“ถ้าเป็นแบบนั้นได้จริง ๆ แม่ผ่องจะดีใจมากค่ะ” สีหน้าของแม่ผ่องบ่งบอกว่าดีใจและปลื้มปริ่มมากจริง ๆ ทำเอาพิรุณพาอดหมั่นไส้ไม่ได้ ไม่ได้หมั่นไส้แม่ผ่องหรอก แต่หมั่นไส้อัคนีมากกว่า ทำไมมีแต่คนรักคนห่วงขนาดนี้ก็ไม่รู้
“ทำไมคะ”
“ก็คุณอัคเธอน่าสงสาร”
“ฝนร้ายขนาดนั้นเชียว”
“ไม่หรอกค่ะ คุณหนูก็แค่ไม่อยากให้ใครรักคุณอัคมากกว่าคุณหนู”
“ใช่ไงคะก็ฝนเป็นลูกคุณพ่อ คนในบ้านจะไปรักกาฝากมากกว่าลูกคุณพ่อได้ยังไง”
“คุณหนู! ไม่เอาค่ะ เดี๋ยวใครมาได้ยินเข้า” แม่ผ่องรีบปรามทันทีที่พิรุณพาใช้คำไม่น่ารักแบบนั้นกับอัคนี
“ฝนไม่พูดแล้วก็ได้ แม่ผ่องยกน้ำส้มไปให้คุณพ่อกับลุงสุชาติก่อนเถอะค่ะ”
“แล้วของคุณอัคล่ะคะ”
“ยังทำไม่เสร็จค่ะแม่ผ่อง เดี๋ยวแม่ผ่องค่อยกลับมาเอานะคะ”
“งั้นแม่ผ่องยกสองแก้วนี้ไปก่อนนะคะ”
“ค่ะ”
ใบหน้าของพิรุณพาเปื้อนด้วยรอยยิ้มแอบแฝงเลศนัย ขณะมองตามแม่ผ่องไปจนกระทั่งนางยกน้ำส้มคั้นสดสองแก้วพ้นเขตห้องครัวไปแล้ว หล่อนจึงหันมาทำอีกแก้วให้กับอัคนี ซึ่งเป็นสูตรพิเศษสำหรับเขาคนเดียว
“อะไรครับแม่ผ่อง” อัคนีถามทันทีที่แม่ผ่องยกน้ำส้มมาให้ตัวเอง เขารู้ว่าน้ำส้มคั้นสดเป็นฝีมือของพิรุณพา เพราะตอนที่แม่ผ่องยกมาครั้งแรกนั้นได้บอกกับท่านแล้วว่าลูกสาวท่านเป็นคนทำให้ แต่ไม่คิดว่าหล่อนจะมีน้ำใจเผื่อแผ่มาถึงเขา
“คุณหนูทำเผื่อคุณอัคด้วยน่ะค่ะ”
ไม่ใช่แค่อัคนีหรอกที่แปลกใจ ท่านไพรัชเองก็แปลกใจไม่น้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“ฉันไม่ได้หูฝาดใช่ไหมแม่ผ่อง”
“ไม่ได้หูฝาดค่ะคุณท่าน”
“แม่ผ่องแน่ใจนะว่ายัยหนูไม่ได้ใส่ยาพิษ” ประมุขของบ้านถามต่ออีก แต่คราวนี้สีหน้ากลับยิ้มแย้มฟ้องความสุขที่ฉายชัด
“คุณท่านก็ เดี๋ยวคุณหนูมาได้ยินเข้าจะงอนเอานะคะ” ว่าพลางหันไปมองทางประตูหลัง กลัวว่าคนที่กำลังถูกพูดถึงจะเดินพรวดพราดออกมา คราวนี้ล่ะเรื่องใหญ่แน่ ๆ ใคร ๆ ก็รู้ว่าถ้าคุณหนูได้วีน แรงแค่ไหน
“ฉันล้อเล่นน่าแม่ผ่อง เอา ๆ ดื่มอัคดื่ม” ท่านยื่นมือไปหยิบเอาแก้วน้ำส้มของตัวเองแล้วชูขึ้นทำนองว่าชวนชนแก้ว ก่อนจะดื่มน้ำส้มคั้นฝีมือลูกสาวอย่างชื่นใจ ทำให้อัคนีต้องยกแก้วของตัวเองขึ้นดื่มด้วย
การเลี้ยงอำลาแม่ผ่องเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในตอนนั้น คนในบ้านทุกคนต่างกล่าวอวยพรและกอดแม่ผ่องอย่างอาลัยอาวรณ์ แม้การจากลาจริงยังไม่มาถึงแต่ก็พากันใจหาย จนบางคนกลั้นน้ำตาไม่อยู่รวมทั้งพิรุณพาเองเพราะผูกพันกับแม่ผ่องมาก แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ตอนนี้เวลาล่วงเลยเข้าสู่เที่ยงคืนแล้ว ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปนอนพักผ่อน เพื่อที่พรุ่งนี้จะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ส่วนอัคนีก็ต้องกลับไปฝึกงานตามหน้าที่นักศึกษาแพทย์
อัคนีเดินเข้าห้องพักตัวเอง คราแรกตั้งใจว่าจะอาบน้ำให้สดชื่นก่อน แต่เปลือกตากลับหนักอึ้งเหลือเกินจนไม่สามารถจะฝืนได้อีกต่อไป ดังนั้นในทันทีที่ถึงเตียงกว้าง เขาจึงทำได้แค่ยื่นมือไปหยิบรีโมตแอร์มาเปิด จากนั้นก็ดำดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทรา โดยไม่ได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองบ้าง
บ้านพักตากอากาศริมทะเลในช่วงเวลาเกือบตีหนึ่งนั้นเงียบเชียบ เพราะทุกคนในบ้านต่างกำลังหลับใหลท่ามกลางสายลมและเสียงคลื่นที่ซัดสาดโครม ๆ เป็นจังหวะธรรมชาติขับกล่อม มีเพียงคุณหนูพิรุณพาคนเดียวที่ยังไม่นอนและเร้นกายออกจากห้องตัวเอง แล้วย่องไปยังห้องนอนของอัคนีที่อยู่ไม่ไกลกันเท่าใดนัก
ลูกกุญแจในมือที่หล่อนถือมาด้วยไม่ได้ถูกใช้งาน เมื่ออัคนีไม่ได้ล็อกห้องแต่อย่างใด คงเป็นเพราะง่วงหนักกระมังจึงละเลยเรื่องนี้ไป ร่างบางขยับไปยืนข้างเตียงก้มลงมองหน้าคนหลับใกล้ ๆ พร้อมกับเอ่ยเรียกให้แน่ใจว่าเขาหลับลึกอยู่จริง ๆ
“อัคนี นายไฟ นายไฟ พี่อัคขา...”
เรียกชื่อเขาและล้อเลียนในช่วงท้ายพลางยื่นมือไปเขย่าต้นแขนอยู่หลายครั้ง แต่คนหลับก็ไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัวแต่อย่างใด ทำให้พิรุณพามั่นใจว่ายานอนหลับที่เธอแอบผสมในน้ำส้มสูตรพิเศษคงทำงานแล้ว
เรียวปากอิ่มคลี่ยิ้มกว้างอย่างสมใจ ก่อนจะลงมือถอดเสื้อของคนตัวใหญ่ออกอย่างทุลักทุเลพอสมควร กระนั้นเขาก็ยังไม่รู้สึกตัวตื่นแต่อย่างใด จนตอนนี้ร่างสูงใหญ่เปลือยเปล่าท่อนบนตามแผนแล้ว พิรุณพาก็สอดตัวเข้าไปนอนใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน ปลดสายเสื้อนอนออกให้เห็นแต่ส่วนเหนืออกที่คล้ายดั่งว่าหล่อนเองก็เปลือยเปล่าเช่นกัน จากนั้นก็ยื่นหน้าไปหอมแก้มเขาพร้อมกับยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายทั้งภาพนิ่งและวิดีโอกันพลาด แล้วเปลี่ยนท่วงท่าใหม่หลาย ๆ อิริยาบถ เพื่อให้สมจริงสลับกับเช็กภาพอยู่หลายครั้ง กระทั่งได้ภาพที่ต้องการแล้ว หล่อนจึงใส่เสื้อกลับให้เขาคืน และเร้นกายออกจากห้องคล้ายดั่งว่าไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น แต่ในใจนั้นเต็มไปด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง ได้เวลาเอาคืนรุ่นพี่คนนั้นแล้ว