ตอนที่7 หวังอะไร

1553 คำ
“ขึ้นรถสิ พลับพลึง” คำสั่งราบเรียบติดเย็นชาของเวกัสดังขึ้นสั่ง ทำให้พลับพลึงและคิมหันต์หันไปมองคนพูดพร้อมกัน “อย่าพลับ” คิมหันต์รั้งเธอไว้อย่างเป็นห่วง การใช้ความเร็วอะไรก็เกิดขึ้นได้ ยิ่งตอนนี้สภาพของพลับพลึงไม่ได้อยู่ในความพร้อมจะลงสนามแข่ง อุปกรณ์เซฟตี้ก็ไม่มีเลยสักชิ้น หากเกิดความผิดพลาดขึ้นมาจะทำยังไง และที่สำคัญกว่านั้น หากเกิดชั่วโมงตัดสินใจที่ต้องปะทะ เขาจะกล้าทำได้ยังไง “จะขึ้นดีๆ หรืออยากให้พี่ไปส่งพลับเยี่ยมคนป่วยที่โรงพยาบาล” คำถามแสนคุ้นหูแต่น้ำเสียงกลับเย็นยะเยือกถามขึ้น แน่นอนว่าพลับพลึงเข้าใจความหมายของเขาดี เยี่ยมคนป่วยที่โรงพยาบาลไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นแม่ของเธอนั่นเอง “พลับไม่เป็นไร” พลับพลึงหันไปยิ้มให้คิมหันต์แล้วพูดให้เขาสบายใจ แกะมือตัวเองออกจากฝ่ามือใหญ่ก่อนจะพาตัวเองกลับขึ้นรถไปเหมือนเดิม “เอาให้เต็มที่นะ” เวกัสเห็นแบบนั้นก็ยกยิ้มพอใจ จ้องมองคิมหันต์ด้วยแววตาดุดันก่อนจะพูดทิ้งท้ายแล้วพาตัวเองขึ้นรถไป คิมหันต์เห็นแบบนั้นก็เจ็บใจไม่น้อย ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเท่าไหร่ แต่สิ่งเดียวที่เขาไม่เคยได้รับเลยคือโอกาสจะไปยืนตรงนั้น แต่ครั้งนี้เขาจะต้องทำให้ได้ จะดึงพลับพลึงออกห่างจากเวกัสอีกครั้งให้ได้ “อยากเห็นมันรถคว่ำหรือเธออยากคว่ำเองล่ะ” เมื่อขึ้นมาประจำที่แล้ว เวกัสก็หันไปพูดกับพลับพลึงที่หันไปมองรถคันซ้ายมืออย่างอาลัยอาวรณ์ไม่น้อย “.....” เธอหันกลับมามองหน้าเขา แต่ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรเพราะรู้ดีว่าไร้ประโยชน์ “.....” เมื่อเธอเงียบเขาก็เงียบ เพราะตอนนี้ใกล้ถึงเวลาแข่งแล้ว เวกัสหันกลับมาพยายามทำสมาธิจดจ่อกับการแข่งรถ พยายามไม่ล่อกแล่กนอกเส้นทาง ไม่ว่ายังไงวันนี้เขาจะไม่มีทางแพ้เด็ดขาด ทั้งเรื่องของศักดิ์ศรี แล้วก็เรื่องของผู้หญิงข้างๆ กรรมการเดินลงมายังสนามด้านหน้ารถ ส่งสัญญาณสำหรับความพร้อมให้ทั้งสองฝ่ายยืนยัน เมื่อทุกอย่างพร้อมก็ขยับออกจากลานสนาม เสียงสัญญาณดังขึ้นเป็นสัญญาณที่จะปล่อยออกจากจุดเริ่มต้น และทันทีที่ธงสะบัดลงรถทั้งสองคันก็ออกตัวอย่างไม่รอช้า ทั้งสองทำความเร็วได้สูสีกันอย่างมาก ตอนนี้แทบไม่ทิ้งระยะห่างออกจากกันเลย แม้ว่าสนามแห่งนี้เป็นสนามแข่งของเวกัสก็ตาม แต่หากไม่นับหนึ่งปีที่ผ่านมาคิมหันต์เคยใช้สนามนี้บ่อยมากเช่นกัน เขามากับกลุ่มเพื่อนนักแข่งทั้งเช่าซ้อมและลงแข่ง นั่นเลยไม่เป็นอุปสรรคนักที่แข่งกับเจ้าของสนาม ส่วนพลับพลึงนั่งกุมมือแน่น มองด้านหน้าสลับเวกัส สลับรถด้านซ้ายด้วยหัวใจสั่นระรัว เวกัสเคยพาเธอลงสนามทำความเร็วหลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการพาขับลองรถลองสนามไร้คู่แข่ง ความเร็วก็ยังคงควบคุมไว้เสมอ หากเขาจะทำความเร็วและทำเวลา เขาจะไม่ให้เธอนั่งรถด้วยเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัย นั่นเลยนับว่านี่เป็นครั้งแรกที่เธอนั่งรถแข่งที่เป็นการแข่งกับคู่แข่ง การทำความเร็วไร้การควบคุม มันทำให้เธออดกลัวไม่ได้จริงๆ เวลาเข้าโค้งเธอเกร็งตัวอย่างแรงเพื่อไม่ให้หัวโขกกับด้านข้างและเอนไปรบกวนคนขับ เสียงรถดังจนแสบแก้วหูแข่งกับเสียงคนเชียร์ข้างสนาม ความเร็วที่ผ่านสายตาแวบๆ จนดูเวียนหัวไม่น้อยจับจุดแทบไม่ได้ว่าผ่านอะไรไป เธอทั้งกลัวแต่ก็อยากรู้ว่าผลการแข่งขันจะเป็นยังไง เพราะตั้งแต่ออกตัวทั้งสองทิ้งระยะจากกันไม่ถึงครึ่งช่วงคันเลยด้วยซ้ำ และรถคันที่ตามหลังก็เป็นของคิมหันต์ เพราะยังไงเขาก็ไม่ได้ขับบ่อยเท่าเจ้าของสนาม การเข้าโค้งเลยทำให้ความเร็วของเขาลดชะลอมากกว่าของเวกัส และแน่นอนว่าพออีกฝ่ายเป็นคิมหันต์ เธอไม่กลัวหากเวกัสจะเป็นฝ่ายแพ้ แต่เธอก็ไม่กล้าจะตัดสินอะไรตอนนี้เลย มันลุ้นและกลัวไปหมด กลัวผลการแข่ง และกลัวความเร็วที่เขาใช้ “หวังอะไรอยู่ล่ะพลับ” คำถามที่ไม่ได้ต้องการคำตอบดังขึ้น พูดจบจากทางโค้ง ความเร็วก็เพิ่มขึ้นอีก บรืน!!! รถของเวกัสทิ้งระยะห่างของคิมหันต์มากขึ้นกว่าเดิม คิมหันต์จะเสียเปรียบให้กับเวกัสในจังหวะโค้งหักศอกเสมอ และตอนนี้พลับพลึงก็ไม่มีอารมณ์จะดูอะไรต่อแล้ว เธอหลับตาแน่นกุมมือกับสายเบลล์เหมือนปลอบตัวเอง แต่มันก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เพราะจังหวะเข้าโค้ง การหลับตาแบบนี้ทำให้เธอโอนเอนตามจนเวียนหัว สุดท้ายก็ต้องลืมตาขึ้นมาเป็นระยะ มองดูรถของคิมหันต์พยายามทำความเร็วเพื่อตีตื้นขึ้นมาให้ได้ แต่ก็ถูกเวกัสสกัดขวางจนไม่มีโอกาสได้ขึ้นมาง่ายๆ เสียงดังจากข้างสนามยังคงดังต่อเนื่อง ยิ่งตอนนี้เป็นรอบสุดท้ายเพื่อตัดสินแพ้ชนะ ยิ่งทำให้ทั้งคนดูและพลับพลึงลุ้นไม่ต่างกัน ไม่รู้ว่าระยะทางสามกิโลก่อนเข้าเส้นชัยที่เป็นทางตรง คิมหันต์จะทำความเร็วขึ้นแซงเวกัสได้หรือไม่ โค้งสุดท้ายอยู่ด้านหน้า เวกัสแทบไม่ผ่อนความเร็วเลยสักนิดตอนเข้าโค้ง แต่เขาก็ยังคุมรถของตัวเองได้อย่างดี พ้นโค้งออกมาได้อย่างราบรื่น ทำให้พลับพลึงอดไม่ได้จะหันไปมองด้านหลังเพื่อดูระยะห่างของคิมหันต์ที่ตอนนี้ก็พ้นโค้งมาแล้วเหมือนกัน “คิดว่ามันจะช่วยเธอได้งั้นเหรอ...” “ฝันเอาเถอะที่รัก!” เสียงเข้มดุดันดังแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ที่กระหึ่ม บรืน!!! รถพุ่งทะยานไปด้านหน้าที่เป็นเส้นชัย แต่ระดับความเร็วที่ยังคงเร็วอยู่ตลอดทำให้เดาไม่ได้เลยว่าจะต้องใช้ระยะแค่ไหนในการเบรก แน่นอนว่ามันทำให้พลับพลึงกลัวจนกลั้นหายใจ เปลือกตาบางปิดลงพร้อมกับร่างกายเกร็งพร้อมรับแรงปะทะหากเกิดความผิดพลาด ไม่รู้เลยว่าเข็มขัดนิรภัยที่คาดอยู่สามารถรักษาชีวิตของเธอได้หรือเปล่า แต่ก็ทำได้เพียงหลีกเลี่ยงความน่ากลัวด้วยการไม่รับรู้ ทั้งที่สองหูยังคงได้ยินเสียงกรี๊ดจากด้านข้างจนอื้ออึงไปหมด และ... เอี๊ยดดด!!! เสียงล้อลากกับพื้นดังขึ้นไม่ยาวนักด้วยระบบเบรกที่ค่อนข้างดี คนขับที่รู้จังหวะทุกอย่างสามารถควบคุมตัวเองได้อย่างดี ต่างจากคนที่นั่งหลับตาแน่นและเกร็งตัวไม่มากพอกับแรงที่เบรกจากความเร็วสูง ทำให้ตัวของเธอพุ่งไปด้านหน้า ปึก! หน้าผากกระแทกอย่างแรงแต่กลับไม่ได้รู้สึกเจ็บมากนัก พอลืมตามาก็ได้เห็นได้ว่าหลังมือใหญ่ของใครบางคนที่ยื่นมารอรับอย่างรู้ดีว่าจะเกิดเหตุแบบนี้ กำลังชักมือตัวเองกลับไป “โง่” การกระทำและคำพูดที่สวนทางทำให้พลับพลึงเผลอเม้มปากแน่นอย่างอธิบายไม่ถูก เมื่อกี้เธอกระแทกแรงมาก ฝ่ามือของเขาที่กระทบกับตัวคอนโซลรถคงเจ็บไม่น้อย แต่เขากลับยื่นมือมาบังไม่ให้เธอหน้าเธอกระแทกลงไป ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอไม่แปลกใจกับการกระทำแบบนี้ของเขาหรอก แต่พอเป็นตอนนี้... เวกัสไม่ได้พูดอะไร ว่าให้เธอเสร็จก็ปลดเข็มขัดนิรภัยลงจากรถไป เผชิญหน้ากับคู่แข่งของเขาอย่างเหนือกว่า พลับพลึงเห็นแบบนั้นก็ดึงสติกลับมารีบพาตัวเองลงจากรถไม่ต่างกัน เผชิญหน้าพร้อมกันสามคนทันที หมับ! ร่างของเธอถูกเวกัสดึงเข้าไปก่อนจะยกแขนแกร่งพาดไหล่บางราวกับเป็นเจ้าของ “ของกูว่ะ” เวกัสตอกย้ำคิมหันต์ด้วยรอยยิ้มเหนือกว่า ดูสะใจไม่น้อยกับการแสดงความเป็นเจ้าของพลับพลึง “.....” คิมหันต์จ้องมองเวกัสด้วยแววตาดุดัน หมัดกำแน่นอยากพุ่งเข้าไปซัดหน้านั่นแรงๆ แต่สุดท้ายก็ต้องหันไปสนใจคนที่สำคัญกว่าอย่างทุกครั้ง “อยากกลับกับพี่ไหม” คิมหันต์ถามพลับพลึงอย่างมีหวัง เพราะสีหน้าแววตาของเธอเหมือนอยากออกไปจากตรงนี้ มันไม่เหมือนกับอดีตที่แววตาเต็มไปด้วยรักไร้ลังเลต่อเวกัส “พลับ...” “ตอบไปสิ” ไม่รอให้พลับพลึงพูดจบเวกัสก็แทรกขึ้นบอกเธอ แต่เขาไม่ได้ต้องการย้ำเอาคำตอบของเธอเหมือนคิมหันต์ แต่ย้ำเตือนให้เธอคิดก่อนพูดต่างหาก “มึงอย่าเก่งกับผู้หญิงไอ้เว!” แม้จะเป็นรุ่นน้องของเวกัส แต่คิมหันต์ไม่คิดเคารพอีกฝ่ายเลย รู้ว่าเวกัสกำลังขู่ เขาทนไม่ไหวจนต้องหันไปพูดเสียงแข็ง “แล้วมึงจะทำไม” ท่าทางเอ้อระเหยดูยียวนกวนอารมณ์มาก ซึ่งมันทำให้คิมหันต์ทนไม่ไหวพุ่งเข้าหาเวกัสในทันที
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม