บทที่ ๒๘
เริ่มปราบกบฏ
เวลาที่พวกกบฏจะลงมือมาถึงแล้ว ฉีหยางหลิวมีความรู้สึกที่บอกไม่ถูกอยู่บ้างในใจ การที่ส่งตนเองมาที่โลกเดียวกับน้องชายมันก็ดีอยู่หรอก แต่เพิ่งจะมาถึงไม่ทันครบสัปดาห์ก็ต้องมาสวมบทบาทฮ่องเต้คอยบัญชาการปราบกบฏเสียแล้ว ท่าทางเจ้าเทวดาสองคนนั้นน่าจะลืมไปแล้วว่าเขาแก่ตายไม่ใช่ตายตอนยังหนุ่ม ให้โอกาสคนแก่ได้พักก่อนสักเดือนสองเดือนไม่ได้รึไง!?
“เห้อ แต่เราก็เลือกปฏิเสธข้อเสนอของมู่หลิวไปเองนี่เนอะ”
“ฝ่าบาท?”
“เปล่า ไม่มีอะไร” ฉีหยางหลิวรีบปฏิเสธหลังจากที่ถูกรองแม่ทัพประจิมทักเพราะเผลอพึมพำออกมา “สถานการณ์ตรงประตูวังเป็นอย่างไรบ้าง?”
“พวกกบฏใช้ต้นไม้ขนาดใหญ่ในการกระทุ้งประตูวังบุกเข้ามาพ่ะย่ะค่ะ คาดว่าอีกไม่เกินหนึ่งเค่อจะต้องพังได้สำเร็จแน่ ๆ ”
“เข้าใจแล้ว” ฉีหยางหลิวตอบรับแล้วมองไปยังแผนผังวังหลวงบนโต๊ะด้านหน้า บนแผนผังนั้นยังมีหมากหลายตัววางเอาไว้เพื่อดูตำแหน่งของมิตรที่มีหลายสีและของศัตรูโดยรวมที่เป็นสีดำ
ตอนนี้พระจันทร์ขึ้นแล้วแต่ท้องฟ้ากลับมืดสนิทเพราะเป็นคืนเดือนดับ ในขณะที่พวกกบฏเฮโลกันเข้ามาจนเสียงดังเอิกเกริก การตั้งรับของทางนี้ก็เป็นไปด้วยความสงบและกับดักมากมายที่ซุ่มรออยู่ ไม่รู้ว่าพวกกบฏมันใช้บุญหมดแล้วหรือว่าบุญของทางนี้มีล้นเหลือกันแน่ ที่แม้แต่วันที่พวกมันเลือกลงมือก็ยังมีท้องฟ้าและพระจันทร์อยู่ข้างเดียวกับฝั่งนี้
ฉีหยางหลิวเอื้อมมือไปแตะหมากสีดำของศัตรูที่วางอยู่บนแผนผังส่วนประตูวังแล้วเลื่อนมันผ่านช่องประตูในภาพเข้ามา จากนั้นก็ย้ายมือไปแตะที่หมากสีแดงของฝั่งตัวเองแล้วเลื่อนให้มันเข้าปะทะกับหมากดำ
“ก่อนอื่นก็พลซุ่มยิง ลักษณะเส้นทางที่ทอดยาวเข้ามาในวังเป็นทางแคบแค่รถม้าผ่านได้สามคันและยาวประมาณห้าร้อยเม- เอ่อ หนึ่งลี้ ผู้ที่อยู่สูงกว่าย่อมได้เปรียบในทางแคบ”
หลายคนที่ได้ฟังแอบสงสัยคำพูดที่ติดขัดของฮ่องเต้นิดหน่อย แต่ก็ถูกแผนการที่คนพูดออกมาดึงความสนใจไปได้มากกว่า
“เป็นการตัดกำลังศัตรูให้ได้มากที่สุดก่อนโดยไม่สูญเสียฝ่ายเราไปใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ?” ชินอ๋องหยางจีถาม
“ใช่ ในการต่อสู้ไม่สามารถวัดผลแพ้ชนะจากผู้ที่เสียหมากไปก่อนหรือหลังได้ก็จริง แต่เพราะศัตรูในตอนนี้คิดว่ากองทัพที่รักษาการณ์อยู่ที่เมืองหลวงมีแค่ทัพกลางที่แม่ทัพเว่ยบัญชาการอยู่เท่านั้น แม้จะเสียคนไปแต่แรกก็ยังถือว่าได้เปรียบเรื่องจำนวนอยู่ นี่คือสิ่งที่เจิ้นต้องการให้พวกมันคิด”
แผนการทั้งหมดมีเขาและน้องชายคิดร่วมกันแบบส่วนตัว แม้เวลาที่ใช้คิดแผนพวกนี้จะกระชั้นชิดไปบ้างแต่ศัตรูก็ไม่ได้น่ากลัวหรือว่าอ่านใจยากสักเท่าไหร่ หากเกิดมีอะไรผิดพลาดขึ้นมาก็ยังพอคิดแผนสำรองเฉพาะหน้าได้ทันอยู่ อย่างน้อยเขาก็มั่นใจว่ามันสมองของตัวเองก็ไม่ได้แย่
จากนั้นฉีหยางหลิวก็เลื่อนหมากสีเหลืองไปตรงพื้นที่ที่เป็นลานโล่งกว้างซึ่งอยู่ต่อจากทางแคบ “เมื่อเกิดการปะทะศึกแรกขึ้น เสียงที่ดังจะเป็นสัญญาณให้ทัพกลางที่พวกศัตรูรู้จักดีออกมาตั้งรับศัตรูที่เหลือในที่โล่ง
รอบ ๆ ด้านเป็นทางแยกต่อไปยังส่วนต่าง ๆ ในวังหลวง ส่วนด้านหน้าที่หันออกประตูวังคือตำหนักที่ใช้ออกว่าราชการ ตรงนี้คือจุดแรกที่ศัตรูจะบุกเข้ายึด ส่วนหนึ่งปะทะกับทัพกลาง อีกส่วนหนึ่งใช้จำนวนฝ่าทัพกลางเข้าไป เพื่อเจอกับสิ่งนี้” แล้วก็เลื่อนหมากสีเขียวไปที่ตำแหน่งของตำหนักที่ใช้ออกว่าราชการ
ชินอ๋องหยางจียกยิ้มมุมปาก “หึหึ ในที่สุดฝ่าบาทก็ลุกขึ้นมาตวัดเขี้ยวเล็บใส่พวกศัตรูเสียทีหลังจากที่ยอมทนมานาน แต่กระหม่อมไม่ยักรู้ว่าฝ่าบาทเป็นคนที่สุขุมเยือกเย็นในการทำศึกได้ถึงขนาดนี้ด้วย อีกอย่าง ฝ่าบาทเรียกกระหม่อมมาอยู่ข้างกายด้วยเช่นนี้ ทรงวางพระทัยในตัวกระหม่อมได้แล้วหรือ?” คนถามไปตามตรงโดยไม่กลัวอาญาเลยสักนิด
“ผู้ที่อ่อนแอหวาดกลัวผู้ที่แข็งแกร่งเป็นสัจธรรม ทว่าเจิ้นในวันนี้ไม่ใช่ผู้ที่อ่อนแออีกต่อไปแล้ว แม้แต่เดิมทีเราไม่ค่อยได้สนิทกันสักเท่าไหร่แต่ด้วยคำมั่นของมู่หลิวเจิ้นจะยอมเชื่อเสด็จพี่สักครั้งหนึ่ง หากวันใดที่เสด็จพี่แว้งกัดเจิ้นขึ้นมา เจิ้นก็พร้อมกระชากคอเสด็จพี่ลงมาจากสวรรค์ให้เจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเช่นกัน”
ฉีหยางหลิวพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความเย็นยะเยือกจนทหารและองครักษ์โดยรอบถึงกับขนลุก!
ฮ่องเต้ผู้นี้มีความสามารถทว่าไร้อำนาจจนมีแต่ไพร่ฟ้าเวทนา ไม่ทราบด้วยเหตุใด ตั้งแต่ที่ฟื้นขึ้นมาจากอาการบาดเจ็บปางตายเพียงไม่กี่วัน ก็ลุกขึ้นมาแผ่ขยายบารมีรอบกายจนทำให้หลาย ๆ คนรู้สึกอยากก้มหัวยอมศิโรราบด้วยใจจริงขึ้นมา!
“เข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท หากวันใดที่กระหม่อมคิดไม่ซื่อต่อฝ่าบาทและราชวงศ์ วันนั้นฝ่าบาทสามารถถือกระบี่มาตัดหัวของกระหม่อมไปโยนให้แร้งกามันแทะกินได้เลยพ่ะย่ะค่ะ” แม้คำพูดจะดูน่ากลัว แต่แววตาของชินอ๋องหยางจีกลับเต็มไปด้วยความเอ็นดูในฐานะพี่ชายและความเคารพในฐานะผู้อยู่ใต้การบังคับบัญชา
ฉีหยางหลิวไม่ตอบสิ่งใดแต่หันกลับมาสนใจหมากบนแผนผังอีกครั้ง “เอาล่ะ หมากตัวต่อไปที่จะเดินก็คือ......”
.
.
.
“พ้นทางเข้าส่วนหน้าไปหนึ่งกองแล้ว! ทัพหลังรีบตามไปสมทบโดยเร็ว!” รองแม่ทัพบูรพาตะโกนออกคำสั่งขณะใช้โล่กำบังธนูทั้งหลายที่ถูกยิงมาจากบนกำแพง
จริงอยู่ที่การเคลื่อนพลกองกำลังกบฏในครั้งนี้มันเร็วกว่าที่คิดและกะทันหันมาก แต่เพราะไม่อาจประมาทฉีอ๋องที่มีโอกาสรู้ข่าวจากสายข่าวลับ ๆ จึงคาดว่าน่าจะมีการดักซุ่มยิงด้วยธนูเกิดขึ้นที่ด้านหน้าและเตรียมโล่กำบังมาด้วย กระนั้นด้วยจำนวนที่มากเกินกว่าครึ่งหนึ่งของทัพกลางมันไม่ได้อยู่ในการคำนวณ! ตอนนี้จึงเสียคนไปมากกว่าที่คิดตั้งแต่เริ่มต้น
“จิ๊ ช่างมันแล้วกัน! ขนพลธนูกันมาเกินครึ่งแบบนี้ทัพที่เหลือที่รออยู่คงมีไม่มาก” รองแม่ทัพบูรพายิ้มเหี้ยมเกรียมแล้วตะโกนออกคำสั่งอีกครั้ง “บุกทะลวงเข้าไปเลย! ส่วนทัพของนายพลให้รอจนกว่าพลธนูจะถอยไปแล้วค่อยตามเข้ามา!”
ในไม่ช้าก็มีทัพกบฏกองแรกที่หลุดออกจากทางแคบไปได้นั่นคือกองกำลังที่นำโดยรองแม่ทัพบูรพา ตรงบริเวณลานกว้างที่มีตำหนักออกว่าราชการอยู่เบื้องหน้าคือทัพกลางอีกส่วนหนึ่งที่รอตั้งรับอยู่
“ฝ่าเข้าไปเลย!” สิ้นคำสั่งของรองแม่ทัพบูรพา ทหารทั้งหมดก็ส่งเสียงเฮแล้วใช้จำนวนที่มากกว่าเป็นเท่าตัวในการบดขยี้ทัพกลางที่รออยู่แค่ไม่ถึงพันนาย!
ทว่าทัพกลางเพียงเท่านั้นก็ล้วนเป็นยอดฝีมืออันดับต้น ๆ ของกองทัพ แม้ว่าจำนวนของพวกกบฏจะเยอะจนทำให้เหนื่อยหอบอยู่บ้าง แต่เทียบอัตราการเสียชีวิตกันแล้วพบว่าฝั่งของทัพกลางได้เปรียบอยู่มากเลยทีเดียว ในไม่ช้าทัพกลางก็ค่อยแสร้งทำเป็นต้านไม่ค่อยอยู่แล้วปล่อยให้ทัพกบฏส่วนใหญ่ฝ่าเข้าไปในตำหนักได้ตามแผนการ
“ถอยทัพ! ถอยทัพ!” นายพลฝั่งทัพกลางออกคำสั่ง จากนั้นทัพกลางทั้งหมดก็แยกย้ายกันถอยทัพไปแล้วปล่อยให้พวกกบฏเข้าไปในตำหนักได้อย่างง่ายดาย
รองแม่ทัพบูรพาเริ่มมีรอยยิ้มที่ลดน้อยลงเมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกตินี้ ตนเองจึงรั้งรออยู่ด้านนอกตำหนักแล้วส่งทหารของตนเข้าไปบุกยึดบัลลังก์ตั่งทองของฮ่องเต้เพื่อค้นหาสิ่งของที่มีความสำคัญในทางการเมืองออกมาให้หมด
ไม่คาดคิด! หลังจากที่ทัพกบฏบุกเข้าไปในตำหนักใหญ่ได้ประมาณครึ่งกองพลหรือประมาณห้าร้อยนาย แสงสีเขียวอ่อนก็เรืองแสงขึ้นมาจากพื้นตำหนักแล้วปรากฏสัญลักษณ์ของค่ายกลกับดักขึ้นมา!
อ๊า! เหล่ากบฏกลุ่มแรกที่ติดกับดักต่างส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดเนื่องจากค่ายกลได้ส่งเถาวัลย์ที่มีหนามแหลมออกมาโจมตี นอกจากนี้ยังมีค่ายกลประเภทอาวุธต่าง ๆ ที่โผล่ออกมาจากช่องว่างในพื้นที่แล้วเคลื่อนไปโจมตีพวกกบฏด้วยตัวของมันเอง
“บัดซบ! เป็นกับดักจริง ๆ ด้วย” รองแม่ทัพบูรพาหัวเสียเล็กน้อยที่คิดถึงเรื่องนี้ช้าไป ทว่าต่อมากลับแสยะยิ้มร้าย “หึ ช่างมันเถอะ อย่างไรทัพกลางก็จัดการได้สบาย ๆ อยู่แล้ว ที่เหลือก็แค่บุกทะลวงไปจนถึงตำหนักฝั่งตะวันออกที่ฮ่องเต้ขี้ขลาดนั่นมันนอนป่วยใกล้ตายอยู่! แยกตีขนาบไปทางตะวันออกและตะวันตก! ระวังการซุ่มโจมตีจากพวกหน่วยองครักษ์ลับด้วย!”
“ขอรับ!!” พวกทหารกบฏรับคำสั่งแล้วแยกออกจากกันเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งไปฝั่งตะวันออกที่เป็นตำหนักของฮ่องเต้ซึ่งเข้าใจว่านอนเป็นผักอยู่ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งไปทางตะวันตกเพื่อปิดล้อมตำหนักของฝ่ายใน
โดยไม่รู้เลยว่าฮ่องเต้ที่อยากจะเข้าไปตัดหัวนั้น แท้จริงแล้วกำลังนั่งบัญชาการทัพจากทางไกลอยู่ที่ตำหนักชั้นที่สาม ซึ่งอยู่ตรงกลางถัดจากตำหนักออกว่าราชการเข้าไปอีกสองชั้นต่างหาก!
.
.
.
“หึ พวกโง่เง่า” ฉีหยางหลิวกล่าวพลางยกขาขึ้นมานั่งไขว่ห้างแล้วเอียงศีรษะยันไว้ที่มือ ท่าทางดูราวกับจักรพรรดิมากเล่ห์จนเป็นที่น่าตกใจต่อทุกคนไปอีกรอบหนึ่ง ฮ่องเต้ทรงเปลี่ยนไปมากจริง ๆ ! นี่คือความคิดของทุกคน
บริเวณหน้าทางเข้าตำหนักเฉียงไปตรงมุมขวา มีลูกแก้วขนาดใหญ่กำลังฉายภาพเหตุการณ์จากสถานที่จริงที่เกิดขึ้นอันเป็นที่มาของคำชม? ของฉีหยางหลิวลอยอยู่ ก่อนหน้านี้เขาได้เปรยไว้นิดหน่อยว่าแค่สื่อสารจากระยะไกลด้วยวิชาปราณได้มันไม่เพียงพอ คงจะดีถ้าหากว่าสามารถดูภาพเหตุการณ์ในปัจจุบันได้
รองแม่ทัพประจิมก็เลยลองเอาวิชาสำหรับบันทึกภาพเหตุการณ์มาดัดแปลงดูแบบสด ๆ ร้อน ๆ ให้ ก็เลยได้โทรทัศน์ที่กำลังถ่ายทอดสดมาให้ฉีหยางหลิวตามที่ต้องการภายในเวลาแค่เค่อเดียวเท่านั้น จะว่ามันดูน่าตลกหรือว่าน่ากลัวดีเล่า? กับความฉลาดของสายเลือดตระกูลเว่ย ทว่าก็แลกมาด้วยพลังปราณจำนวนมากที่ถูกผลาญ
ฉีหยางหลิวมองหมากสองตัวที่เลื่อนไปก่อนหน้านี้ ตัวแรกคือหมากสีน้ำเงินที่ตอนนี้วางอยู่ตรงตำหนักเรือนนอนของตน คือตัวหมากที่หมายถึง ทัพอุดร และ ทัพประจิม ที่นำทัพโดยแม่ทัพเว่ย
ส่วนหมากสีขาวที่หมายถึง กองกำลังผู้ช่วยจากจ้าวยุทธภพ ก็ถูกวางไว้ที่ประตูย่อยฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นประตูทางเข้าไปยังตำหนักในของเหล่าสนม โดยพื้นที่ตำหนักในทั้งหมดจะทอดตัวในแนวยาวไปจนถึงกำแพงหลังวังเลยทีเดียว
แน่นอนว่าทั้งข้าหลวง ไทฮองไทเฮา และพระสนมทั้งหมดก็ถูกพาอยู่ในที่ปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว โดยที่ซูเจาหรงก็ได้ถูกองครักษ์จับตามองเป็นพิเศษไม่ให้แอบหนีออกไปไหนได้
แม้ว่าในนิยายตระกูลหนิงจะลื่นไหลเป็นตัวปลาจนรอดไปได้ถึงตอนจบแล้วทิ้งให้ตระกูลจี้จบเห่ไปตั้งแต่กลางเรื่องอยู่ฝ่ายเดียว แต่ในตอนนี้มันคือชีวิตของฉีหยางหลิวและฉีมู่หลิว! ด้วยหลักฐานที่กอบกู้มาได้ก่อนจะถูกเผาไปและพยานบุคคลที่ตามตัวมาได้ก่อนเวลาในเนื้อเรื่องตั้งหลายปี พวกเขาทั้งสองคนสามารถลากคอพวกมันไปลงนรกพร้อม ๆ กันได้อย่างแน่นอน!
ในอดีตเมื่อหกปีก่อน ตระกูลจี้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการติดต่อศัตรูจากแคว้นลั่วอานว่าถ้าหากองค์รัชทายาทฉีจ้านหลิวถูกเลือกให้ไปรบล่ะก็ ให้สังหารองค์รัชทายาทให้ตายในสงครามด้วยยาพิษอาบคมดาบไปเลย
ซูเจาหรงที่ไปรู้เรื่องนี้เข้าโดยบังเอิญจึงออกปากกับบิดาให้เสนอชื่อองค์รัชทายาทฉีจ้านหลิวให้ไปรบ เพราะหวังจะให้ตายแล้วคู่หมั้นของตนในตอนนั้นคือชินอ๋องหยางจีจะได้ขึ้นเป็นองค์รัชทายาทแทน
ส่วนสาเหตุที่ไม่ได้บอกกล่าวกับตระกูลจี้เพื่อร่วมมือกัน ก็เพราะกลัวว่าหากตระกูลจี้ล้มแล้วตนเองจะซวยไปด้วย เพราะงั้นซูเจาหรงถึงได้เป็นคนสุดท้ายที่อยู่รอดไปจนถึงตอนจบ
น่าเสียดาย ในวันนี้สองพี่น้องไม่คิดปล่อยหมาตัวไหนไปให้มันกลับมาแว้งกัดได้อีก! ชีวิตใหม่ที่ได้มาก็ต้องใช้ให้มันคุ้มค่า ใครหน้าไหนที่มันกล้ามาทำร้ายครอบครัวและแว่นแคว้นที่พวกเขาต้องดูแลต่อจากนี้ไป มันต้องไม่ตายดี!!
“ถ่ายทอดคำสั่งของเจิ้นออกไปว่าทุกอย่างจะต้องจบก่อนตะวันจะขึ้น! การสอบสวนจบลงเมื่อไหร่ เตรียมส่งนักโทษกบฏทั้งหมดขึ้นแท่นประหารกลางเมืองตอนรุ่งสางได้เลย!!”
“พ่ะย่ะค่ะ!!”
.
.
.
“เจ้าทรยศข้าอย่างนั้นรึ!? นายพลอี้!!” รองแม่ทัพบูรพากล่าวขึ้นด้วยความโทสะ เมื่อพบว่าทัพของตนมาติดกับในทางแคบแบบนี้!
ด้านหน้าคือทัพประจิมและทัพอุดรที่มาเมืองหลวงตั้งแต่เมื่อไหร่และมาได้อย่างไรก็ไม่รู้! ส่วนด้านหลังก็คือ ทัพทักษิณ ที่นำโดย นายพลอี้ไป๋ ซึ่งยึดอำนาจในทัพทักษิณทั้งหมดมาจากชินอ๋องหยางจีอย่างลับ ๆ เพื่อเข้าร่วมฝั่งกบฏ ไฉนกลายเป็นถูกล้อมกรอบเพราะทัพทักษิณสร้างค่ายกลกักขังไม่ให้ทหารของเขาหนีออกไปได้!?
‘นายพลอี้ไป๋’ ผู้ถูกเอ่ยถามก้าวออกมายืนประจันหน้ากับรองแม่ทัพบูรพา โดยมีค่ายกลกักขังขวางกั้นกันและกันเอาไว้
“ทรยศงั้นหรือ? ข้าแค่นำทหารของชินอ๋องที่ดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพทักษิณมาที่นี่แล้วบอกกับเจ้าว่าทหารพวกนี้อยู่ในความควบคุมของข้าแล้ว จากนั้นก็บอกว่าจะคอยตามหลังทัพของเจ้าให้เอง ข้าก็พูดไปตามจริงเพราะชินอ๋องทรงบอกให้ข้านำทหารมาใช้ได้ตามใจชอบเลย ข้าเคยบอกหรือว่าตัวข้าผู้นี้เป็นกบฏ!?”
รอยยิ้มร้ายกาจของนายพลอี้ไป๋ทำเอารองแม่ทัพบูรพาแทบกระอักเลือด! เสียรู้พวกมันเข้าจนได้ ศึกครั้งนี้ตนแพ้มาตั้งแต่เริ่มเพราะพาทหารพวกเดียวกันทั้งหมดเข้ามาติดกับดักเอง!!
“ประเสริฐยิ่ง! พวกเจ้าใช้วิธีอันใดในการพาทัพประจิมกับทัพอุดรมาที่นี่ข้าไม่รู้ แต่ฮ่องเต้ที่กำลังนอนเป็นผักใกล้ตายเช่นนั้น ข้าแค่คนเดียวบุกฝ่าเข้าไปก็ทำให้เขาตายได้ภายในอึดใจเดียวแล้ว!”
“สามหาว! กบฏเยี่ยงเจ้าอย่าได้มากล่าววาจาทำให้ฝ่าบาทต้องเปื้อนมลทิน!!” แม่ทัพเว่ยที่นำทัพทั้งสองอยู่ฝั่งตำหนักตวาดออกมา
“ฮ่าฮ่าฮ่า ฮ่องเต้ไร้อำนาจเช่นนั้นพวกเจ้าก็ภักดีกันเข้าไปได้! มันสมองก็อยู่ในเกณฑ์ทั่ว ๆ ไป อำนาจหนุนหลังก็ต้องอาศัยปีกของอนุชาเกอที่ไม่มีแม้แต่สิทธิ์จะได้ครองบัลลังก์แต่กลับอยู่เหนือยิ่งกว่า จะมีดีก็แค่ความเจ้าเล่ห์ที่รู้จักรุกรู้จักถอย แต่ของแค่นั้นมันทำให้ข้าภักดีต่อมันไม่ได้หรอก!!”
จากนั้นก็หันไปยั่วอารมณ์นายพลอี้ไป๋ที่อยู่ด้านหลัง “ชินอ๋องก็เหมือนกัน มีอำนาจล้นฟ้าล้นมือแต่กลับไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ มันทำให้ข้ารู้แจ้งเลยล่ะ ว่าแท้จริงแล้วพวกเชื้อพระวงศ์ก็มีแต่พวกขี้ขลาด!
ไม่สู้ให้สายเลือดของตระกูลหนิงได้ขึ้นครองบัลลังก์ แล้วสั่งสอนให้เป็นจักรพรรดิผู้รวบรวมแผ่นดินทั่วทั้งใต้หล้าได้เป็นคนแรก!! ฮ่าฮ่าฮ่า”
นายพลอี้ไป๋โกรธจัดในทันที “บังอาจ! ชินอ๋องอยู่ระวังภัยจากแคว้นเฟิงหู่ที่ชายแดนใต้มาหลายปียังไม่รู้จักสำนึก เจ้ายังกล่าววาจาดั่งทรราชกระหายสงคราม ที่ต้องการให้จักรพรรดิในอุดมคติของเจ้าเดินไปบนเส้นทางที่หลั่งด้วยเลือดเนื้อของประชาชน!
หากตอนนี้เจ้าคิดว่ายังสู้ได้อีกก็สั่งกองกำลังกบฏของเจ้าบุกเข้าไปเลยสิ! บุกไปดูให้เห็นกับตาเลยว่าจักรพรรดิไร้อำนาจที่นอนเป็นผักใกล้ตายของเจ้ากับอ๋องขี้ขลาดตาขาวที่ไม่กล้าขึ้นครองบัลลังก์ ได้ประทับอยู่ในนั้นรึไม่!?
แต่ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร เจ้าจงรู้ไว้ ทหารแคว้นหลิ่งเฟยสามารถรับใช้จักรพรรดิที่อ่อนแอได้ แต่จะไม่มีวันยอมก้มหัวให้กับจักรพรรดิที่เป็นทรราชฆ่าล้างแผ่นดิน!!”
แปะ! แปะ! แปะ! เสียงปรบมือดังขึ้นช้า ๆ หลังจากที่นายพลอี้ไป๋พูดจบ ทุกสายตาหันไปมองยังต้นเสียงซึ่งอยู่บนหลังคาของตำหนักฮ่องเต้ ผู้ที่ยืนอยู่บนนั้นก็คือ ฉีอ๋องมู่หลิว
“วาจาน่าชื่นชม สมแล้วที่อยู่กับเสด็จพี่สามมานาน”
“คารวะฉีอ๋องพ่ะย่ะค่ะ!” แม่ทัพเว่ยและนายพลอี้กล่าวพลางคุกเข่าลงไป
ทหารฝั่งพันธมิตรคุกเข่าตามกันทันที เหลือก็แต่เพียงทัพกบฏของรองแม่ทัพบูรพาเท่านั้นที่ไม่รู้ว่าจะไปต่ออย่างไรดี เหล่ากบฏที่เป็นเพียงทหารชั้นล่างก็แทบไม่มีกะจิตกะใจจะสู้ต่อแล้วด้วย เพราะดูท่าทางแล้วรองแม่ทัพบูรพาที่เป็นหัวหอกฝั่งกบฏก็น่าจะไปต่อไม่รอด
ทว่าทุกคนก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เพราะฉีอ๋องมู่หลิวหาได้มาเพียงคนเดียวแต่มี เกองาม อีกหนึ่งคนที่งามไม่แพ้กันยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วย อีกทั้งเกอผู้นั้นยังมี เส้นผมสีขาวและดวงตาสีแดง ชัดเจนว่าเป็น เผ่าปีศาจ อย่างแน่นอน!