ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อน…
“ครีมมี่ จะตั้งใจอ่านอะไรนักหนาเนี่ย”
เสียงแป้งโกะ เพื่อนสาวร่วมคณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ กระซิบถามขึ้นอย่างอดแซวไม่ได้
“ชู่… เบาหน่อยสิ นี่มันห้องสมุดนะ”
ครีมมี่เอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเรียบเบา ดวงตายังคงจับจ้องอยู่ที่หน้าหนังสือ ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองเพื่อน ก่อนจะพลิกหน้ากระดาษต่ออย่างตั้งใจ ราวกับโลกทั้งใบตรงหน้ามีเพียงตัวหนังสือเหล่านั้นเท่านั้น
“ต่อให้แกไม่อ่าน แกก็ได้คะแนนเต็มอยู่แล้วป่ะ คนที่ควรอ่านจริง ๆ มันต้องเป็นฉันต่างหากค่ะ”
ครีมมี่เงยหน้าขึ้นจากหนังสือช้า ๆ ก่อนจะขยับกรอบแว่นบนสันจมูก ดวงตาหลังเลนส์ใสมองเพื่อนสาวนิ่ง ๆ
“แล้วไม่อ่านละ พอคะแนนน้อยก็มาบ่นใส่คนอื่น” เธอพูดเรียบ ๆ ตรงไปตรงมาแบบไม่คิดจะปลอบ
แป้งโกะทำหน้ามุ่ย ยกมือเท้าคาง “ก็มันน่าเบื่ออะ อ่านหนังสือเรียนทีไร ง่วงทุกทีเลย”
“ถ้าคะแนนน้อยก็อย่ามาบ่น” ครีมมี่ตอบสั้น ๆ ก่อนจะก้มกลับไปสนใจตัวอักษรตรงหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แป้งโกะถอนหายใจแรงอย่างไม่พอใจ แต่สุดท้ายก็หยิบหนังสือของตัวเองขึ้นมาเปิดบ้าง พลางเหลือบมองเพื่อนสาวที่นั่งอ่านอย่างตั้งใจ
ใครจะคิดว่าเด็กผู้หญิงหน้าตาธรรมดา ใส่แว่น ผมยาวถูกรวบเรียบร้อยคนนี้
จะเป็น “ครีมมี่” คนเดียวกับที่โลกอีกใบรู้จักในชื่อ ดีเจซันเดย์
แต่ตอนนี้…
ในห้องสมุดอันเงียบสงบแห่งนี้
เธอยังเป็นเพียงเด็กนิเทศสายเรียน ที่โลกของเธอมีแค่หนังสือกับตัวอักษรเท่านั้น
“เลิกเรียนแล้วเราไปหาอะไรกินกันไหม วันนี้มีตลาดหลังมอด้วยนะ”
แป้งโกะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง พลางโน้มตัวมานั่งใกล้ ๆ ทำเสียงกระซิบแต่แววตากลับเป็นประกายอย่างคนกำลังตื่นเต้น
“ไม่ว่าง ต้องไปทำงาน” ครีมมี่ตอบสั้น ๆ สายตายังไม่ละจากตัวหนังสือ
คำตอบสั้น ๆ ทำเอาแป้งโกะถอนหายใจแรงอย่างคนไม่ยอมแพ้
“ทำงานอีกแล้วเหรอ ถามจริงเถอะ แกทำงานอะไรวะ…ผับเหรอ?”
อืม”
เสียงตอบรับเรียบ ๆ ดังขึ้นพร้อมปลายนิ้วที่ยังคงไล่ไปตามบรรทัดเดิม
“ร้านไหนอ่ะ ฉันจะได้แวะไปหา”
แป้งโกะยิ้มเจ้าเล่ห์ เหมือนจะจับพิรุธอะไรได้บางอย่าง
“แถวนี้แหละ”
คำตอบกำกวมยิ่งทำให้เพื่อนสาวขมวดคิ้ว
“แถวนี้…ก็มีแค่ร้านเจ็ดยับไม่ใช่เหรอ แกทำอยู่ที่นั่นจริง ๆ หรอ? แล้วทำไมเวลาฉันไป ฉันไม่เคยเจอแกเลยอ่ะ”
ครีมมี่ชะงักมือ ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ อย่างคนเริ่มหมดความอดทน
“เลิกถาม แล้วก็ตั้งใจอ่านหนังสือได้ป่ะ รำคาญ มันเสียสมาธิ”
แป้งโกะทำหน้ามุ่ยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นปิดปากตัวเองอย่างเว่อร์วัง
“ค่าาา คุณครีมมี่ แป้งโกะคนนี้จะนั่งเงียบ ปากสนิท ไม่รบกวนคุณหนอนหนังสืออีกแล้วค่ะ”
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมงโดยที่ครีมมี่แทบไม่รู้ตัว
ปลายปากกายังคงขยับเขียนโน้ตยุกยิกลงบนหน้ากระดาษ ดวงตาหลังกรอบแว่นจดจ่ออยู่กับตัวหนังสือราวกับโลกทั้งใบเหลือเพียงเธอกับหนังสือตรงหน้า
“นักศึกษาคะ ห้องสมุดกำลังจะปิดแล้วนะคะ”
เสียงของอาจารย์ประจำห้องสมุดดังขึ้นไม่ดังมากนัก แต่ก็เพียงพอจะดึงสติครีมมี่กลับมา เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าอย่างสุภาพ
“ค่ะอาจารย์”
หญิงสาวรีบเก็บปากกา ปิดหนังสือ แล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนจะเดินไปยังชั้นหนังสืออย่างคล่องแคล่ว นำเล่มที่ยืมมาไปวางคืนในตำแหน่งเดิมอย่างเรียบร้อยตามนิสัยเป๊ะ ๆ ของเธอ
เมื่อเดินกลับมาที่โต๊ะ ครีมมี่เหลือบมองเพื่อนสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แป้งโกะที่ก่อนหน้านี้ยังบ่นไม่หยุด ตอนนี้กลับฟุบหน้าลงกับแขน หลับสนิทตั้งแต่เงียบปากได้ไม่ถึงนาทีเสียด้วยซ้ำ
ครีมมี่ละสายตาจากแป้งโกะ ก่อนจะรีบเก็บหนังสือใส่กระเป๋าผ้าอย่างรวดเร็ว เธอเดินออกจากโต๊ะทันที โดยไม่ได้คิดจะปลุกเพื่อนสาวที่ฟุบหลับอยู่ข้าง ๆ
ขณะกำลังจะเอื้อมมือไปดันประตูห้องสมุด เสียงของอาจารย์ประจำห้องสมุดก็ดังขึ้นเสียก่อน
“นักศึกษา ไม่ปลุกเพื่อนไปด้วยเหรอคะ”
ครีมมี่ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมายิ้มบาง ๆ อย่างเกรงใจ
“อ๋อ… งั้นหนูฝากอาจารย์ช่วยปลุกให้หน่อยนะคะ”
พูดจบเธอก็ดันประตูออกไปทันที ร่างบางหายลับไปตามทางเดิน เหลือไว้เพียงแป้งโกะที่ยังหลับสบาย ไม่รู้เลยว่าเพื่อนสาวทิ้งเธอไว้กลางห้องสมุดอีกแล้ว
ระหว่างที่เธอเดินออกจากตัวตึกคณะ ครีมมี่ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก้มดูหน้าจอ พลางเบี่ยงตัวไปยืนชิดมุมทางเดินเพื่อเช็กตารางงานของตัวเองในเย็นวันนี้ ว่าต้องขึ้นเวทีกี่โมง และต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง
ทว่า…
ปัก!
แรงกระแทกจากร่างหนาของใครบางคนพุ่งเข้าชนเธออย่างจัง จนโทรศัพท์ในมือหลุดร่วงลงกระทบพื้นเสียงดัง
“เชี่ยเอ๊ย!”
ชายคนนั้นสบถออกมาโดยอัตโนมัติ ก่อนจะชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าคนที่ชนเข้าเป็นผู้หญิง
บรรยากาศเงียบลงชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะถอนหายใจแล้วเอ่ยเสียงแข็งน้อยลง
“ขอโทษครับ”
เขาก้มลงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมายื่นคืนให้ ครีมมี่ยื่นมือไปรับมาอย่างนิ่ง ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย ดวงตาหลังกรอบแว่นใสฉายแววไม่พอใจชัดเจน
“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอพูดเสียงเรียบ แต่แฝงคมจนอีกฝ่ายรู้สึกได้
“แต่คราวหลังเดินดูทางด้วยนะคะ อย่ามีตาไว้แค่ประดับหน้าตาอย่างเดียว”
คำพูดนั้นทำให้ชายหนุ่มชะงักไปชั่วขณะ ราวกับไม่คิดว่าจะถูกสวนกลับแรงขนาดนี้
ขณะที่ครีมมี่กดล็อกหน้าจอมือถือ เตรียมหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่คิดจะเสียเวลาด้วยอีก
ทว่า…
มือหนาของคนร่างใหญ่กลับเอื้อมมาจับข้อมือเธอไว้ก่อน
“พูดดี ๆ ก็ได้นะครับ ไม่เห็นต้องเหน็บกันขนาดนั้นเลย” เขาพูดเสียงเรียบ แต่แฝงแววไม่พอใจ “ผู้หญิงพูดแบบนี้ ไม่น่ารักเลยนะ”
ด้านหลังของเขา เพื่อนผู้ชายอีกสองสามคนยืนมองเหตุการณ์อยู่ พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ที่ทำให้บรรยากาศยิ่งน่าอึดอัด
ครีมมี่ขมวดคิ้วทันที ก่อนจะดึงแขนตัวเองกลับมาอย่างแรง น้ำเสียงของเธอนิ่ง แต่ชัดถ้อยชัดคำ
“ปล่อยด้วยค่ะ ฉันไม่สะดวกใจกับการโดนเนื้อโดนตัวจากคนแปลกหน้า”
สายตาที่เธอมองเขานั้นเย็นเฉียบ จนชายร่างใหญ่เผลอชะงักมือโดยไม่รู้ตัว
“พี่ชื่อมังกร” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นพลางยกยิ้มมุมปาก ดวงตาคมกริบกวาดมองเธออย่างไม่ปิดบัง
“เรียนวิศวะโยธา ปีสาม”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“ส่วนน้อง…หน้าตาแบบนี้ น่าจะปีหนึ่งใช่ป่ะ”
ครีมมี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ยังไม่ทันได้ตอบอะไร เขาก็พูดแทรกขึ้นมาอีก
“นี่ไง รู้จักชื่อกันแล้ว แบบนี้ยังเรียกว่าคนแปลกหน้าอยู่อีกเหรอครับ”
น้ำเสียงกวนประสาทนั่นมาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ทำเอาเพื่อนด้านหลังหัวเราะเบา ๆ ขณะที่ครีมมี่จ้องเขาเขม็งอย่างไม่คิดจะยอมง่าย ๆ
“ไม่ได้ถาม แล้วก็ไม่ได้อยากรู้จักค่ะ”
เธอเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะสะบัดแขนออกจากมือที่เขาจับไว้อย่างไม่ลังเล สายตาคมหลังกรอบแว่นเหลือบมองเขาเพียงชั่ววินาที นิ่ง เย็น และไม่มีความสนใจแม้แต่น้อย
จากนั้นครีมมี่ก็หมุนตัวเดินจากไปทันที ทิ้งให้ชายหนุ่มยืนมองแผ่นหลังเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ หายไปจากสายตา พร้อมกับรอยยิ้มบาง ๆ ที่เผลอปรากฏขึ้นบนมุมปากของเขาโดยไม่รู้ตัว