บทที่ 13
เมื่อพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน องค์หญิงหยางซูที่คุยเล่นอยู่ที่ตำหนักหลิงเหมยก็ได้กลับไปยังตำหนักของตน ในยามนี้ตำหนักที่เงียบสงัดได้ตกอยู่ในกำมือของหยินหลินผู้ที่อาศัยอยู่ภายในหุบเขาเหมันต์มานานถึงหกปี ส่วนเหตุผลที่ยามนี้ในตำหนักยังคงเงียบงันเพราะยังขาดเหล่าผู้รับใช้อยู่จำนวนไม่น้อย
คนจำนวนมากที่เห็นก่อนหน้านั้น ทั้งหมดคือคนขององค์หญิง...
หยินหลินเงยหน้ามองท้องฟ้าที่กลายเป็นสีแดงชาด กลืนกินสีชมพูของดอกเหมยเข้าด้วยกัน แต่นั่นไม่ใช่ภาพของท้องฟ้าที่นางโปรดปราน เพราะเวลาที่นางชอบคือท้องฟ้ายามค่ำคืน...มืดสนิทไม่มีก้อนเมฆที่สะท้อนกับแสงไฟจากโรงงานหรือตึกสูงเสียดฟ้า แต่เป็นความมืดที่ประดับด้วยหมู่ดาวมากมาย
ในชีวิตก่อนของนาง หามองภาพแบบที่ชอบได้ยากเหลือเกิน
ไม่นานนักหลังจากที่องค์หญิงหยางซูกลับไป ประตูตำหนักก็ได้เปิดกว้างอีกครั้งพร้อมกับร่างของรัชทายาทที่เดินนำขบวนกลุ่มคนจำนวนหนึ่งเข้ามา ซึ่งพวกเขาต่างสวมใส่อาภรณ์ที่คล้ายกันเป็นกลุ่มๆ
“เป็นอย่างไรบ้าง เจ้าชอบตำหนักนี้หรือไม่” รัชทายาทเดินมาหยุดที่ใต้ต้นดอกเหมย พร้อมกับส่งสายตาห้ามปรามนางลุกจากเก้าอี้หินที่นั่งอยู่เพื่อมาคำนับตน
นางยิ้มตอบอย่างนอบน้อมในทันที “สวย...และเงียบสงบ” แต่ไม่เหมาะกับนางสักนิด
“เจ้าว่าแบบนี้ข้าก็ค่อยโล่งอกหน่อย อ่อ! คนเหล่านี้จะมาเป็นคนปรนนิบัติเจ้าเอง” หยางหงเยี่ยนบอกกับนางก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
“อืม...ข้าขอรับไว้เพียงบางคน” นางกล่าวเสียงเนิบช้า ในขณะที่กำลังคิดถึงอะไรบางอย่างที่เหมือนแมลงตามวนเวียนอยู่รอบตัว
“ตำหนักใหญ่แบบนี้คนไม่กี่คนจะดูแลหมดได้อย่างไร” คิ้วทรงกระบี่เลิกขึ้นสูงเป็นเชิงถามกลับ สีหน้าเขาดูสนใจในสิ่งที่หญิงสาวตรงหน้ากำลังจะเอื้อนเอ่ย
“ไหนๆ ท่านพ่อก็ส่งคนติดตามข้ามาตั้งมากมาย จะให้พวกเขาหลบอยู่แต่ในเงามืดก็ใชjว่าจะเป็นเรื่องดี สู้มาทำงานให้ข้าตรงๆ เลยเสียจะดีกว่า ไม่ต้องทำตัวเป็นเงาหลบๆ ซ่อนๆ ให้รกหูรกตา” หยินหลินพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ แต่หางตาคมกลับเหลือบมองไปยังมุมมืดด้านข้างด้วยสายตามุ่งร้าย
ไม่ใช่ว่านางไม่ต้องการองครักษ์ เพียงแต่นางแค่รู้สึกรำคาญก็เท่านั้น ความรู้สึกที่สัมผัสได้ว่าคนเหล่านั้นพยายามหลบๆ ซ่อนๆ มันให้ความรู้สึกที่เหมือนกับว่ามีแมลงมาคอยบินรอบตัวอยู่ตลอดเวลา ถ้าคิดจะคอยจับตาดูนางอยู่แบบนั้น สู้โผล่หน้ามาให้เห็นตรงๆ เลยจะดีกว่า!
“คนเหล่านั้นเป็นนักฆ่านะคุณหนู” จินหมิงที่ยืนเป็นอากาศข้างตัวคัดค้านคำสั่ง มีที่ไหนให้นักฆ่ามาทำงานภายในเรือนกัน คนเหล่านั้นแต่ละคนล้วนมีฝีมืออยู่ในระดับโดดเด่น ได้รับหน้าที่มีหน้ามีตาให้มาติดตามคุณหนูแห่งหุบเขาเหมันต์ แต่ไปๆ มาๆ คุณหนูผู้นั้นกลับต้องการให้คนเหล่านี้ทำหน้าที่บ่าวรับใช้
“ข้าถึงต้องการคนที่รัชทายาทนำตัวมาให้เพียงบางคนไง ให้คนเหล่านั้นสอนนักฆ่าให้กลายเป็นคนรับใช้ในวังไม่เห็นจะเสียหาย อยู่สบายมีอาหารที่นอน ไม่จำเป็นต้องหลบๆ ซ่อนๆ ทำตัวให้มีประโยชน์กันซะบ้าง”
“เป็นความคิดที่ดี” รัชทายาทลูบปลายคางขณะทำตาแพรวพราวอย่างนึกสนุกสนาน “ในวังแม้จะเงียบสงบ แต่ก็มีคนพยายามลอบฆ่าข้าอยู่บ่อยครั้ง แน่นอนว่าเจ้าจะต้องโดนหางเลขแบบไม่ต้องสงสัย ถ้านักฆ่าจากหุบเขาเหมันต์มาแฝงตัวทำงานให้คงจะปลอดภัยขึ้นไม่น้อย เดี๋ยวข้าจะส่งคนที่มีฝีมือโดดเด่นในแต่ละด้านมาให้ช่วยงานคนของเจ้าก็แล้วกัน”
“เรื่องนั้นท่านเลือกมาให้ข้าเลยก็ดีเหมือนกัน แต่ไหนๆ ท่านก็พาคนเหล่านี้มาแล้ว ข้าจะเลือกพวกนางคนสองคนมาคอยปรนนิบัติข้าก็แล้วกัน จินหมิงถึงจะเป็นคนสนิทข้าแต่นางคงทำงานดูแลความสะดวกสบายสตรีไม่เป็น” หยินหลินยักไหล่ขณะกล่าว
จินหมิงเลือบตามองนางเล็กน้อย แต่ก็ไม่กล่าวแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น นางรู้ดีว่าตัวเองไม่ถนัดเรื่องการดูแลครอย่างที่หยินหลินกล่าวไป นอกจากเรื่องการต่อสู้แล้วนางก็ไม่รู้ว่าตัวเองโดดเด่นด้านไหนอีก
อันที่จริงแล้ว หยินหลินไม่ได้ต้องการนางกำนัลข้างตัวมากขนาดนั้น คนในหุบเขาเหมันต์มีอยู่คนสองคนที่สามารถมาช่วยเหลือนางในเรื่องการแต่งกายหรืออาบน้ำได้ ทว่านางกลับเห็นบางอย่างที่ผิดปกติในแถวของเหล่านางกำนัลที่หยางหงเยี่ยนพามา มองเผินๆ แล้ว พวกนางล้วนเป็นนางกำนัลที่มีหน้าตางดงามน่ารักสมวัย ทว่าหากมองไล่เรียงตามรายคนแล้ว จะเห็นได้ว่ามีสตรีนางหนึ่งที่มีใบหน้าเศร้าสลด พยายามก้มหน้าให้ลงต่ำราวกับรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย นางหลบอยู่ในเงาหลังคนอื่น ทำตัวลีบเล็กไม่ให้ตนเองโดดเด่น
และรอยแดงบนใบหน้า...ที่แม้จะเจือจางลงไปมากแต่หยินหลินก็ยังคงสังเกตุเห็น
เห็นเช่นนั้นหยินหลินก็ไม่คิดจะนั่งอยู่เฉยๆ อีก นางลุกขึ้นยืนท่ามกลางความรู้สึกกดดันของคนมากมาย ทุกคนต่างกังวลและคาดหวังให้นางเลือกพวกเขา แต่เป้าหมายของโฉมงามกลับเป็นเพียงหญิงสาวรูปร่างบอบบางผู้หนึ่งที่ไม่มีความโดดเด่น แต่เดิมแล้วนางกำนัลคนสนิทมักจะถูกเลือกจากความสามารถเป็นหนึ่ง หน้าตาเป็นสอง เพราะในเวลายามเดินไปที่ใด สตรีมักอยากให้คนที่มองมาเห็นว่าตัวเองมีแต่ของสวยๆ งามๆ ประดับ
แต่หยินหลินไม่สนใจเรื่องแบบนั้น จินหมิงเองก็เคยเป็นเด็กสาวข้างถนนมากก่อน และนางในสมัยที่เป็นหวงหนิงก็ขอร้องให้บิดาของตัวพาเด็กสาวที่กำลังถูกรุมทำร้ายกลับมาที่บ้าน และกลายมาเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวในที่สุด
“เจ้าชื่ออะไร” เสียงหวานเอ่ยถาม
ร่างเล็กตรงหน้าสะดุ้งแผ่วเบาขณะที่เลิกลักสายตามองรอบด้าน ซึ่งสายตาของคนอื่นได้มองนางด้วยความริษยาและเกลียดชัง...
“มะ...หม่อมฉันชื่อเจียชินเพคะ พระชายา” อีกฝ่ายตอบเสียงแผ่วเบา
“ต่อไปนี้เจ้าเรียกข้าว่าคุณหนูก็แล้วกัน ส่วนเจ้า...” หยินหลินแอบกลอกตาหลังจากถูกเรียกว่าพระชายา นางไม่ต้องถามใครก็รู้ว่าหยางหงเยี่ยนที่ยิ้มมุมปากอยู่จะต้องเป็นคนที่กำชับให้นางกำนัลเหล่านี้เรียกนางว่าพระชายาเป็นแน่ และเมื่อได้ช่วยคนมาหนึ่งคนเสร็จ นางก็ชี้หาอีกคนที่มีบุคลิกเงียบขรึมยืนอยู่ท้ายสุดของกลุ่ม
“หม่อมฉันเฉียงผิงเพคะ”
“ข้าเลือกเจ้าสองคนที่เหลือกลับไปได้ ส่วนพวกเจ้า ถ้าจะหาคนช่วยเพิ่มก็ไปเลือกมาตามที่เห็นสมควร ที่สำคัญเลือกคนที่เจ้าต้องการ ไม่ใช่คนที่บังคับให้เลือก” หยินหลินกล่าวจบก็มากลับมานั่งที่เดิม ตามด้วยรัชทายาทที่มานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ฝ่ายนางกำนัลที่เหลือต่างมีสีหน้าโกรธเคือง พวกนางพยายามเก็บซ่อนอาการแต่ทุกอย่างกลับแสดงออกมาทางแววตา แต่หยินหลินเองเป็นบุคคลที่เก่งด้านการอ่านสีหน้าคน โดยนางเรียนรู้มาจากคนเป็นพ่อผู้มักไม่เคยแสดงอาการออกมา ยากนักที่จะเดาอารมณ์ความรู้สึกได้ แต่เมื่ออยู่ด้วยกันนานวันเข้านางก็พอจะสังเกตุและเดาอารมณ์ของผู้เป็นพ่อได้ จนนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน
“เป็นอย่างไรพระชายา...” คนเป็นรัชทายาทส่งเสียงล้อเลียนเมื่อนั่งลงตรงข้ามโฉมงาม
อีกฝ่ายค้อนสายตาใส่ในทันที ถ้าหากว่าคนอยู่ไม่มากปานนี้นางคงหาประโยคสวนกลับให้หน้าชาไปแล้ว ตอนนี้ทำได้แค่ท่องในใจว่าให้สงบเข้าไว้ เพราะเมื่ออยู่ในถ้ำเสือก็อย่าได้วู่วามกับเจ้าของถ้ำเป็นอันขาด แต่ถ้านางได้ความโปรดปรานจากฮ่องเต้อย่างเช่นองค์หญิงฮุยเฉินฝูเมื่อไหร่ละก็...เขากับนางจากคู่หมั้นจะได้กลายเป็นคู่แค้นเป็นแน่
“รัชทายาท...” นางเอ่ยปากได้ไม่กี่คำ นิ้วชี้ยาวของชายหนุ่มก็มาหยุดที่ริมฝีปากบาง
“เลิกเรียกข้าด้วยฉายายาวๆ นั่นแล้วเรียกข้าว่าหงเยี่ยนเถอะ”
หยินหลินยิ้มกระตุก...
หงเยี่ยนงั้นเหรอ... เขาลืมกินยาหรือว่าตอนเดินมาที่ตำหนักหลิงเหมยเกิดล้มกระทบพื้นมาระหว่างทางกันละ ถึงเราจะตกลงกันว่าจะแสดงว่ารักกัน แต่ก็ใช่ว่านางจะยอมเรียกเขาว่าหงเยี่ยนตลอดเวลาหรอกนะ โดยเฉพาะกับเหล่าคนทั้งหลาย นางไม่มีเหตุจำเป็นต้องแสดงว่ารักเขามากขนาดนั้น
“ไม่ดีหรอกมั้งเพคะ” หน้ากัดฟันพูด พยายามยิ้มเท่าที่ทำได้
“ค่อยๆ ปรับตัวไป ข้าไม่รีบหรอก แต่จินหมิงข้าบอกแป๊บเดียวนางก็ทำตามนะ จริงมั้ย” หยางหงเยี่ยนหันไปถามคนที่ยืนนิ่งเงียบ
“เพราะท่านขู่ข้าไงละ” จินหมิงหักหลังรัชทายาทในทันที
“เรียกกันด้วยชื่อเช่นนี้ข้าว่ามันทำให้เราทั้งสองสนิทกันมากขึ้น เจ้าไม่คิดเหมือนข้าเช่นนั้นหรือ” ชายหนุ่มแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินที่จินหมิงกล่าว “ว่าแต่ เหล่านักฆ่าหุบเขาเหมันต์ ผู้ที่ติดตามเจ้ามามีทั้งหมดกี่คนกัน”
“สามสิบ”
“ไหนออกมากันหน่อยสิ” รัชทายาทออกปากสั่ง แต่ทว่าทุกอย่างกลับยังคงเงียบสงัดไร้การเคลื่อนไหว
จนกระทั่ง...
“ข้าสั่งให้ออกมา หากภายในสามวิไม่มีใครโผล่หัวมาคืนนี้ข้าจะไล่เด็ดหัวรายคน!” หยินหลินประกาศคำด้วยเสียงหวานที่หนักแน่น คำพูดคล้ายขู่เข็ญแต่มันคือความจริง...
ประมุขหยินอาจไม่รู้ความสามารถที่แท้จริงของบุตรสาว แต่สมาชิกภายในหุบเขาต่างรู้เป็นอย่างดี
คำขู่ของคุณหนูแห่งตระกูลนักฆ่าเป็นผลเมื่อคนทั้งหมดต่างปรากฏตัวออกมากลางลานกว้างด้วยสีหน้าอึดอัดใจ
“โอ้...เจ้าช่างดูมีอิทธิพลต่อนักฆ่าฝีมือดีแห่งหุบเขาจริงๆ นะ” เขาเอ่ยปากชม
นักฆ่าหุบเขาเหมันต์ ขึ้นชื่อเรื่องการปฏิสัมพันธ์ยากมากที่สุดในยุทธจักร คนเหล่านี้เหมือนเกล็ดหิมะที่บางเบา หากเพียงแค่พบเจอหรือแตะต้องพวกเขาจะหายไปในทันที น้อยคนนักที่จะได้ติดต่อกับพวกเขา มีเพียงแค่ฮ่องเต้ที่เป็นคนนอกหุบเขาและรัชทายาทเท่านั้นที่ได้ไปเยือน
“ท่านลองถูกนางแอบลอบโจมตีในทุกๆ คืน แล้วท่านจะรู้สึกกลัวนางเองแหละ” จินหมิงเล่าวีรกรรมของโฉมงามผู้ที่ยิ้มหวานราวกับตนเองเป็นคุณหนูผู้เรียบร้อย
ฝ่ายนักฆ่าสามสิบคนที่ถูกส่งมามีสีหน้าเข้าใจคำพูดของจินหมิง เพราะตลอดระยะเวลาที่หยินหลินฝึกฝนตัวเอง นางชอบเอาเรื่องที่ฝึกด้านวิชาของนักฆ่ามาเล่นงานพวกเดียวกันเพื่อทดสอบฝีมือตนเอง แล้วการทดสอบของนางแต่ละครั้งมักได้ผลดีจนทำให้นักฆ่าหลายคนขวัญเสียมากนัดต่อนัด และที่พวกเขาไม่เคยรายงานประมุขหยินเลยก็เป็นเพราะหนึ่งพวกเขาอับอาย และสองพวกเขาหวาดกลัวที่จะโดนโฉมงามผู้นิสัยไม่ได้งามเฉกเช่นหน้าตาลอบสังหาร
“ข้าเล่นพิณเก่งนะ” คนที่โดนกล่าวหาว่าน่ากลัวหาเรื่องแก้ต่างให้ตัวเองทันที
“ชักอยากลองฟังซะแล้วสิ” รัชทายาทยิ้มเจ้าเล่ห์
แต่หยินหลินหาได้เกรงไม่ “งั้นพรุ่งนี้ท่านจะลองแวะมาชมเสียหน่อย ดีหรือไม่”
“ข้าไม่มีทางปฏิเสธเจ้าอยู่แล้ว ชายารัก”
คำพูดหวานๆ นั้นมันกวนจิตใจหยินหลินจนมือที่วางบนหน้าตักรู้สึกคันยิบยับอยากจะจับดาบที่ขโมยมาจากท่านพ่อฟันหัวคนด้านหน้าทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด หากไม่ติดว่าเขาคือคนสำคัญของแคว้นแล้วละก็...นางไม่ปล่อยหน้ายียวนนี้ไว้รบกวนจิตใจนางต่อไปแน่นอน
“หืม...แต่เห็นทีจะไม่ได้” สีหน้าแจ่มใสสลดลงเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเป็นประกายอีกครั้ง “เสด็จพ่อจัดงานเลี้ยงให้เจ้า เจ้าคงต้องไปแสดงฝีมือที่งานแล้วละ”
“เป็นเกียรติยิ่งนัก” หยินหลินผงกหัวพร้อมกับคลี่ยิ้มอ่อนโยน
“เอาเป็นว่านี่ก็ใกล้จะมืดแล้ว ข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน คนเหล่านี้ให้นางกำนัลสองคนที่เจ้าเลือกเป็นผู้จัดการก็แล้วกัน พวกนางต่างอยู่ในระดับสูงจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ง่ายอยู่แล้ว อ่อ! ตำหนักข้าคือตำหนักหงหมิน หากเจ้าต้องการอะไรส่งคนไปที่ตำหนักข้าได้ อย่าได้รู้สึกเกรงใจในเมื่ออีกไม่นานเราก็จะกลายเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว หรือเจ้าเพียงแค่คิดถึงข้า เช่นนั้นก็แวะมาหา ข้าพร้อมต้อนรับเสมอ” หลังกล่าวจบก็กะพริบตาให้นางข้างหนึ่ง แล้วก็เดินจากไปพร้อมกับบริวารตามหลังรวมไปถึงบางส่วนที่ตั้งใจพามาให้นางก็ถูกพากลับไปด้วย
หยินหลินกระตุกยิ้มมุมปากอีกครั้งให้กับประโยคของรัชทายาทพลางนึกในใจว่านางหมดความอดทนเมื่อไรนางได้ไปลอบจัดการเขาถึงที่แน่ บุรุษผู้นี้ช่างเก่งกาจในเรื่องที่ทำให้ผู้คนอารมณ์ไม่ดีจริงๆ
ส่วนเรื่องพรุ่งนี้...คาดว่าการปรากฏตัวของนางจะต้องเป็นอะไรที่เกิดความกังขาต่อเหล่าขุนนางชั้นสูงที่มีบุตรสาวผู้งดงามพร้อมที่จะออกเรือน พวกเขาจะต้องคัดค้านเพียงเพราะว่านางเป็นนักฆ่าไม่เหมาะสมกับตำแหน่งว่าที่ฮองเฮา จนทำให้ต้องมีงานพิธีคัดเลือกอัครชายาและนางสนมขึ้นมา เป็นการสร้างความหวังให้กับตัวเองได้ส่งบุตรสาวเข้าสู่เส้นทางเชื้อพระวงศ์
แต่ตอนนี้คาดว่ามีบางอย่างที่ต้องจัดการเสียก่อน
“จินหมิง คัดคนออกเป็นห้ากลุ่ม แล้วแยกไปทำงานตามแต่ละหน้าที่โดยที่ให้คนของเราอยู่ในทุกตำแหน่งหน้าที่ ส่วนพวกเจ้าสองคน...” หยินหลินหันกลับมาให้ความสนใจกับเหล่าผู้รับใช้ที่ถูกส่งมาให้นางที่ตอนนี้ต่างพากันยืนนิ่งเป็นแถว “ผู้ใดคิดจะลอบวางยาพิษ สังหารฆ่าหรือทำอะไรไม่ดีต่อข้า แค่เพียงเจ้ามีพิรุธ...ชีวิตเจ้าจะดับทันที เข้าใจใช่ไหม” โฉมงามฉีกยิ้มหวานแบบที่ทำเป็นประจำ “แต่ถ้าหากเจ้ารู้ข้อมูลว่าใครคิดร้ายต่อข้า แล้วนำเรื่องราวมารายงาน ข้าเองก็พร้อมจะมอบรางวัลให้แก่พวกเจ้า ติดตามข้า ขอแค่เพียงซื่อสัตย์พวกเจ้าก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย”
รอยยิ้มหวานที่ผู้คนมักหลงใหล แต่ในยามที่มีวาจาประกอบด้วยรอยยิ้มนี้มักจะดูน่ากลัวขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ และคนที่ฟังก็มักจะหวาดกลัวมันจนไม่กล้าขัดขืนแม้แต่เพียงคนเดียว...
นางกล่าวคล้ายเป็นห่วงเป็นใย แต่แท้จริงกลับพร้อมที่จะกำจัดทุกคนที่หักหลังตนเองโดยไม่ไว้หน้าผู้ใด