บ่ายวันนั้น มิริน ตั้งใจออกมาซื้อของที่จำเป็นให้กับมูลนิธิ หลังจากวันทำงานที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย เธอแวะพักที่ร้านกาแฟหรูย่านใจกลางเมืองเพื่อดื่มอะไรเย็นๆ ให้ผ่อนคลายบ้าง
ร้านกาแฟที่เธอเลือกเต็มไปด้วยบรรยากาศร่มรื่น ต้นไม้เล็กๆ ตกแต่งรอบโต๊ะด้านนอกให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง เธอเลือกนั่งโต๊ะริมทางเดิน คิดจะพักสายตาและสมองจากเรื่องราวที่เธอแบกเอาไว้
“คุณมิริน?” เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้เธอชะงักและหันไปมองทันที
“คุณวาริช?” มิรินเอ่ยอย่างประหลาดใจ เมื่อเห็นชายหนุ่มในชุดสูทลำลองสีอ่อนที่ดูสบายตา แต่ยังคงความภูมิฐานและดูดีสมกับเป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง
“บังเอิญจังเลยนะครับ” วาริชพูดพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น “ผมกำลังจะเข้ามาซื้อกาแฟพอดี... มานั่งคนเดียวเหรอครับ?”
“ค่ะ” มิรินยิ้มบางๆ พยายามวางท่าทีให้เป็นธรรมชาติ
“ถ้าอย่างนั้นผมขอนั่งด้วยได้ไหมครับ?” วาริชถามพลางผายมือไปยังเก้าอี้ตรงข้าม
มิรินชะงักไปเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็พยักหน้ารับ “ตามสบายเลยค่ะ”
วาริชทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามเธอ พร้อมสั่งเครื่องดื่มจากพนักงานที่เดินเข้ามาเสิร์ฟอย่างรวดเร็ว “วันหยุดแท้ๆ คุณยังทำงานอีกเหรอครับ?”
“ก็นิดหน่อยค่ะ พอมีเวลาว่างก็ต้องจัดการอะไรที่ค้างไว้” มิรินตอบพร้อมยิ้มเล็กน้อย
“คุณนี่จริงจังกับงานมูลนิธิมากเลยนะครับ ผมชื่นชมจริงๆ” วาริชเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ ดวงตาคมที่มองเธอเต็มไปด้วยความอบอุ่น
คำพูดนั้นทำให้มิรินเงยหน้าขึ้นมามองเขาเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบางๆ กลับไป “ขอบคุณค่ะ”
บทสนทนาระหว่างทั้งสองคนค่อยๆ ไหลลื่นขึ้น วาริชมีอารมณ์ขันแฝงอยู่ในคำพูด ทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลาย และไม่นานนัก เสียงหัวเราะของมิรินก็ดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่สดใส ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้ตัว
ในขณะเดียวกัน รถยนต์คันหรูสีดำสนิทเคลื่อนผ่านถนนสายหลักของย่านหรู ท่านทูต ภาณุ นั่งอยู่ที่เบาะหลัง รถเคลื่อนผ่านร้านกาแฟที่ดูโดดเด่นในมุมตึกนั้นอย่างช้าๆ
แววตาคมของเขาที่กำลังมองออกไปนอกรถเหลือบไปเห็นภาพบางอย่างที่ทำให้เขาชะงักไป
ริมโต๊ะด้านนอกของร้านกาแฟหรู ร่างของ มิริน นั่งอยู่ตรงข้ามกับ วาริช ทั้งสองคนกำลังหัวเราะให้กันอย่างสนุกสนาน ดวงตาของมิรินเปล่งประกายจากรอยยิ้มที่เขาไม่ได้เห็นจากเธอมาเป็นเวลานาน
มือที่วางอยู่บนตักของภาณุกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นเย็นเยือก แต่ลึกลงไปกลับมีบางอย่างที่ถูกจุดขึ้นมาราวกับไฟที่กำลังลุกโชน
“หยุดรถ” ภาณุเอ่ยเสียงเรียบ แต่เต็มไปด้วยความเด็ดขาด
คนขับชะลอรถเล็กน้อย ก่อนหันมาถามอย่างลังเล “จะลงตรงนี้เลยไหมครับท่าน?”
“ไม่ต้อง” ภาณุตอบเสียงนิ่ง แต่แววตายังคงจับจ้องภาพตรงหน้านั้นไม่วางตา ริมฝีปากหยักกระตุกยิ้มมุมปากอย่างไม่พอใจ “ขับต่อไป”
รถเคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ แต่ดวงตาของภาณุยังคงมองภาพนั้นผ่านกระจกหลัง
เธอหัวเราะกับเขาแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่? คำถามที่ไร้คำตอบนั้นดังก้องอยู่ในหัวเขา
ในขณะเดียวกัน มิรินที่กำลังคุยกับวาริชอย่างสนุกสนานไม่ได้สังเกตเลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังมองเธออยู่ ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ทั้งเย็นชาและเดือดดาลผสมปนเปไปพร้อมๆ กัน
รถยนต์หรูสีดำเคลื่อนผ่านไปในที่สุด ทิ้งไว้เพียงเงาสะท้อนที่แฝงไปด้วยอารมณ์ไม่คาดคิดในดวงตาของ ภาณุ แม้เขาจะไม่พูดอะไร แต่มือข้างหนึ่งที่กำแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นมาบ่งบอกชัดเจนว่าเขาไม่ได้พอใจกับภาพตรงหน้านั้นเลยแม้แต่น้อย
“คุณวาริชก็พูดเกินไปค่ะ” มิรินยิ้มพลางโบกมือเบาๆ อย่างเขินอาย หลังจากที่เขาแซวเธอเรื่องความจริงจังกับงาน
“เปล่าสักหน่อย ผมพูดความจริง” วาริชตอบกลับพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น ดวงตาคมมองเธออย่างเปิดเผย “คนแบบคุณหาได้ยากนะครับ ผู้หญิงที่ทั้งเก่ง สวย แล้วยังมีหัวใจที่อยากช่วยเหลือคนอื่นแบบนี้”
คำชมตรงๆ ทำให้มิรินรู้สึกประหม่าขึ้นมานิดหน่อย เธอหัวเราะแห้งๆ เพื่อกลบเกลื่อนความเขิน “ฉันก็แค่ทำตามหน้าที่ของตัวเองค่ะ ไม่ได้พิเศษอะไร”
“คุณถ่อมตัวเกินไปแล้ว” วาริชเอ่ยอย่างนุ่มนวล พลางจิบกาแฟของเขาอย่างผ่อนคลาย แต่ยังคงสายตามองเธอไม่วาง “และผมก็คิดว่า โครงการที่เรากำลังทำร่วมกันจะต้องไปได้สวยแน่ๆ”
มิรินพยักหน้ายิ้มตอบกลับ แม้จะรู้สึกถึงความอบอุ่นและจริงใจจากผู้ชายตรงหน้า แต่จู่ๆ หัวใจของเธอกลับรู้สึกโหวงแปลกๆ โดยไม่มีเหตุผล ภาพใบหน้าเรียบนิ่งของภาณุผุดขึ้นมาวาบหนึ่ง ก่อนที่เธอจะสะบัดความคิดนั้นทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
เย็นวันนั้น มิรินกลับมาถึงคอนโดด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้าจากวันยาวๆ แต่เมื่อเธอเปิดประตูเข้ามา ร่างสูงในชุดสูทที่นั่งไขว่ห้างอยู่กลางห้องนั่งเล่นทำให้เธอชะงักทันที
“ภาณุ?” เธอเอ่ยเสียงแผ่วด้วยความแปลกใจ “กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?”
“เมื่อกี้” เสียงทุ้มของเขาดังขึ้นเรียบนิ่ง แต่ดวงตาคมกริบจับจ้องมาที่เธอไม่วาง คล้ายจะมองทะลุทุกอย่างที่เธอพยายามปิดบัง
“แล้วทำไมไม่บอกฉันก่อน?” เธอพยายามคุมเสียงให้ปกติ พลางเดินผ่านเขาไป แต่ไม่ทันจะก้าวได้กี่ก้าว มือหนาของเขาก็คว้าเอวเธอไว้แน่น
“คุณไปไหนมา?” น้ำเสียงของเขาเย็นชา แต่มันกลับทำให้เธอหยุดนิ่งไปทันที
“ไปทำงานมูลนิธิไงคะ เหมือนทุกวัน” เธอตอบเสียงเรียบ แต่รู้สึกถึงแรงกดดันจากการที่เขายืนประชิดอยู่ด้านหลัง
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?” เขาถามต่อ สายตายังคงจ้องเธออย่างไม่ลดละ
“คุณหมายความว่ายังไง?” เธอถามกลับ พยายามหันมามองหน้าเขา แต่ภาณุไม่ยอมปล่อยมือจากเอวเธอ
“ร้านกาแฟ...” เขาพูดช้าๆ พร้อมกับโน้มหน้าลงมาใกล้เธอ “คุณดูสนุกมากเลยนะ หัวเราะเสียงดังเชียว”
มิรินชะงักไปทันที หัวใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่ “คุณ... คุณตามฉันเหรอคะ?”
ภาณุไม่ตอบ แต่กลับยิ้มเย็นที่มุมปาก เขาขยับเข้าใกล้จนเธอสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนที่เป่ารดข้างแก้ม มือหนาประคองเอวเธอแน่นขึ้นจนร่างบางขยับไปไหนไม่ได้
“อย่าทำตัวให้ผมไม่พอใจ มิริน” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยชิดใบหูของเธอ “โดยเฉพาะกับผู้ชายคนอื่น”
“คุณไม่มีสิทธิ์มาพูดแบบนี้กับฉันนะ ภาณุ!” เธอโพล่งออกมาอย่างเหลืออด เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขา
“ผมมีสิทธิ์” เขาตอบกลับทันควัน ดวงตาคมกริบฉายแววบางอย่างที่อ่านไม่ออก “เพราะคุณเป็นภรรยาของผม”
มิรินตาโตค้างไปกับคำพูดนั้น ก่อนจะเบือนหน้าหนี แต่เขากลับจับปลายคางเธอไว้ บังคับให้หันมาสบตากับเขาอีกครั้ง
“จำเอาไว้ให้ดี...” ภาณุกระซิบเสียงแผ่ว แต่เต็มไปด้วยความหนักแน่น “ผมไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับสิ่งที่เป็นของผม”
ก่อนที่เธอจะทันได้ตอบโต้ ริมฝีปากร้อนก็ทาบทับลงมาที่ปากของเธออย่างแนบแน่น รุนแรง และเรียกร้อง ความรู้สึกทั้งหมดถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว มือเล็กพยายามดันเขาออก แต่เรี่ยวแรงกลับหายไปเมื่อเขากดจูบลึกขึ้น ราวกับต้องการตอกย้ำคำพูดของเขาให้ชัดเจน
นี่มันอะไรกัน... เขาหวงฉันอย่างนั้นเหรอ? ความคิดวุ่นวายวิ่งวนอยู่ในหัว แต่หัวใจของเธอกลับเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก