“ลงไปซะ ถ้าปากเก่งนักก็หาทางกลับจวนเอง”
ลู่ซือเอ๋อร์นั่งนิ่งไปชั่วขณะถึงแม้นางจะคิดเอาไว้บ้างแล้วว่าหลิงอี้ซวนต้องหาทางกลั่นแกล้งนางเป็นแน่ แต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะกล้าไล่นางลงข้างทางที่เปลี่ยวไร้ผู้คนสัญจรไปมาเช่นนี้ และที่สำคัญฝนกำลังจะตก
…เขาช่างใจร้ายกับนางไม่เคยเปลี่ยน
หญิงสาวมองบุรุษที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาว่างเปล่าและไม่รอให้เขาไล่เป็นครั้งที่สอง ลู่ซือเอ๋อร์ค่อยๆ ลุกและก้าวเท้าลงจากรถม้าตามที่อ๋องหนุ่มบอก เมื่อหลิงอี้ซวนเห็นว่าเท้าของหญิงสาวแตะลงพื้นก็เอ่ยสั่งให้ทหารเคลื่อนรถม้าออกไปทันที
“ไปได้”
“แล้วแม่นางลู่ละ…” ทหารที่บังคับรถม้ากำลังจะเอ่ยถามแต่ก็ถูกผู้เป็นนายเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน
“ทิ้งนางไว้ที่นี่”
“เอ่อ..จะดีหรือพะย่ะค่ะจากที่นี่ไปจวนอ๋องก็ไกลเกือบยี่สิบลี้กระหม่อมว่…”
“ถ้านางไร้ความสามารถหาทางกลับจวนเองไม่ได้ก็ปล่อยให้นางตายอยู่ที่นี่”
“แต่ตอนนี้ฝนกำลังจะตกนะพะย่ะค่ะ กระหม่อมเกรงว่า…”
“ถ้านางโง่เง่าปล่อยให้ตัวเองเปียกฝนก็เรื่องของนาง”
“ตะ…แต่…”
“ถ้าเจ้ายังไม่บังคับรถม้าออกไปอีกข้าจะตัดแขนเจ้า!” หลิงอี้ซวนเอ่ยขึ้นด้วยความโมโหที่ทหารรับใช้ไม่ยอมทำตามที่เขาสั่ง จะมัวห่วงอะไรกับสตรีไร้ยางอายมักใหญ่ใฝ่สูงเช่นนี้กัน คนเช่นนางเจอแบบนี้ก็สมควรแล้ว
“เอ่อ…พะย่ะค่ะ”
เมื่อทหารข้ารับใช้โดนผู้เป็นนายเอ่ยขู่ก็รีบบังคับรถม้าให้เคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็วตามคำสั่ง โดยผู้ที่นั่งอยู่ภายในเก๋งไม่มีท่าทีเป็นห่วงสตรีที่ยืนอยู่ข้างนอกเลยแม้แต่น้อย ลู่ซือเอ๋อร์มองตามหลังรถม้าออกไปด้วยความสิ้นหวังก่อนที่นางจะเดินตามเส้นทางที่ไร้ผู้คนเพียงลำพัง
เส้นทางนี้อย่าว่าแต่ไม่มีผู้คนสัญจรไปมาเลยแม้แต่ลูกสุนัขสักตัวนางก็ไม่เห็นแม้แต่เงา เมื่อเป็นเช่นนี้คงยากที่นางจะมีโอกาสขออาศัยติดรถม้าไปจวนอ๋อง ตอนนี้ก็คงต้องพึ่งสองขาตัวเองไปก่อนดีกว่าต้องยืนรอขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เพราะไม่รู้คนอื่นที่ว่าจะมีใครผ่านมาแถวนี้บ้างหรือไม่
ลู่ซือเอ๋อร์เดินตามเส้นทางไปเรื่อยๆ กับบรรยากาศที่มืดฟ้ามัวฝน และกำลังคิดอยู่ในใจว่าถ้าฝนตกลงมาตอนนี้นางอาจต้องลำบาก แต่ก็ภาวนาอย่าให้ฝนตกหนักก็พอ แต่ดูเหมือนว่าท้องฟ้าจะไม่เป็นใจเพราะนางยังเดินไม่ถึงหนึ่งลี้ฝนก็ตกลงมาอย่างห่าใหญ่ ลู่ซือเอ๋อร์จึงรีบวิ่งหาที่หลบฝนแต่ก็ไม่มีแม้แต่ศาลาหรือกระท่อมให้นางได้พึ่งพิง หญิงสาวจึงทำได้แค่หลบฝนใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ช่วยกำบังฝนให้นางเหมือนศาลาหรือกระท่อมก็ตาม
“เมื่อไรฝนจะหยุดตกเสียทีนะ” รำพึงรำพันกับตัวเองก่อนจะใช้สองแขนกอดตัวเองไว้ด้วยความเหน็บหนาว ตอนนี้เนื้อตัวของนางเปียกโชกไปด้วยน้ำ และถ้าฝนยังตกหนักต่อไปอยู่แบบนี้เห็นทีว่านางอาจจะไม่สบาย
ทางด้านของหลิงอี้ซวนที่เดินทางมาได้ระยะหนึ่งพอเห็นว่าฝนเริ่มจะตกก็เข้าหลบฝนที่ศาลาริมทาง เขาจะรอให้ฝนหยุดก่อนแล้วค่อยออกเดินทางต่อให้ถึงจวน ส่วนสตรีนางนั้นจะเป็นอย่างไรก็เรื่องของนาง
ตอนนี้หญิงสาวร่างบอบบางที่ยืนเปียกฝนอยู่ใต้ต้นไม้เริ่มสั่นเทาเพราะพิษบาดแผล สองขาเรียวที่เคยยืนอย่างมั่นคงก็ค่อยๆ ทรุดลงกับพื้นเพราะความอ่อนล้า สองแขนที่กอดตัวเองไว้ก็เริ่มกระชับแน่นเพื่อหาความอบอุ่นให้กับตัวเอง ถึงแม้ตอนนี้มันจะหาสิ่งนั้นไม่ได้เลยจากร่างกายของนางก็ตาม
พอเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูปสายฝนเริ่มซาท้องฟ้าเริ่มสว่าง หญิงสาวที่ตอนนี้อยู่ในสภาพไม่ต่างจากลูกนกตกน้ำก็ค่อยๆ พยุงตัวเองให้ลุกขึ้นเพื่อรีบเดินเท้ากลับจวน เพราะถ้านางชักช้าอาจจะมืดค่ำไม่ทันกาล และถ้าตะวันตกดินเมื่อไรอาจทำให้การเดินทางกลับจวนของนางจะยิ่งลำบากมากขึ้น แต่ตอนนี้ร่างกายของนางเริ่มไม่สู้เสียแล้ว หญิงสาวตัวร้อนมีไข้สูงจึงไม่สามารถพยุงตัวให้ลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคงได้ สงสัยวันนี้นางคงต้องตายอยู่ที่นี่แล้วกระมัง
“ซ่งอี” เอ่ยเรียกชื่อสาวใช้คนสนิทด้วยเสียงที่อ่อนแรงก่อนที่นางจะค่อยๆ หมดสติไป
ทางด้านของอ๋องหนุ่มหลังจากฝนหยุดตกก็รีบนั่งรถม้ากลับจวนทันที เขาใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็เดินทางถึงจวนในเวลาต้นยามเซิน (15.00-16.59น.)
เมื่อซ่งอีเห็นว่าอ๋องสี่เดินทางมาถึงจวนนานแล้วแต่ไม่เห็นลู่ซือเอ๋อร์ก็เกิดอาการกระวนกระวายใจ หญิงสาวจึงไปยืนรอส่องทางผู้เป็นนายที่หน้าจวนด้วยอาการร้อนรน แต่นางยืนรออยู่หลายเค่อก็ยังไม่เห็นลู่ซือเอ๋อร์กลับมาเสียทีก็อดเป็นห่วงไม่ได้ สงสัยนางต้องไปถามผู้ที่เกี่ยวข้องให้รู้เรื่องเสียแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณหนูของนางกันแน่ คิดได้ดังนั้นจึงตัดสินใจเดินไปถามทหารที่บังคับรถม้าให้อ๋องสี่เผื่อว่าทหารผู้นั้นจะรู้อะไรบ้าง พอซ่งอีเจอทหารคนดังกล่าวก็รีบเอ่ยถามขึ้นทันทีอย่างต้องการคำตอบ
“ข้าขอถามท่านหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ ทำไมป่านนี้คุณหนูของข้าถึงยังไม่กลับมาอีก”
“เอ่อ…คือ…” ทหารชั้นผู้น้อยเอ่ยอ้ำอึ้งไม่กล้าบอก
“ว่าอย่างไรเจ้าคะ หรือเกิดอะไรขึ้นกับคุณหนูของข้ากันแน่ได้โปรดบอกข้ามาเถอะเจ้าค่ะ”
เมื่อทหารชั้นผู้น้อยโดนซ่งอีรบเร้าก็จำต้องบอกความจริงออกไป
“เอ่อ…คือ…แม่นางลู่…”
หลังทราบข่าวว่าคุณหนูของนางถูกอ๋องสี่ทิ้งไว้ข้างทางซ่งอีก็รีบหาทางออกไปช่วย หญิงสาวกำลังจะออกไปจ้างรถม้าเพื่อไปตามหาลู่ซือเอ๋อร์แต่เสิ่นหยางมาเจอเข้าพอดีจึงเอ่ยห้ามนางไว้
“เดี๋ยว! นั่นเจ้าจะไปที่ใด?”
“องครักษ์เสิ่นข้าจะออกไปตามหาคุณหนูเจ้าค่ะ ท่านอ๋องของท่านทิ้งคุณหนูของข้าไว้ข้างทางเช่นนั้นป่านนี้นางจะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้”
“แล้วเจ้ารู้หรือว่าจะไปตามนางที่ใด?”
“ข้าไม่รู้เจ้าค่ะ แต่ถึงอย่างไรข้าจะต้องตามหานางให้พบ”
“เจ้าจะไปได้อย่างไรนี่มันใกล้จะมืดค่ำแล้วไม่กลัวอันตรายเลยหรือ? อย่าลืมว่าเจ้าเป็นสตรีหาใช่บุรุษไม่” องครักษ์หนุ่มเอ่ยถามออกไปด้วยความเป็นห่วง และไม่เข้าใจสตรีตัวเล็กๆ เช่นนางเลยจริงๆ ว่าทำไมถึงได้ใจกล้าออกจากจวนในเวลาเช่นนี้ ช่างห่วงแต่คนอื่นไม่ห่วงตัวเองบ้างหรืออย่างไร
“ถ้าเช่นนั้นท่านก็ออกไปตามคุณหนูให้ข้าสิเจ้าคะ” ซ่งอีเอ่ยเชิงขอร้องพร้อมรอคำตอบอย่างมีความหวัง ในเมื่อเขาไม่ให้นางออกจากจวนชายหนุ่มก็ควรออกไปตามหาคุณหนูให้นางสิถึงจะถูก องครักษ์หนุ่มได้ยินดังนั้นก็เอ่ยออกมาด้วยความลำบากใจ เขาจะทำเช่นที่นางบอกได้อย่างไร ถ้าทำเช่นนั้นมีหวังหัวได้หลุดจากบ่าก่อนได้แต่งงานเป็นแน่
“ข้าคงทำเช่นนั้นไม่ได้” พูดออกไปด้วยเสียงอันแผ่วเบา
“ถ้าเช่นนั้นท่านก็อย่าห้ามข้าเลยเจ้าค่ะ” พูดและกำลังจะเดินจากไปแต่เสิ่นหยางก็ได้เอ่ยห้ามและรั้งแขนนางไว้อีกครั้ง
หมับ!
“ซ่งอี”
ซ่งอีหันกลับมามองตามเสียงเรียกอีกครั้งด้วยความสงสัยว่าองครักษ์เสิ่นจะเรียกและรั้งนางไว้ทำไมอีก แต่ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะเอ่ยถามองครักษ์หนุ่มก็เอ่ยบอกนางให้รู้เสียก่อน
“เจ้ากลับไปรอคุณหนูของเจ้าที่เรือน ข้าจะให้คนไปตามหาแม่นางลู่กลับมาเอง”
“จริงหรือเจ้าคะ” ซ่งอีเอ่ยออกไปด้วยความดีใจที่องครักษ์เสิ่นจะให้คนไปตามหาคุณหนูของนาง เสิ่นหยางพยักหน้าก่อนสาวรับใช้จะเอ่ยขอบคุณและเดินกลับเรือนไป
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”