>>>♡~♡
หลังจากวันนั้นอาทิตย์หายหน้าไปเกือบเดือน ไม่โทรติดต่อ มีเพียงข้อความสั้นๆ ทางไลน์ ส่งมา บอกว่า ช่วงนี้งานของเขายุ่งมากเพราะเมื่อเรียนจบเขาก็ได้เข้าสังกัดหน่วยงานราชการในทันที
เมื่อการติดต่อเริ่มขาดหายไปนานวันเข้า พระพายก็เริ่มทำใจว่าความสัมพันธ์อาจจะถึงทางตันในไม่ช้า เธอไม่เคยถาม…ทำเพียงแค่รอเวลา
ครึ่งเดือนผ่านไป วันหนึ่งหลังเลิกงาน อาทิตย์มารอพบพระพายที่ปากซอยเข้าบ้าน ชวนไปดื่มกาแฟในร้านเล็กๆ น่ารักที่อยู่กลางซอย บรรยากาศในร้านน่ารักอบอุ่น จนเธอรู้สึกราวกับว่ามันคือการออกเดทครั้งแรกของเธอกับอาทิตย์อย่างไรอย่างนั้น
เธอสั่งชา เขาสั่งกาแฟ พร้อมเลือกขนมเค้กหน้าตาสวยให้เธออีก 3-4 ชิ้น จำได้ว่าเธอยิ้มให้เขาด้วยความสุขใจที่สุดในรอบปี เมื่อได้ชา กาแฟครบแล้ว อาทิตย์ก็เริ่มคุยธุระที่เขาตั้งใจมาพบเธอในวันนี้
ซองใส่การ์ดสีชมพูแสนหวานถูกยื่นมาตรงหน้าพาย เธอไม่ทันได้ยื่นมือไปรับ มันก็ถูกวางหราอยู่บนโต๊ะตรงหน้าเธอแล้ว
เธอจ้องมองมันด้วยความไม่แน่ใจ และก่อนที่จะได้ถามว่านี่คืออะไร เขาก็เอ่ยประโยคหนึ่งขึ้นมาก่อน ราวกับกลัวว่าถ้ารอนานกว่านี้เขาจะไม่กล้าพูดมันออกมา
“พาย…เดือนหน้าพี่จะแต่งงาน”
แค่ประโยคนี้เธอก็แทบจะหาเสียงตัวเองไม่เจอแล้ว
“แต่พายไม่ต้องกลัวนะว่าพี่จะทิ้งพาย พี่เคยสัญญาแล้วไง ว่าถ้าเรียนจบแล้วพี่จะดูแลพายเอง”
คราวนี้เธอจ้องหน้าเขาด้วยความไม่เข้าใจจริงๆ
“ถึงพี่จะแต่งงานแล้ว แต่พี่จะไม่ทิ้งพายแน่นอน พี่จะหาคอนโดให้อยู่ เลือกใกล้ๆ กับที่ทำงานพี่นี่แหละ หรือว่าพายอยากจะอยู่บ้านก็ได้พี่จะหาให้ พายจะทำงานหรือไม่ทำก็ได้ ยังไงพี่ก็เลี้ยงดูพายได้อยู่แล้ว อยากได้อะไรก็ขอให้บอก แต่พี่ขอเรื่องเดียว ขอให้พายไม่ไปยุ่งกับบ้านใหญ่ ต่างคนต่างอยู่ ทางนั้นก็สัญญาแล้วว่าจะไม่มายุ่งกับพาย รับปากกับพี่ได้ไหม”
ยิ่งฟังเขาพูดเธอก็ยิ่งรู้สึกหูอื้อตาลาย
“พาย พูดอะไรหน่อยสิ เงียบแบบนี้พี่ไม่สบายใจ พี่จำเป็นต้องแต่งงานกับเขา แต่พี่ก็รักพาย พี่ไม่ให้พายต้องลำบากแน่ๆ ตอนนี้ตากับยายก็ตายไปแล้ว ต่อไปพายจะอยู่กับใคร ให้พี่ดูแลพายเถอะนะ สัญญาจะไม่มีวันทิ้งพาย”
นี่เขาพูดเรื่องบ้าอะไรกัน ไม่ว่าจะฟังอย่างไร ความหมายก็คือเขากำลังหยิบยื่นตำแหน่งเมียน้อยให้กับเธอชัดๆ
พระพายนึกคำพูดอะไรไม่ออก เขาเห็นเธอเป็นอะไร อดคิดไม่ได้จริงๆ ว่าที่เขากล้าพูดกับเธอแบบนี้ เพียงเพราะเธอไม่เหลือใครแล้วใช่ไหม หากตากับยายยังอยู่ เธอคิดว่าอาทิตย์จะไม่มีทางเสนอสิ่งนี้ให้เธอแน่ๆ
ในสายตาเธอยามนี้อาทิตย์ก็ไม่ต่างอะไรกับผู้ชายเห็นแก่ตัวที่น่ารังเกียจ รู้สึกว่าป่วยการที่จะคุยกับคนแบบนี้ ในเมื่อเขาไม่ได้เลือกจะแต่งงานกับเธอ เธอก็ไม่เหลือเหตุผลอะไรที่จะต้องให้โอกาสเขา
'เขาเคยขอให้รอ…เธอก็รอ แต่ตอนนี้...เธอพอแล้ว'
“ขอบคุณที่เลี้ยงชานะคะ แต่สำหรับข้อเสนอที่ว่ามา ฉันขอปฏิเสธค่ะ งานแต่งของคุณฉันคงไม่ได้ไป แต่ขออวยพรล่วงหน้าเลยแล้วกัน ขอให้การงานของคุณราบรื่น ชีวิตครอบครัวสงบสุขนะคะ โชคดีค่ะ”
หลังจบประโยคนั้นพระพายไม่ได้รอฟังว่าเขาจะพูดอะไรหรือแสดงสีหน้าแบบไหน เธอไม่คิดจะหันกลับไปมองเขาอีก
เธอไม่ได้เสียใจ...แค่เสียความรู้สึก ไม่ได้รู้สึกอกหัก...แค่รู้สึกคล้ายถูกหักหลัง ยิ่งแน่ใจว่าไม่ได้รักเขา ก็แค่…รู้สึกผูกพัน
หลังจากวันนั้นพระพายก็ไม่ได้เจอกับอาทิตย์อีกเลย เขาหายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่ แต่นั่นก็นับว่าดีแล้ว หนึ่งเดือนที่ผ่านมาเธอมีงานให้ทำมากมาย แทบไม่มีเวลามาสนใจเรื่องอื่นๆ
วันนี้ก็นับได้ว่าเป็น ‘วันดีๆ’ อีกวันหนึ่งของพระพาย เพราะเจ้าของร้านข้าวต้มที่ทำงานอยู่ปิดร้านเร็วกว่าปกติ 2 ชั่วโมง แถมพระพายยังได้รับเงินพิเศษเพิ่มมาอีก 1,000 บาท และร้านข้าวต้มจะปิด 5 วัน เนื่องจากเจ้าของร้านจะพาครอบครัวไปเที่ยวต่างจังหวัด
นั่นแปลว่าพระพายจะมีเวลาว่างช่วงเย็น 5 วัน จึงคิดว่าจะทำขนมกล้วยและขนมฟักทองไปขายที่ตลาดนัดกลางคืนก็น่าจะดี เธอคิดวางแผนในใจเพลินๆ ระหว่างที่นั่งรถเมล์กลับบ้าน
'อ่าาา..อีกไม่ถึง 2 ป้ายก็จะถึงบ้านแล้ว วันนี้เธอจะรีบเข้านอนให้ไวขึ้น เพราะที่ผ่านมาเธอมีเวลานอนน้อยเหลือเกิน'
ตอนนี้เองที่พระพายเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง ทำไมวันนี้รถติดหนักขนาดนี้ ข้างหน้ามีอุบัติเหตุหรืออย่างไร ขณะที่เธอกำลังสงสัยอยู่นั้น กระเป๋ารถเมล์ก็กระโดดลงจากรถไปถามไถ่คนแถวนั้น สักพักจึงเดินกลับมาพร้อมคำตอบที่ให้กับคนขับรถ
‘ซอยข้างหน้าที่ห่างออกไปประมาณ 2 ป้ายรถเมล์ เกิดเพลิงไหม้ที่ชุมชนแออัดตรงท้ายซอย ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังพยายามควบคุมเพลิง แต่ไฟโหมแรงมาก ตอนนี้จึงยังควบคุมเพลิงไม่ได้ ที่รถติดเพราะมีทั้งรถดับเพลิงและรถพยาบาลวิ่งเข้าวิ่งออกซอยนั้นแทบตลอดเวลา รถคงจะติดอีกนาน’
พระพายนั่งอยู่ตรงนั้นและได้ยินบทสนทนานั่นเต็มสองหู
‘ว่ายังไงนะ ไฟไหม้ชุมชนท้ายซอยที่อยู่ถัดไปอีก 2 ป้ายรถเมล์งั้นหรือ ไม่นะ..ไม่จริงหรอก ต้องไม่ใช่’
แม้จะคิดปลอบใจตัวเองอย่างนั้น แต่สองขาของเธอกำลังก้าวลงจากรถด้วยความเร็ว เธอวิ่ง และวิ่ง เพื่อจะไปให้ถึงซอยนั้น บ้านของเธอ…จะยังอยู่ไหม?
พระพายวิ่งมานานเท่าไรไม่รู้ อย่างเดียวที่รู้ตอนนี้คือ แสงไฟที่โหมไหม้อยู่ข้างหน้านั้นดูน่ากลัวเหลือเกิน
เธอเห็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงวิ่งกันขวักไขว่ อีกทั้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยพยาบาลที่กำลังดูแลคนเจ็บอยู่ที่เพิงใกล้ๆ นั้น พยายามมองหาว่ามีคนที่รู้จักบ้างไหม แล้วก็ได้เจอกับคุณป้าที่อยู่บ้านเช่าใกล้ๆ กับบ้านของเธอพอดี จึงได้เข้าไปไถ่ถาม คุณป้าบอกกับเธอด้วยความฟูมฟาย
‘ตอนที่เพลิงเริ่มลุกไหม้ ป้ากำลังนอนหลับอยู่ แต่พอได้ยินเสียงเอะอะโวยวายว่าไฟไหม้ ป้าก็วิ่งออกมาได้แต่ตัว ข้าวของอะไรไม่ได้หยิบออกมาสักชิ้นเลยลูก ตอนนี้บ้านแถวนั้นไหม้หมดไม่เหลือแล้ว เพราะเป็นบ้านไม้ทั้งหมด ไฟมันเลยไหม้ได้เร็วขนาดนี้ หมดแล้วพายเอ้ย ตอนนี้ป้าไม่เหลืออะไรแล้ว’
พอพูดจบคุณป้าก็ร้องไห้โฮอีกครั้ง หญิงสาวรู้สึกว่ามือและเท้าของเธอเย็นไปหมด ไม่สิ!! ต้องเรียกว่ารู้สึกหนาวเย็นตั้งหัวจรดเท้าราวกับกำลังถูกแช่แข็ง
สิ่งที่พระพายทำตอนนี้คือการทรุดตัวลงไปโอบกอดคุณป้าเหมือนต้องการจะช่วยปลอบใจ แต่ในความเป็นจริง เธอรู้ดีว่าเป็นตัวเธอเองต่างหากที่อยากโอบกอดใครสักคนไว้เพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจที่กำลังจะหล่นหายไปในยามนี้ และในฐานะผู้ประสบภัยเหมือนกัน คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการปลอบโยนให้กำลังใจกันอีกแล้ว
พระพายและผู้ประสบภัยคนอื่นๆ ยังนั่งรวมกันอยู่ที่เต็นท์ชั่วคราวที่เจ้าหน้าที่จัดหาให้ เพราะต่างคนต่างก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน ส่วนบางคนที่พอจะมีญาติอยู่ในเขตใกล้ๆ ก็คงไปขออาศัยพักพิงชั่วคราวได้
แต่อีกหลายๆ คนรวมทั้งพระพายและป้าข้างบ้านนั้นไม่มีญาติที่ไหนอีก เพราะก็เป็นคนต่างจังหวัดที่มาเช่าอาศัยทำมาหากินกับครอบครัวเท่านั้น ซ้ำร้ายตอนนี้ทรัพย์สินที่เคยมีเกือบทั้งหมดก็อันตรธานหายไปกับกองเพลิงหมดแล้ว
คำว่า ‘สิ้นเนื้อประดาตัว’ เป็นอย่างไร พระพายก็ได้ซาบซึ้งถึงความหมายก็คราวนี้เอง ทั้งหมดที่เหลืออยู่ยามนี้มีเพียงเสื้อผ้าที่ใส่ติดตัว โทรศัพท์สมาร์ทโฟนเก่าๆ หนึ่งเครื่อง กระเป๋าสตางค์ใบแบนบางสำหรับใส่บัตรประชาชน บัตรเอทีเอ็มที่มีจำนวนตัวเลขคงเหลือสั้นกว่ารหัสบัตรเสียอีก กับบัตร30บาทรักษาทุกโรคเท่านั้น
'อ้อ..ยังมีแบงค์พันอีกหนึ่งใบและเหรียญห้าเหรียญสิบอีกเกือบร้อย'
ในยามปกติเงินจำนวนนี้เธอสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้เกือบสิบวัน แต่ตอนนี้ไม่มีบ้านให้ซุกหัวนอนแล้ว เธอนึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไรต่อไป ไม่มีใครให้พึ่งพา เพราะคนที่เธอรู้จักคุ้นเคยก็ล้วนอยู่ในชุมชนแห่งนี้และประสบภัยไม่ต่างจากเธอ
พระพายได้แต่นั่งกอดเข่าครุ่นคิดด้วยความหดหู่อยู่อย่างนั้นจนเกือบเช้า ตอนนี้เจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงได้หมดแล้ว แต่ความเสียหายก็มากมายเกินกว่าจะประเมินได้ในทันที โดยเฉพาะความสูญเสียทางใจ
ตอนสายหลังวันเกิดเหตุ มีเจ้าหน้าที่จากเขตนำอาหารและน้ำมาแจกให้ผู้ประสบภัยบริเวณเต็นท์ชั่วคราวนั้น พระพายก็ได้รับแจกอาหารมาหนึ่งชุดเช่นกัน แต่เธอกินอะไรไม่ลงแล้วในยามนี้ จึงได้ยื่นกล่องอาหารให้ครอบครัวหนึ่งที่มีเด็กเล็กๆ สองคนไป เหลือไว้แค่น้ำเปล่าเพียงขวดเดียว
ตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา หญิงสาวได้นั่งครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตซ้ำไปซ้ำมา ภาพต่างๆ ผ่านเข้ามาในความทรงจำราวกับการฉายภาพสไลด์ ทั้งความสุขและความทุกข์ เธอไม่เคยรู้สึกน้อยใจที่ไม่มีพ่อแม่ เพราะชีวิตนี้แค่มีตากับยายเธอก็มีความสุขแล้ว
จู่ๆ พระพายก็นึกถึงเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมาได้ เมื่อครั้งที่ยังเรียนอยู่ชั้น ป.6 โรงเรียนจัดไปทัศนศึกษาที่ทะเลบางแสน แต่พระพายเกิดป่วยกระทันหัน จึงไม่มีโอกาสได้ไป หลังจากที่หายป่วย ตากับยายจึงได้พาเธอไปทะเลเพื่อเป็นการปลอบใจ
แต่ทะเลที่ตาพาไปไม่ใช่หาดบางแสน แต่เป็นหาดจอมเทียนที่พัทยา ตาพูดกับเธอด้วยรอยยิ้มว่า หาดบางแสนมีแต่นักเรียนนักศึกษา สู้ชายหาดที่พัทยาไม่ได้หรอก เพราะหาดพัทยามีฝรั่งต่างชาติให้ดูเยอะแยะ ถือว่าตาพาน้องพายมาดูฝรั่งก็แล้วกัน เธอจำได้ดีว่านั่งขำกับคำตอบของคุณตาจนท้องแข็ง ครั้งนั้นพระพายลงเล่นน้ำตั้งแต่ช่วงสายถึงเย็นจนได้เวลากลับ
เธออ้อนวอนขอให้ตากับยายพามาเที่ยวอีก ทั้งคู่สัญญากับเธอไว้ว่าเธอจะได้มาอีกแน่ๆ ในคราวที่สอบติดมหาวิทยาลัยตายังบอกกับเธอว่า ไว้ว่างๆ อีกหน่อยพวกเราจะไปเที่ยวทะเลกันอีกนะน้องพาย แต่สุดท้ายวันนั้นก็ไม่เคยมาถึง