อาหารถูกตักใส่จานของรดิศมองแล้วถึงกับต้องเบือนหน้าหนีเมื่อชายหนุ่มไม่ได้เขี่ยไปไว้ขอบจานเหมือนกับที่เธอทำให้ เขาตักเข้าปากราวกับว่ามันอร่อยวิเศษวิโสแตกต่างกับเธอลิบลับ
ช่างน่าขำจริงๆ น่าแปลกที่อยากจะขำแต่น้ำตาเหมือนกำลังจะไหลลงมา
“ยังมีที่ว่าง ถ้าอย่างนั้นฉันขอนั่งด้วยคนก็แล้วกัน”
รดิศขบกรามแน่นเมื่อได้ยินเสียงทุ้มที่คุ้นหู และเมื่อหันไปมองก็ไม่ต่างจากที่คิดเอาไว้จริงๆ
ทำไมมันถึงมาที่นี่ได้ !
“ลืมบอกไปว่าแพงติดรถมากับครามน่ะ ตอนโรมโทรมาแพงลงมาซื้อของพอดีกับเจอครามพอดี เลยชวนมาที่นี่ด้วย”
เพราะเธอรู้ว่าลักษณารีย์อยู่กับเขายังไงล่ะ หากคีรติคิดที่จะเดินหน้าจีบแม่นี่จริงๆ เธอจะอำนวยความสะดวกให้ทุกทาง
รดิศจะได้ทิ้งแม่หน้าหวานไปสักที ยิ่งคบกันนานเธอยิ่งหวั่นใจ ยังไงมันก็ไม่ปลอดภัยต่อเธอ
“ฉันก็นึกว่า ‘บังเอิญ’ เสียอีก” รดิศจิกกัดเล็กน้อยแต่คีรติไม่สนใจ ชายหนุ่มยักไหล่ไม่แคร์ก่อนจะส่งยิ้มให้ลักษณารีย์ เพียงแค่เห็นแววตาของคนที่เขาเทหัวใจให้ไปก็รู้ได้ว่าหญิงสาวกำลังรู้สึกอย่างไร
“ขอพี่นั่งด้วยคนนะพิ้งค์”
ร่างบางเขยิบไปด้านซ้ายเพื่อให้คีรตินั่ง ตรงข้ามกับเธอเป็นรดิศที่กำลังจ้องมองไม่วางตา เขาคงไม่รู้สึกรู้สาอะไรหรอก อย่าบอกว่าหึงหวงในเมื่อตัวเองกำลังทำตัวไม่ต่างจากการปั่นหัวคนอื่น
“ฉันคงต้องบอกเรื่องสำคัญ เพราะต่อไปแกจะมานั่งตัวติดกับผู้หญิงคนนี้อีกไม่ได้แล้ว” พะแพงที่กำลังจะตักอาหารเข้าปากถึงกับชะงักวางช้อนลงทันใด คำพูดของรดิศมันกำกวมอีกทั้งเขายังแสดงท่าทีไม่พอใจออกมา
“หมายความว่ายังไงเหรอโรม”
ทนไม่ไหวจึงต้องถามออกไปด้วยความร้อนใจ แต่ไม่แสดงสีหน้าร้อนรนอย่างที่ข้างในกำลังเป็นอยู่
รดิศเหยียดยิ้มออกมาอย่างร้ายกาจ นาทีนี้ไม่ได้สนใจพะแพงแต่กำลังจ้องหน้าคีรติอย่างเอาเป็นเอาตาย โดยที่อีกฝ่ายมีสีหน้านิ่งๆ ไม่หวั่นวิตกอะไรเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าถึงอย่างไรก็ไม่อาจครอบครองหัวใจคนตัวเล็กที่นั่งข้างๆ ได้
เขายอม...หากลักษณารีย์จะมีความสุข แค่เธอมีแต่รอยยิ้มไปทุกวันนั่นคือสิ่งที่คนแอบรักอย่างเขาปรารถนา
“ฉันกับพิ้งค์จะหมั้นกัน และแต่งงานทันทีที่พิ้งค์เรียนจบ”
ถึงรดิศจะพูดออกมาก็เถอะ แต่เธอแทบไม่เห็นความยินดีในแววตาของเขาสักนิด
“โรมว่าอะไรนะ !” พะแพงหน้าซีดเผือด เขาทำแบบนี้ได้อย่างไรกัน
แล้วเธอล่ะ !
“ยินดีด้วยแล้วกัน พี่ยินดีนะครับพิ้งค์” หันบอกเธอ ดวงตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแต่ก็แค่แวบเดียวมันก็แปรเปลี่ยนเป็นสดใส คีรติกำลังฝืนความรู้สึกของตัวเอง...
ลักษณารีย์มองออกว่ารดิศแค่จะข่มคีรติเท่านั้นแตกต่างจากคนที่นั่งข้างๆ เขาตอนนี้ ที่กำลังจ้องมองเธอตาแทบถลน
พะแพง...ผู้หญิงคนนั้นไม่อาจทนเก็บความรู้สึกข้างในได้แล้วสินะ เธอเองก็ปันใจให้กับรดิศเช่นกัน
“ขอบคุณค่ะพี่คราม”
“แบบนี้อีกไม่นานแกก็คงทำตัวติดกับแพงไม่ได้แล้วสิ ในเมื่อกำลังจะเป็นหัวหน้าครอบครัว”
คราวนี้คีรติพูดน้ำเสียงนิ่มๆ แต่ทำให้พะแพงแทบจะลุกขึ้นกระทืบเท้าได้ ไม่คิดว่าคีรติจะมาแว้งกัดเธอแบบนี้ทั้งที่เธอเองก็เป็นเพื่อนคนหนึ่ง
“ทำไมครามพูดกับแพงแบบนี้ล่ะ” โง่เง่าเธอจะช่วยสานความสัมพันธ์แท้ๆ แต่ดันมาทำเสียเรื่อง
“มันคงไม่เหมาะหาก ‘เพื่อน’ ของเราแต่งงานมีครอบครัวไป แล้วแพงยังจะมีนั่งเกาะติดไอ้โรมเหมือนเมื่อก่อน ความจริงที่นั่งตอนนี้ก็ควรจะสลับกันนะ”
“ใช่...แต่ตอนนี้ยังไม่ได้แต่ง เพราะฉะนั้นแพงก็ยังนั่งข้างๆ และทำตัวเหมือนเดิมกับฉันได้”
พะแพงยิ้มพอใจกับคำตอบของรดิศ ยิ่งสะใจเมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของมารหัวใจที่ตอนนี้กลายเป็นศัตรูเต็มตัวของเธอ ต้องเป็นแม่นี่แน่ๆ คนที่ยายระรินบอก นี่คงจะใช้ความสนิทสนมกับน้องสาวเข้าทางพ่อทางแม่สินะ ประจบสอพลอจนท่านหลังรักเลยคิดจะจับคู่ให้รดิศแต่งงานด้วย
“ถ้าอย่างนั้นวันนี้ฉันขอเป็นคนไปส่งพิ้งค์เองแล้วกัน ในเมื่อมันยังไม่ถึงวันแต่งงาน อีกอย่างดูเหมือนแกไม่อยากไปส่งว่าที่คู่หมั้นสักเท่าไหร่ ฉันขอทำหน้าที่นี้แทน ไปครับพิ้งค์...พี่จะเป็นสารถีให้เองด้วยความเต็มใจ”
รดิศพูดไม่ออกเมื่อโดนเพื่อนตัวเองย้อนกลับมาเช่นนี้ ได้แต่สั่งคนตัวเล็กให้นั่งเฉยๆ หรือตอบปฏิเสธไปทางสายตา แต่เหมือนลักษณารีย์ไม่เห็นหรือคิดจะลองดีกับเขากันแน่ ถึงได้คว้ากระเป๋าขึ้นมาสะพาย ก่อนจะรับคำของคีรติพร้อมลุกขึ้นเดินออกไปไม่มีแม้แต่คำล่ำลา
“ที่มันพูดมาเรื่องจริงใช่ไหม”
ลักษณารีย์ละสายตาจากวิวข้างทางมองหน้าชายหนุ่มผู้อ่อนโยน ปากเรียวบางเม้มเข้าหากันอย่างชั่งใจพูดไปก็ทำร้ายคีรติแต่ถ้าโกหกก็ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่
“จริงค่ะ” ไม่มีถ้อยคำที่ตัดพ้อมีแต่รอยยิ้มแห่งความยินดีที่คีรติมอบให้กับเธอ
“พิ้งค์ไม่ใช่ผู้หญิงที่ดีค่ะพี่คราม เห็นแก่ตัวเลยอยากครอบครองพี่โรม อยากผูกมัดเขาไว้กับพิ้งค์คนเดียว เขาโกรธมากที่ทำอย่างนั้น” เธอไม่ได้เห็นคีรติเป็นที่ระบายแต่เพราะไม่สามารถทนเก็บความเสียใจที่เพิ่งพบเจอได้
“คนเราทุกคนมีความเห็นแก่ตัวทั้งนั้นนะพิ้งค์ ไม่มีใครเป็นคนดีเต็มร้อยหรอก แม้แต่พี่เองก็ตาม” หากวันไหนลักษณารีย์ตัดสินใจเดินออกจากชีวิตของรดิศ ถึงเวลานั้นเขาจะกลายเป็นผู้ชายที่เห็นแก่ตัวมากๆ คนหนึ่ง
“พิ้งค์วู่วามกลัวพี่โรมไปมีคนอื่น เลยตัดสินใจบอกคุณแม่ ทั้งที่พี่โรมบอกเอาไว้ว่าจะบอกกับทุกคนหลังจากที่พิ้งค์เรียนจบ แต่เขาหายไปพิ้งค์เลยกลัว...” น้ำเสียงของเธอช่างเศร้าสร้อยจนคีรติอยากจะจอดรถแล้วปลอบคนตัวเล็ก แต่นี่มันเย็นแล้วเขาต้องการพาเธอไปส่งที่บ้านก่อนที่ฟ้าจะมืดลง
“พี่จะอยู่ข้างๆ พิ้งค์เอง มีอะไรต้องบอกพี่นะ” ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ เธอก็ไม่กล้าบอกเรื่องทั้งหมดหรอก
‘พี่ไม่เคยต้องการมันด้วยซ้ำจำเอาไว้ แต่ในเมื่อพิ้งค์อยากจะให้พี่นักละก็...พี่จะรับมันไว้ แต่รู้เอาไว้ด้วยว่าพิ้งค์จะไม่ได้รับไอ้ความรักโง่ๆ จากพี่เด็ดขาด’
ประโยคนี้ยังบาดลึกเข้ากลางใจจนปวดหนึบ ความรักที่ไร้ค่าหรือมันเป็นเพราะความรักของเธอกันแน่ที่เขาไม่ต้องการ หากเป็นหัวใจของผู้หญิงคนนั้นรดิศคงไม่ปฏิเสธใช่ไหม ?
คีรติจอดรถเทียบหน้าบ้านของหญิงสาว นี่เป็นครั้งแรกที่เขามีโอกาสได้มาส่งเธอถึงหน้าบ้าน
โดยปกติแล้วลักษณารีย์จะขอร้องให้จอดเว้นระยะสักหน่อยซึ่งก็เข้าใจ แต่ว่าตอนนี้คงไม่เป็นอะไรเพราะวันปีใหม่ได้แนะนำตัวกับพ่อเลี้ยงวสุเรียบร้อย อีกทั้งท่านก็ไม่ได้ว่าอะไรแถมยังเอ่ยปากบอกให้ช่วยเป็นหูเป็นตาดูแลน้อง
สิ่งที่ท่านขอให้ช่วยนั้น เขาปรารถนาที่จะทำมันสุดหัวใจ เว้นเสียแต่เจ้าตัวไม่ได้ต้องการเขาคนนี้
“คุณตากลับมาแล้ว พี่ครามจะเข้าบ้านก่อนไหมคะ” อย่างน้อยก็ขอให้เธอได้ตอบแทนเขา มื้อเย็นสักนิดก็ยังดีเพราะที่ร้านอาหารทั้งเธอและคีรติแทบไม่ได้แตะอะไรเลย
ภาพบาดตาบาดใจรวมถึงคำพูดที่ไม่แยแสขนาดนั้น ใครจะทำใจกินอาหารตรงหน้าได้ลง