วังมังกรเนรมิตถูกจัดตกแต่งด้วยสาหร่ายแดงที่พอจะหาได้และผ้าไหมแดงที่พอจะมีอยู่บ้าง จื่อจิงรับหน้าที่เป็นแม่งานจัดเตรียมหน้างานทั้งหมด ยังรู้สึกผิดหวังที่งานเเต่งอลังการถูกพังทลายลงอีกทั้งตี้จวิน[1]คนนั้นเหตุใดจึงละเลยเรื่องนี้ ผ่านมาแล้วสามวันกลับไม่มีข่าวคราวจากวังสวรรค์ส่งมาเลยแม้แต่น้อย
'จื่อเออร์ เหตุใดจึงทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเช่นนั้นเล่า' หลิงหลิวเหว่ยเอ่ยถามจื่อจิง
'ข้ารู้สึกว่ายังขาดอะไรไปแต่ช่างเถอะ ท่านเห็นเหล่าหลงทั้งสามไหม'
'ไม่เห็น จริงสิ ปี้เฉียงก็หายไปด้วย'
'เดี๋ยวข้าไปตามเอง' จื่อจิงว่าเช่นนั้นแล้วเดินลัดเลาะไป
ด้านหลังวังมังกรเนรมิตยังมีสระน้ำมรกตไป๋ฉุนจิ้งคงต้องไปดูสักหน่อย บังอาจปล่อยให้สตรีร่างบางกับบุรุษอ้อนแอ้นอย่างนางกับหลิงหลิวเหว่ยทำงานอยู่สองคนใช้ได้ที่ไหนกัน
เสียงน้ำหลั่งไหลผ่านโขดหินใต้ธาราสีใสจนเห็นตัวปลานานาชนิดบุรุษรูปร่างกำยำทั้งสี่หย่อนกายหย่อนใจลงในสระน้ำนั้น..
'พวกท่านอยู่ที่นี่มานานแค่ไหน' ปี้เฉียงเอ่ยถามมังกรทั้งสาม พวกเขาแลดูเหมือนจะรู้จักทางป่านี้เป็นอย่างดีอีกทั้งยังนำทางพามาอาบน้ำในสถานที่ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้อีกด้วย
'ราวสามล้านกว่าปีแล้วเห็นจะได้' หลงเมิ่งเป็นคนตอบ ส่วนหลงลี่หลับตาลงด้วยความเคยชินแต่หลงฮั่วจับปลาในน้ำขึ้นกัดกร่วมๆ
'แท้จริงพวกท่านมีอายุเท่าไหร่แล้ว' ปี้เฉียงรู้สึกแปลกใจขึ้นเล็กน้อยเพราะเหล่าหลงทั้งสามมีหน้าตาหล่อเหลาเกินกว่าอายุตนเสียมากคงจัดได้ว่าเป็นพวกเดียวกับจอมมารเพราะจอมมารก็อายุห้าล้านกว่าปีแล้วกลับไม่ดูอาวุโสขึ้นเลยแม้แต่น้อย
'อืม..ตั้งแต่บรรพกาล ข้าอยู่มาตั้งแต่ก่อนจอมมารกำเนิดจนกระทั่งตอนนี้ หลายปีเกินกว่าที่ข้าจะนับได้แล้วกระมัง'
'เช่นนั้น ข้าได้ยินมาว่าคนรุ่นท่านต่างดับขันธ์กันไปเสียหมดเหตุใดท่านจึงยังดำรงอยู่?'
'จริงๆแล้วพวกข้าจัดเป็นพวกเดียวกับเถาอู้[2] ก่อนพวกข้าจะถูกยกขึ้นเป็นสัตว์เทพพวกข้าทั้งสามเคยเป็นอสูรร้ายมาก่อน'หลงฮั่วแทรกขึ้น ทั้งยังกัดปลาตัวที่สี่เคี้ยวกร่วมๆ
'ท่านไปอดยากมาจากไหน'
'ข้ากินเพราะแค่อยากกิน' หลงฮั่วตอบปี้เฉียงไม่สบอารมณ์พลันหันไปหาหลงลี่ที่หลับตาลงและไม่มีทีท่าจะตื่น
'ข้าว่าข้ารู้สึกร้อนๆหนาวๆพิกลคล้ายมีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองมาที่พวกเรา'
'หลงเมิ่งจะไปมีได้อย่างไร ข้าว่าเจ้าเริ่มมีปัญหาแล้ว'
'เอ๊ะ! จะเริ่มอีกแล้วใช่ไหม' ทั้งสองเอาหัวทุยๆดันกันไปมาอย่างไม่ยอมแพ้ ปี้เฉียงได้แต่ส่ายหัวให้กับความไม่เต็มเต็งของมังกรทั้งสองเพิ่งเอ่ยชมไปแท้ๆ หลงลี่ลืมตาขึ้นมาปรายตามองไปที่เหล่าหลงอีกสองคนได้แต่ถอนหายใจก่อนจะลุกขึ้นจากสระน้ำ
'กรี๊ดดด! อุ๊บ!' เสียงปริศนาดังขึ้นศีรษะทั้งสี่หันพร้อมกันเป็นสายตาเดียว ไปทางพุ่มไม้สีเขียวพุ่มใหญ่พุ่มไม้นั้นสั่นไหว หลงลี่เดินไปเอาผ้าผืนเล็กมาพันไว้รอบเอว
'ปี้เฉียงเจ้าได้ยินอะไรหรือไม่'
'ข้าว่าข้าได้ยินนะ'
'ข้าว่ารีบขึ้นเถอะ ท่าไม่ดีแล้ว' หลงฮั่วเสนอความคิดเห็น ทั้งสามคนเห็นด้วยจึงพยักหน้างึกงักและพากันลุกขึ้นจากน้ำ..
อีกด้านหนึ่ง
จื่อจิงเดินตรงมาทางสระน้ำไป๋ฉุนจิ้งได้ยินเสียงบุรุษชายกำลังคุยกันออกรสออกชาตินางไม่รู้ว่าเสียงใครจึงตั้งใจแอบฟัง ด้วยความอยากสอดรู้สอดเห็นของนางจึงแหวกพุ่มไม้ออกเป็นรูเล็กๆสอดส่องดูจากรูนั้น
ความตั้งใจจะตามบุรุษทั้งสี่นั้นบรรลุแล้ว ในที่สุดก็หาตัวพวกเขาเจอแล้ว บทจะเจอก็เจอโดยง่าย
อาหารตาที่เหล่าสตรีมารต้องอิจฉานางอย่างแน่นอน กล้ามหน้าท้องเป็นมัดๆ ขาว อวบ ประจักษ์สู่สายตานางจนต้องก้มเช็ดน้ำลายเป็นระยะ บุรุษเซียนเหล่านี้เขาทำอะไรกันเหตุใดร่างกายจึงแข็งแกร่งมีกล้ามเป็นมัดๆออกจะหลายมัดถึงเพียงนี้ มองไปมองมากลับเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันหลงลี่ บุรุษชายคนนั้นที่เคยมีท่าทีคล้ายจะเกี้ยวนางลุกขึ้นจากสระน้ำของสงวนที่ไม่เคยเห็นก็ล้วนเห็นแล้วแต่เร็วกว่าใจนึกคิด..
'กรี๊ดด! อุ๊บ!' นางหลุดกรี๊ดออกมายามได้เผชิญหน้ากับมังกรยักษ์ในมังกรใหญ่แต่ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือมีมืออีกมือหนึ่งตะครุบปากนางไว้อีก
'ชู้ววว แหม มาดูของดีไม่ชวนเลยนะ' หลิงหลิวเหว่ยแทรกตัวเข้ามาในพุ่มไม้เดียวกับนางเพราะเขาตัวเล็กชะอ้อนชะแอ้นอยู่ไม่น้อย
'ข้าตกใจหมด เห้อ' จื่อจิงถอนหายใจเบาๆ ใจหายใจคว่ำ นึกโล่งใจขึ้นมาที่เป็นหลิงหลิวเหว่ย
'จุ๊ๆ เจ้าปี้เฉียงนั่นหุ่นดีเกินกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก' จื่อจิงหันไปมองอีกทีหลิงหลิวเหว่ยเขายกลำกล้องขึ้นมาส่อง นางเคยเห็นของสิ่งนี้อยู่ที่โลกมนุษย์อยู่สองสามครั้ง มีวิธีใช้เช่นนี้แต่ใช้เพื่อการนี้หรือ?
'ข้าว่ารีบไปกันดีกว่าเหมือนพวกเขาจะรู้ตัวแล้วนะ'
'โถ่ ก็ได้'หลิงหลิวเหว่ยแสดงสีหน้าคล้ายเสียดายเป็นอย่างมาก นางเองก็เพิ่งรู้ว่าหลิงหลิวเหว่ยเป็นคนเช่นนี้เอง คงมีความชอบคล้ายๆนางอยู่หลายอย่าง..
ครั้งเมื่อเหล่าหลงทั้งสามและองครักษ์หนุ่มแดนหงษาแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเดินมารับคำสั่งจากจื่อจิงที่เป็นแม่งานให้แก่จอมมารและเซียนหญิง แต่ก็ไม่วายสังเกตสีหน้าเลิ่กลั่กของจื่อจิงกับหลิงเหลิวเหว่ยพวกเขายักคิ้วหลิ่วตาใส่กันจนมีใครบางคนเริ่มเสียอาการและหงุดหงิดอย่างหนัก
'เป็นอะไรยักคิ้วหลิ่วตากันอยู่นั่นแหละ'
'หรือไปทำอะไรไม่ดีกันมา?' ปี้เฉียงกับหลงลี่จ้องเขม็งไปที่คนของตนทั้งคู่ได้หลบสายตาของพวกเขา เลิ่กลั่กกว่าเดิม..
'แฮะๆไม่มีอะไรหรอก'
'ท่านคิดมากไปหรือเปล่า' คำว่า 'ไม่สบอารมณ์' ตัวเท่าเบ้อเร่อถูกแปะไว้บนหน้าผากของปี้เฉียงและหลงลี่
เมื่อจื่อจิงเห็นว่าสถานที่พร้อมแล้ว ของที่จำเป็นในงานมงคลก็ถูกจัดเตรียมไว้พร้อม ครั้งนี้เหล้ามงคลจึงใช้เป็นสุราลูกพลับกลิ่นหอมละมุนไม่แพ้สุราดอกท้อที่ทางสวรรค์ชั้นฟ้าจัดเตรียมไว้คราวที่แล้ว
ไม่นานนักจอมมารและธิดาเซียนก็เสด็จออกมาพอดีในชุดวิวาห์อีกชุดหนึ่งที่เซียนหญิงเป็นคนเย็บปักด้วยตกเอง ท่านหญิงเซียนคล้องแขนจอมมารเดินเข้ามาในห้องพิธี
'หลงลี่ ข้าอยากให้ท่านทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่ฝั่งข้า' หลงลี่มองหน้าจอมมารพยักหน้าอย่างรู้กัน หลงลี่ถือว่าศักดิ์อาวุโสมากที่สุด หลงลี่มิได้ขัดข้องจึงไปนั่งยังที่ที่ถูกเตรียมไว้ จื่อจิงได้แต่มองประมุขทั้งสองด้วยสายตาปลื้มปริ่มอิ่มเอมใจ..
ทันทีที่พิธีกำลังจะเริ่มกลับมีบุคคลอีกสี่คนปรากฏกายขึ้น
'มีผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวอย่างเดียวได้อย่างไร ข้าจะเป็นผู้ใหญ่ฝั่งเยี่ยนเยี่ยนให้เอง' เสียงเข้มเอ่ยขึ้นพร้อมกับร่างท้วมของชายหนุ่มที่เขารู้จักเป็นอย่างดี
'เฉินฮุยเกอ' เฟิงจางจิ้งเซียนก้มโค้งคำนับตามมารยาทแต่ก็รู้สึกแปลกใจอย่างมากว่าทำไมเฉินฮุยคนนี้ถึงได้ฝ่าค่ายกลของนางมาได้ถึงที่นี่..
'แม่นางเฟิงจางจิ้งคงจะแปลกใจที่ข้าเข้ามาที่นี่ได้ ที่นี่เชื่อมต่อกับสายน้ำคงไม่แปลกที่ข้าจะมาที่นี่ได้และท่านไม่ต้องกลัวคนของข้าจะคอยอารักขาอยู่ข้างนอกวังในระหว่างพิธีวันนี้ของพวกเจ้าทั้งสอง' เฉินฮุยอธิบายข้อสงสัยทั้งหมดให้กระจ่าง
'ข้าต้องขอบคุณพวกท่านที่มาร่วมงานในวันนี้' เฟิงจางจิ้งเซียนก้มโค้งคำนับอีกครั้ง มือเย็นเฉียบของใครบางคนค่อยๆประคองนางให้ลุกขึ้น
'เจี่ยเจี่ยเสียใจนะที่เยี่ยนเยี่ยนไม่แจ้งข่าวกลับมา เจ้าเป็นคนที่โชคดีมากนะรู้ไหมเฟิงจางจิ้งเซียน' รอยยิ้มบนใบหน้าสวยหวานของป๋ายอวิ๋นเซียนทำเอาเฟิงจางจิ้งเคลิบเคลื้มไปชั่วขณะ
'ขออภัยเจี่ยเจี่ยและต้าเกอด้วยในวันงานมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้น เดิมทีเยี่ยนเยี่ยนคิดไว้อยู่แล้วว่าจะเรียกพวกท่านมาเมื่อเกี้ยวเคลื่อนเข้าสู่วังแดนโลกันตร์'
'แล้วแผลหายดีแล้วหรือ คู่ปรับตลอดกาลของเจ้าเขาฝ่าค่ายกลมาได้หลายด่านแล้ว' ฉินเชิงเซียนจับเนื้อตัวของหวังเยี่ยนว่ายังตรงไหนที่บาดเจ็บอยู่หรือไม่แต่พอเห็นว่าคนน้องนิ่งเงียบจึงเป็นอันเข้าใจว่าคนน้องคงไม่บาดเจ็บอะไรและคงอยากจะเริ่มพิธีแล้ว
'ข้าว่าเริ่มพิธีกันเถิด' เออร์หลิงเซียนกล่าวขึ้นเพราะวันนี้เขาพร้อมมาเป็นผู้นำพิธีเอง
หลิงหลิวเหว่ยเดิมทีได้รับหน้าที่นี้เมื่อเห็นว่ามีผู้อาวุโสเสนอตัวทำแทนจึงไม่ขัดข้องอะไร
ครั้นเมื่อผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวก็มีแล้วฝ่ายเจ้าบ่าวก็มีแล้ว แขกเครือที่สนิทใจก็ล้วนมาหมดแล้วฤกษ์ยามก็ถือว่าเหมาะสมถูกฤกษ์แล้ว
'เริ่มพิธีได้!' เสียงของเออร์หลิงเซียนผู้นำพิธีเอ่ยเบิกตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาว ร่างองอาจในชุดแดงเดินกุมมือกับเทพเซียนชุดแดงอีกคน เหมาะสมราวกับกิ่งทองใบหยก ปิ่นปักผมลายวิหคเป็นเครื่องบ่งบอกว่าสตรีเซียนผู้โชคดีคนนี้คือคนที่หวังเยี่ยนเลือก
'เจ้าสาวเจ้าบ่าวคำนับฟ้าดิน!! 'ทั้งสองหันหน้าไปทางโต๊ะที่มีขนมมากมายถูกปักธูปไว้ทั้งสองค่อยๆ เดินจับมือก้าวไปพร้อมๆ กันจนกระทั่งถึงหน้าโต๊ะ
'หนึ่งคำนับฟ้าดิน!! ' สิ้นเสียงเออร์หลิงเซียนท่านสองก้มโค้งคำนับ ตลอดพิธีหวังเยี่ยนคอยประคับประคองเซียนหญิงด้วยความรัก เคารพ ทะนุถนอม สายตาของเขาไม่เคยโกหก การรอคอยที่สมหวังเป็นเช่นนี้แต่เขายังรอคอยจะมอบกลอนสัญญารักที่เขาจะยอมเขียนสลักตราตรึงไว้เพียงครั้งเดียวในชีวิตในหัวใจอันหนักแน่นและมั่นคง
'ลุกขึ้น! ต่อไปคำนับผู้ใหญ่! ' เดิมทีต้องเป็นคำนับพ่อแม่แต่เออร์หลิงเซียนเปลี่ยนคำเพราะคนทั้งสองที่มาทำหน้าที่นี้ไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริงของพวกเขาทั้งสอง อีกทั้งจอมมารมิใช่ผู้ที่กำเนิดมาจากความรักของคนสองคนแต่หากเขาเกิดมาจากกำหนดชะตาฟ้า จากเถ้าธุลี ใช้คำนี้จึงเหมาะสมที่สุด
จอมมารและเซียนสาวเดินไปหยุดอยู่ทางเฉินฮุยและหลงลี่
'เจ้าบ่าวเจ้าสาวคุกเข่า!! ' ทั้งสองคุกเข่าลงตรงหน้าเฉินฮุยและหลงลี่
'สองคำนับผู้ใหญ่!! ' สิ้นเสียงเออร์หลิงเซียนทั้งสองก็ก้มลงคำนับหลงลี่และเฉินฮุย
'ข้าอธิษฐานให้เจ้าทั้งสองรักและดูแลกันจนตราบสิ้นอสงไขย' เฉินฮุยกล่าวอวยพร
'ข้าอธิษฐานให้เจ้าทั้งสองครองรักมีบุตรเต็มบ้านมีหลานให้ข้าเลี้ยง' หลงลี่กล่าวอวยพร
'เจ้าบ่าวเจ้าสาวหันหน้าเข้าหากัน!! ' ทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน หวังเยี่ยนมองไปยังผ้าคลุมสีแดงในที่สุดวันนี้เขาก็จะได้เปิดผ้าคลุมเชยชมใบหน้าที่แท้จริงของเฟิงจางจิ้ง
'สามคำนับซึ่งกันและกัน!! ' ทั้งสองก้มโค้งคำนับกันและกัน.. ต่อไปเป็นธรรมเนียมทางฝั่งมารที่ต้องแลกกลอนคำปฏิญาณ เดิมทีเขาแต่งกลอนมาก่อนแต่กลอนนั้นออกจะทุกข์ระทมเกินไปสักหน่อยเขาจึงเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดให้เป็นกลอนรักหวานซึ้ง กลอนให้สัจจะ สำหรับหวังเยี่ยนจะไม่มีคำว่าวังหลังให้เซียนหญิงต้องกังวล
'เจ้าบ่าวเอ่ยกลอน!! ' จอมมารหนุ่มจ้องไปยังหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับตน มองนางด้วยสายตาหวานซึ้งเกินจะบรรยาย
'วันเวลาล้วนเปลี่ยนแปรผันสรรพสิ่ง เพียงละทิ้งอธรรมเพื่อจอมนาง
ร่ำสุราเมามายจนรุ่งสาง รอคอยวันวิวาห์ร่วมเคียงหมอน
หินสามชาติลิขิตให้พบพาน กล่าวขับขานลำนำแห่งบทกลอน
อสงไขยยาวนานขอวิงวอน ตราบชีวิตจะมีเพียงหนึ่งจอมใจ' จอมมารหนุ่มกล่าวบทกลอนทำเอาจื่อจิงรู้สึกซาบซึ้งไปด้วย
'เจ้าสาวเอ่ยกลอน!! ' เดิมทีเซียนสตรีเซียนสาวไม่ทราบว่าตนเองต้องกล่าวกลอนด้วยแต่ตอนที่จอมมารหลับไปจื่อจิงก็แอบมากระซิบก่อนแล้วกลัวว่านางจะไม่รู้ธรรมเนียมแล้วก็ใช่อย่างที่จื่อจิงคิด นางไม่ทราบจริงๆ จนกระทั่งตอนนี้จึงมีกลอนเตรียมมากล่าวกับจอมมารหนุ่มแล้ว..
'สตรีเซียนเพียรคำนึงคุณธรรม วนเวียนกรรมมิบรรจบวาสนา
บุปผาซึ้งลิขิตโชคชะตา พบเจอมารผู้เป็นพระสวามี
ผิดหรือถูกล้วนเป็นวาสนา วอนโลกาเคียงคู่สิ้นธุลี
จวบสิ้นอสงไขยสิ้นธรณี จักสลักลิขิตรักไม่แยกจาก' นางเอ่ยกลอนของนางด้วยความรู้สึกจากใจจริง สำหรับนางการเลือกคู่นั้นเลือกได้เพียงครั้งเดียว..
'เจ้าบ่าวเจ้าสาวแลกของแทนใจ!! ' สิ้นของเออร์หลิงเซียน หยกแห่งชีวิตอันประกอบด้วยเสี้ยวหัวใจของจอมมารถูกมอบให้แก่เฟิงจางจิ้งและดอกไม้แห่งชีวิตอันเป็นหัวใจของเฟิงจางจิ้งเองก็ถูกมอบให้แก่จอมมารเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน ทั้งสองนำของสองสิ่งเก็บไว้ในตำแหน่งดวงใจของตนเอง
'เจ้าบ่าวเจ้าสาวยกน้ำชาให้ผู้ใหญ่' เฟิงจางจิ้งและหวังเยี่ยนเทน้ำชาลงบนถ้วยชาลายครามพลางยกไปให้หลงลี่และเฉิยฮุย หลงลี่และเฉินฮุยรับน้ำชายกขึ้นดื่มเป็นการยอมรับเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าสู่ตระกูล หวังเยี่ยนเปรียบเสมือนจอมมารที่มีเงาเทพเซียนอยู่เลือนราง เฟิงจางจิ้งเองก็เปรียบเสมือนเทพเซียนที่มีเงามืดปกคลุมอยู่เลือนราง
'เจ้าบ่าวเจ้าสาวดื่มเหล้ามงคล' ทั้งสองสลับรินเหล้าให้กันและกันและยกขึ้นดื่ม เป็นการสิ้นพิธีเหลือเพียงพิธีสุดท้ายเท่านั้น เข้าห้องหอ.. จอมมารหนุ่มรู้ว่าตอนนี้คงไม่เหมาะสมเท่าไหร่หากจะเข้าห้องหอเพราะข้างนอกยังคงวุ่นวาย เขายังคงไม่มีจิตใจที่จะทำอะไรแต่สิ่งหนึ่งที่เขาทำได้ในตอนนี้..
พลึบ
จอมมารหนุ่มกระตุกผ้าคลุมสีแดงออกเผยใบหน้างดงามที่เขาไม่เคยเห็นเต็มๆ ตาสักที ดวงตาสีดำสุกใสคล้ายไข่มุกฉายแววเปร่งประกายจ้องมองจอมมารหนุ่ม..
'จากนี้เจ้าและข้าเป็นสามีภรรยากันแล้วตามธรรมเนียม' จอมมารหนุ่มจับคางเล็กเชิดขึ้นะลางเคลื่อนเข้ามาใกล้ใช้ปลายจมูกถูไถปลายมนจมูกเล็ก กระซิบถ้อยคำน่าอายบางเบาให้ได้ยินเพียงสองคน..
'เรื่องที่ควรทำไว้ทำหลังจากกลับวัง..ของเรา'
[1] เทพจักรพรรดิผู้มีอำนาจ สูงสุด ลำดับศักดิ์สูงกว่าเทียนจวิน 1 ขั้น
[2] หนึ่งในสี่อสูรร้าย รูปร่างเหมือนพยัคฆ์และมีขนยาวแบบสุนัข หน้าตาคล้ายมนุษย์ เท้าเหมือนพยัคฆ์ เขี้ยวเหมือนหมูป่า หางยาวหนึ่งจั้งแปดฉื่อ