ว้ายยยยย!!! ฟลุ่บ
ชายร่างสูงใหญ่ที่บัลเล่ต์ไม่ทันได้รู้ตัวว่าเขามายืนอยู่ด้านหลังเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ บัดนี้แขนแข็งแกร่งของเขาได้โอบกอดตัวเธอจากด้านหลังไว้ เพราะเธอมัวแต่เต้นอย่างเมามันจนไม่ทันได้ระวัง ถอยหลังมาชนเข้ากับแผ่นอกหนาของเขาอีกครั้ง แต่ยังดีที่เขายังรับตัวเธอไว้ได้ทันก่อนที่เธอจะหงายหลังหัวฟาดพื้นไปเสียก่อน
‘เอาอีกแล้วนะยัยบัลเล่ต์ เรื่องซุ่มซ่ามนี่ยืนหนึ่งจริง ๆ เล้ย ว่าแต่แผ่นอกนี่ทำไมสัมผัสมันคุ้น ๆ จังเลยฟะ อย่าบอกนะว่า...’ ยังไม่ทันที่บัลเล่ต์จะคิดในใจจบ เจ้าของอ้อมแขนนั้นก็พูดสวนกลับมาทันที
“เต้นสนุกมากซินะ ยัยซุ่มซ่าม” ชายหนุ่มเอ่ยวาจาเย็นชาใส่เธออีกครั้ง ทำให้บัลเล่ต์ได้สติแล้วรีบรุดตัวออกจากอ้อมกอดของเขาทันที
“ขะ...ขอโทษค่ะพี่ คือหนูไม่ทันได้มองจริง ๆ นะคะ”
“สองครั้งในวันเดียวเนี่ยนะ ครั้งแรกเธอก็ล้มทับฉัน ครั้งนี้เธอก็มาล้มให้ฉันรับอีก”
“ก็หนูจะไปรู้ได้ยังไงล่ะคะ ว่าพี่จะมายืนอยู่ตรงนี้ตอนไหน อีกอย่างหนูก็ไม่ได้ตั้งใจจะล้มทับพี่ซะหน่อย มันเป็นอุบัติเหตุทั้งนั้น”
“แถข้าง ๆ คู ๆ ถามจริง คิดจะอ่อยกันรึไง”
“บะ...บ้าหรอ หลงตัวเองเกินไปรึเปล่าคะ”
“ไอเวสป้า มึงยืนคุยอยู่กับใครวะ” รุ่นพี่หุ่นหมีคนหนึ่งทักถามขึ้นมาระหว่างที่คนทั้งคู่กำลังถกเถียงกันไปมาราวกับนักมวยที่กำลังจะแลกหมัดใส่กัน เวสป้าชายหนุ่มที่กำลังถกเถียงอยู่กับหญิงสาวที่นิสัยคล้ายเด็กน้อยอยู่ขณะนี้ ทั้งคู่ได้แต่ตาจ้องตาใส่กันไปมาอย่างไม่ลดละ
“ก็ยัยเปี๊ยกนี่อ่ะดิ ทำมาเป็นล้มทับใส่กู ขี้อ่อยชะมัด”
“เอ๊ะ! นี่พี่พูดไม่รู้เรื่องหรือไงคะ ก็บอกว่าไม่ได้อ่อยไง ไม่ได้ตั้งใจจะล้มใส่พี่ด้วย อุบัติเหตุอ่ะ ไม่เข้าใจเหรอ”
“ฉันเข้าใจ เข้าใจว่าเธอมันขี้อ่อยไง”
“โว้ยยยย...อิตาบ้านี่ ก็บอกว่าไม่ได้อ่อยยังไงเล่า นายกวนประสาทฉันมากเกินไปแล้วนะ”
“เธอโว้ยใส่ใคร แล้วเธอว่าใครบ้า นี่เธอกำลังพูดอยู่กับรุ่นพี่เธอนะ”
“ก็นายมาหาว่าฉันอ่อยนายทำไมล่ะ ฉันไม่ได้ทำแบบนั้นซะหน่อย”
“โอ๊ยยยย...พอเถอะครับคุณทั้งคู่ เถียงกันไปเถียงกันมาเดี๋ยวสุดท้ายก็ตกหลุมรักกันตามฟอร์ม” รุ่นพี่หุ่นหมีเอ่ยขึ้นปรามคนทั้งคู่ก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3
“ฉันไม่มีวันตกหลุมรักยัยเด็กขี้อ่อยนี่หรอกเว่ย”
“ฉันก็ไม่มีทางตกหลุมรักผู้ชายปากปีจอแบบนายเหมือนกันแหละ แบร่ :p”
“เธอ”
“ไอเวสมึงพอเหออออ” เวสป้าถูกเพื่อนหุ่นหมีของเขาลากตัวออกไปก่อนที่เขาจะกระโดดขย้ำลูกแกะตัวน้อยที่ไม่รู้จักกลัวราชสีห์เอาเสียเลย บัลเล่ต์ยังคงยืนเต้นยั่วยวนกวนประสาทพร้อมกับแล่บลิ้นปิ้นตาใส่เขา เธอทำตัวเหมือนเด็กน้อยที่กวนประสาทเวลาต้องการยั่วโมโหใครสักคน
ทางด้านเวสป้า
“ไอยัติมึงไม่น่าลากกูออกมาเลยนะ กูจะสั่งสอนยัยเด็กนั่นซะหน่อย”
“มึงจะไปอะไรกับน้องเขาวะ มึงก็ไปว่าน้องเขาก่อนจริง ๆ อ่ะ”
“มึงดูศอกกูนี่ เลือดไหลซิบ ๆ ฝีมือยัยเด็กขี้อ่อยนั่นแหละ ซุ่มซ่ามชิบ”
“มันก็แค่อุบัติเหตุแหละมึง เอ๊ะ! รึจะเป็นอุบัติรักวะ ฮ่า ๆ ๆ”
“ไอยัติมึงอย่าเพ้อเจ้อ กูไม่มีทางไปชอบยัยเด็กกะโปโลแบบนั้นหรอกเว่ย”
“ทำไมวะ? หรือมึงยังลืม ยี่หวา ไม่ได้?”
“...”
“อ้าวเงียบเลย เฮ้ย...เรื่องมันผ่านมาเป็นปีแล้วนะ นี่มึงยังทำใจไม่ได้อีกเหรอวะ”
“มึงไม่เป็นกู มึงไม่เข้าใจหรอก ว่าการที่โดนคนที่รักทรยศ ความรู้สึกมันเป็นยังไง”
ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีก่อน...
บนชั้นดาดฟ้าของมหาลัยตึกนิเทศ ท้องฟ้ายามเย็นในวันนั้นถูกปกคลุมไปด้วยมวลเมฆสีเทาที่ก่อตัวเป็นเมฆฝนลอยตัวอยู่บนท้องฟ้าห่างออกไปไม่ไกลนัก สายลมพัดผ่านหอบเอากลิ่นฝนที่ลอยมาตามลมมาปะทะเข้ากับจมูกโด่งเป็นสันของชายหนุ่มที่กำลังยืนรอหญิงผู้เป็นที่รักของเขา เขานัดเจอเธอเพื่อที่จะได้ถามคำถามสำคัญมาก ๆ สำหรับเธอและเขา มันเป็นคำถามที่เขาเองก็ไม่ได้อยากถามนัก แต่เพื่อให้ความสัมพันธ์ของเธอและเขายังคงไปต่อได้ เขาจึงจำเป็นที่จะต้องถามมันออกไป
“เวส เรียกหวามามีอะไรเหรอ ทำไมต้องนัดบนดาดฟ้านี่ด้วยล่ะ ฝนกำลังจะตกแล้วนะ”
“เวสมีเรื่องสำคัญอยากจะถามหวาน่ะ ก็เลยอยากคุยที่ ๆ ไม่ค่อยมีคนเยอะ”
“คำถามสำคัญ ? เรื่องอะไรเหรอ...” เธอยังแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่เธอได้กระทำบางอย่างที่ผิดต่อชายที่รักเธอไปแล้ว
“เวสขอถามหวาตรง ๆ นะ หวานอกใจเวสไปคบกับคนอื่นแล้วใช่มั้ย?”
“บ้า...เวสเอาอะไรมาพูด หวาก็ยังคบกับเวสอยู่นี่ไง จะมาหาว่าหวานอกใจเวสเนี่ยนะ”
“งั้นเหรอ...แล้วนี่มันคืออะไร” เวสป้ายื่นสร้อยคอทองคำขาวที่เขาเคยซื้อให้เธอเมื่อวาเลนไทน์ที่ผ่านมา มันเป็นสร้อยที่มีจี้รูปหัวใจซึ่งถูกสั่งทำขึ้นมาเป็นพิเศษประดับด้วยเพชรล้อมรอบ มีการสลักอักษร V&V อยู่ตรงกลางจี้ “ไหนบอกว่าทำสร้อยหายตอนไปทานข้าวกับที่บ้านไง แล้วทำไมมันถึงไปอยู่ที่บ้านของไอ มาวิน ได้ล่ะ ?”
“อะ...อ๋อ หวาอาจจะพูดผิดไปน่ะ ก็วันนั้นหวาไปทานข้าวกับที่บ้าน แต่ไปทานที่บ้านวินไง คือพ่อแม่หวากับพ่อแม่วินพวกท่านอยากจะร่วมทำธุรกิจกันน่ะ ก็เลยนัดทานข้าวกันที่บ้านวิน”
“พอเหอะหวา เลิกโกหกเวสซะที หวารู้มั้ย ว่าเวสไปเจอสร้อยนี่ที่ไหน”
“ก็แล้วที่ไหนล่ะ”
“ในห้องนอนไอวินไง ไปกินข้าว หรือไปกินกันบนห้องกันแน่”
เพี๊ยะ!!! เธอตบหน้าเขาเข้าอย่างเต็มแรง จนใบหน้าของเวสป้าขึ้นรอยฝ่ามือแดง ๆ ครบทั้งห้านิ้ว
“เวสอย่ามาพูดจาทุเรศ ๆ แบบนี้กับหวานะ”
“ทุเรศเหรอ ไอที่หวาทำน่ะมันทุเรศกว่ามั้ย หวาก็รู้ ไอวินมันเป็นเพื่อนเวสนะ ทำไมหวาถึงทำกับมันได้ หวาไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ”
“รู้สึกซิ รู้สึกดีไง เวสรู้ตัวป่ะ ว่าตลอดเวลาที่เราคบกันมา หวาโคตรเบื่อเวสเลยนะ หวาอยากแต่งตัวแบบที่หวาชอบ เวสก็คอยห้ามตลอด หวาอยากไปปาร์ตี้กับเพื่อน เวสก็ไม่ให้ไป มันน่าอึดอัดนะรู้ป่ะ”
“ก็เวสรักของเวส เวสจะหวงหวาไม่ได้เลยใช่ป่ะ”
“ก็เพราะว่าเวสเป็นแบบนี้ไง หวาถึงได้เบื่อ”
“เบื่อเวส แล้วก็เลยไปมีอะไรกับเพื่อนเวสเนี่ยนะ เหอะ”
“เออ...ใช่ หวากับวินเรามีอะไรกันแล้ว พอใจยัง”
“อืม...ขอบคุณนะ ที่สุดท้ายก็ยอมบอกความจริง” เวสป้าพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบทั้งที่หัวใจของเขาตอนนี้เหมือนถูกทุบด้วยคำสารภาพบาปของผู้หญิงที่เขาเคยรักมากที่สุด สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาราวกับว่าท้องฟ้ากำลังร้องไห้ที่ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่พึ่งผ่านพ้นไปเมื่อสักครู่
ยี่หวาเดินจากไปโดยที่ไม่หันกลับมามองเวสป้าที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง เวสป้าทรุดตัวลงกับพื้นดาดฟ้า ร่างกายของเขาเปียกปอนไปหมด เขาร้องไห้และตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด เพื่อระบายความเสียใจทั้งหมดออกมา นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงตอนนี้ หนึ่งปีแล้วที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างเวสป้า ยี่หวา และมาวิน ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ณ บ้านแสนสุขของบัลเล่ต์
18.00 น.
บัลเล่ต์พึ่งกลับมาถึงบ้าน เธอเดินขึ้นบันไดมาด้วยความเหนื่อยล้าจากการร่วมกิจกรรมรับน้องใหม่ของวันนี้ เธอเปิดประตูห้องนอน แล้วเดินไปที่เตียงนอนไม้สีขาวที่มีผ้าปูที่นอนลายสติชซึ่งเป็นตัวการ์ตูนตัวโปรดของเธอ บัลเล่ต์ทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาอย่างสบายใจ ในขณะที่เธอกำลังจะเคลิ้มหลับ จู่ ๆ หัวสมองก็หลั่งความคิดถึงเหตุการณ์ตอนที่เธอทะเลาะกับผู้ชายที่เธอพึ่งเจอกับเขาเป็นครั้งแรก
“โว้ยยยย ไอสมองบ้าจะไปนึกถึงผู้ชายเฮงซวยคนนั้นทำไม ไอผู้ชายปากปีจอ มาหาว่าเราขี้อ่อย ชิ...คิดแล้วมันพาหัวร้อนจริง ๆ ไปอาบน้ำดีกว่า”
“ยัยหนู ลงมาทานอาหารมื้อค่ำได้แล้วลูกวันนี้แม่ทำสปาเก็ตตี้คาโบน่าร่าของโปรดของหนูเลยนะ”
“ค่า แม่หนูกำลังจะลงไปเดี๋ยวนี่แหละค่า” เธอเดินลงไปรับประทานอาหารมื้อค่ำกับครอบครัว วันนี้มีเมนูโปรดของอร่อยที่คุณแม่ตั้งใจทำอย่างสุดฝีมือ บัลเล่ต์รู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ในวันที่แสนจะเหนื่อยล้าแถมยังต้องทะเลาะกับอิตาบ้านั่นแบบวันนี้ อย่างน้อย ๆ ที่บ้านก็ยังมีความอบอุ่นใจจากครอบครัวที่ทำให้เธอรู้สึกสบายใจขึ้นมาได้บ้าง
“หืมมม คุณแม่คนสวยของเล่ต์ทำสปาเก็ตตี้คาโบนาร่าอร่อยที่สุดในโลกเลยค่ะ” เธอเอ่ยชมแม่พรางม้วนเส้นสปาเก็ตตี้คำใหญ่กลืนเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
“เอ้า ๆ กินดี ๆ ซิลูกโตเป็นสาวแล้วนะเราอ่ะ มีกิริยางาม ๆ กับเขาบ้าง”
“ก็-มัง-อา-หร่อย-นี่-คะ” เธอตอบกลับแม่ทั้ง ๆ ที่ยังเคี้ยวเส้นสปาเก็ตตี้คำโตอยู่ในปากตุ้ย ๆ
“แหน่ะ กินอยู่ในปากคำเบ้อเร่อยังจะมาต่อปากต่อคำเดี๋ยวก็ติดคอหรอก”
“^O^”
“พูดแล้วยังมาทำน่าทะเล้นอีก น่าตีจริง ๆ เล้ยยัยเด็กคนนี้”
“เอ้อ แล้วกิจกรรมรับน้องวันนี้เป็นยังไงบ้างล่ะลูก สนุกมั้ย ?” ผู้เป็นพ่อเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“ก็สนุกดีค่ะพ่อ ได้ทำอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำ วันนี้เล่ต์เต้นเหนื่อยมากเลย กิจกรรมที่พี่ ๆ เค้าจัดมาให้ร่วมกันทำสนุกมากเลยค่ะ”
“แล้วมีไอหนุ่มหน้าหล่อที่ไหนมาจีบเรามั่งรึป่าวเนี่ย”
พรืดดดดดดดดด….
บัลเล่ต์ที่กำลังกระดกน้ำเปล่าเข้าปากอยู่ พอได้ยินคำถามที่พ่อถามขึ้นมา ก็ถึงกับต้องสำลักพ่นน้ำกระจายออกมาเต็มโต๊ะไปหมด
“ว้าย! ยัยหนูทำไมเล่นอะไรสกปรกอย่างนี้ละลูก” ผู้เป็นแม่โวยวายพรางหยิบกระดาษทิชชู่เช็ดหน้าเช็ดตาตัวเอง
“เล่ต์ ขอโทษค่ะแม่ ก็พ่ออ่ะถามอะไรก็ไม่รู้”
“เอ้า พ่อก็แค่ถามเฉย ๆ ฮั่นแน่ รึว่ามีไอหนุ่มหน้าหล่อมาจีบเราจริง ๆ สารภาพมาซะดี ๆ”
“มะ..มีซะทีไหนล่ะคะพ่อ ถึงหมอนั่นจะหล่อ แต่เข้าไม่ได้มาจีบหนูหรอก เขามาหาเรื่องหนูมากกว่า”
“ใคร...ไอหน้าหล่อที่ไหนมันมารังแกลูกสาวสุดที่รักของพ่อ พ่อจะไปตืบมัน”
“- -! ใจเย็นค่ะพ่อ เขาไม่ได้มาทำอะไรเล่ต์หรอก แค่เรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย”
“แล้วไป อย่าให้ใครมารังแกเราได้นะลูกสาวพ่อ สู้เขา อย่าไปยอมถ้าเราไม่ผิด”
“แน่นอนค่ะพ่อ ถ้าเล่ต์ไม่ผิด เล่ต์ไม่ยอมอยู่ล้าววว วะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ^O^”
“พอกันเลยพ่อลูกคู่นี้ อิแม่ละกลุ้มใจ”