้ดูจากภายนอกแล้วนางสมควรมีอายุมากกว่าหลินหมิงอยู่ไม่ใช่น้อย อาจราวสัก 5-6 ปี นั้นย่อมหมายความว่านางนั้นสมควรมีอายุราว 20 ต้นๆ เท่านั้นแต่ตัวนางกลับมีบรรยากาศที่น่าหวาดกลัวเช่นนี้ หญิงสาวผู้งดงามนั้นดูเหมือนว่าจะรู้อยู่แล้วว่าตรงหน้านางนั้นมีคนอยู่แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วด้วยความตกใจเล็กน้อย
เพราะในความเป็นจริงแล้วนั้นถึงแม้ว่าในป่าชั้นนอกแห่งนี้สัตว์อสูรไม่อาจถือได้ว่าแข็งแกร่งแต่อย่างไรก็ตามก็ไม่มีคนรุ่นเยาว์คนใดที่เข้ามาภายในที่แห่งนี้เพียงลำพังอย่างแน่นอน ไม่ต้องพูดถึงเหล่าอัจฉริยะของบรรดาตระกูลต่างๆ พวกเขาเหล่านั้นล้วนถูกอบรมอยู่ภายในตระกูลอย่างเข้มงวด ไม่มีทางออกมาเพียงลำพังอย่างแน่นอน
" เด็กน้อยเจ้ามาทำสิ่งใดในที่แห่งนี้กัน ไม่รู้รึว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่ใดหากเจ้าต้องการเข้ามาเพื่อหาพืชพรรณผลไม้แล้วละก็ข้าคาดว่าเจ้าคงมาผิดที่เสียแล้ว "
น้ำเสียงของหญิงสาวผู้งดงามเต็มไปด้วยความนุ่มนวล เพียงของเสียงของนางนั้นก็เพียงพอที่จะทำให้เหล่าชายหนุ่มแทบจะสยบอยู่ใต้เท้าของนาง! ยิ่งไปกว่านั้นรอยยิ้มที่มุมปากของนางเมื่อกล่าวยังเพิ่มเสน่ห์ในตัวนางขึ้นไปอีกหลายขั้นพร้อมกับทำให้หัวใจของหลินหมิงถึงกับสั่นไหว!
ชุดที่นางใส่อยู่เป็นชุดรัดรูปสีขาวยาวลงมาถึงบริเวณขาซึ่งครอบคลุมทุกส่วนบนร่างกายของนางแต่ถึงอย่างนั้นมันกลับทำให้กระชับเผยเรื่องราวอันแสนเย้ายวนออกมา แต่ที่หลินหมิงตกใจนั้นไม่เพียงแต่ความงามของนางเพียงเท่านั้น เรื่องที่น่าตกใจอีกอย่างก็คือทางที่นางเพิ่งเดินจากออกมานั้นเห็นได้ชัดว่ามันเป็นเขตของป่าชั้นกลางซึ่งเหล่าสัตว์จะแข็งแกร่งกว่าบริเวณชั้นนอกอย่างเทียบไม่ติด แต่ถึงอย่างนั้นเสื้อผ้าของนางกลับไม่มีร่องรอยเปื้อนเลยแม้แต่น้อย
มันจึงอดที่จะทำให้หลินหมิงคิดไปไม่ได้ว่าแม่นางผู้งดงามคนนี้คือเทพธิดาที่ลงมาเที่ยวชมผืนป่าหรืออย่างไรกัน
" ขะ..ข้ามาที่นี้เพื่อทำการฝึกฝนตน "
หลินหมิงไม่กล้าตอบความเท็จแก่นางแต่อย่างด้วยสายตาของนางที่จับจ้องมาที่เขาใตอนนี้มันราวกับว่านางสามารถอ่านความคิดของเขาได้ทุกอย่าง
" ฮ่าๆ อาศัยเพียงพลังขั้นเริ่มต้นระดับ 4 ของเจ้านะรึ ข้าคิดว่าเจ้าประเมิณตนเองสูงไปแล้ว แม้ว่าสัตว์อสูรในที่นี้จะอ่อนแอ แต่มันก็เพียงพอที่จะสามารถเอาชีวิตของเจ้าได้อย่างง่ายดาย "
เมื่อถึงตรงนี้หลินหมิงสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงของนางที่ราวกับจะยิ้มเยาะในความไม่ประมาณตนของเขาหลินหมิงจึงไม่คิดจะพูดกล่าวอันใดกับนางอีก
" พี่สาว ข้าเกรงว่าเรื่องนี้นั้นมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับท่านแต่อย่างใด ข้าขอให้ท่านเดินทางโดยปลอดภัย "
หญิงสาวผู้งดงามถึงกับเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ นางเพียงเอยปากพูดด้วยความหวังดีแม้นางจะรู้ดีว่าคำกล่าวของนางที่พูดออกไปนั้นจะดูเหยียดหยามเด็กหนุ่มผู้นี้อยู่บ้างแต่อย่างไรก็ตามเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่เห็นค่าชีวิตของมันแล้วอย่างนั้นรึ?
" โฮ่ ในเมื่อเจ้ามีความมั่นใจขนาดนั้นข้าเองก็อยากดูหน่อยสิว่าเจ้าจะทำอะไรได้บ้าง "