บทที่สอง : การพบกันของโชคชะตา

2845 คำ
อัมพิกานั่งมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เพิ่งกดส่งเรซูเม่ไปเมื่อสักครู่นี้ รู้สึกถึงความหวังและความกังวลผสมปนเปกันไป แม้จะมีความรู้สึกเบาใจจากการที่ได้ทำสิ่งที่ควรทำแล้ว แต่ในใจลึก ๆ เธอก็ยังไม่แน่ใจว่าจะได้รับการตอบรับหรือไม่ "มันจะได้ผลมั๊ยนะ หรือว่า อาจจะเป็นแค่สิ่งที่หวังลม ๆ แล้ง ๆ” อัมพิกาพึมพำกับตัวเองพลางลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน เธอเดินไปที่หน้าต่าง เปิดผ้าม่านออกให้แสงแดดส่องเข้ามาในห้อง ห้องของเธอเป็นห้องเล็ก ๆ ที่ตกแต่งเรียบง่าย ไม่ได้มีอะไรหรูหรา แต่ก็อบอุ่นและสะดวกสบายพอสมควร เธอสูดหายใจลึก ๆ เพื่อรวบรวมสมาธิ ก่อนจะเริ่มคิดถึงการเดินทางไปยังโรงแรมหรูที่เธอฝันอยากทำงานด้วย “เอาล่ะ ถ้าไม่ได้งานนี้ก็ไม่เป็นไร ฉันก็แค่ต้องหาที่อื่น แต่ถ้าฉันได้เข้าไปที่นั่น คงจะดีมาก” อัมพิกาพูดกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่ตั้งใจ แต่ยังแอบมีความหวังแฝงอยู่ เธอเดินไปหยิบเสื้อผ้าออกจากตู้และเริ่มแต่งตัว แม้ว่าจะไม่ได้มีการนัดหมายอะไรกับโรงแรมในวันนี้ แต่เธอก็รู้สึกว่า การไปเยี่ยมชมสถานที่จริง ๆ จะช่วยให้เธอรู้สึกมั่นใจมากขึ้นในการสมัครงาน และการได้เห็นบรรยากาศของโรงแรมหรูระดับห้าดาวจะช่วยให้เธอรู้จักสถานที่นี้มากขึ้น อัมพิกายืนนิ่ง ๆ อยู่หน้ากระจก ขณะกำลังปรับเสื้อเชิ้ตที่เพิ่งสวมใส่ และไถ่ผมให้เรียบลง เธอมองตัวเองในกระจกแล้วพูดกับตัวเองด้วยเสียงเบา ๆ “ก็แค่ไปดู ไม่ต้องเครียดขนาดนั้นหรอก” เมื่อเธอใส่รองเท้าและถือกระเป๋าถือที่ดูเรียบง่ายและมีสไตล์ เธอก็ออกจากห้องด้วยท่าทีที่มั่นใจขึ้นเล็กน้อย ถึงแม้ภายในใจจะยังรู้สึกถึงความไม่แน่นอน แต่เธอก็พยายามไม่ให้มันแสดงออกมาให้เห็นมากนัก “อย่าไปคิดมาก นี่แค่การเริ่มต้นเท่านั้นเอง” เธอบอกกับตัวเองก่อนจะเดินออกจากห้อง ขณะที่ออกจากบ้าน เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกผ่อนคลายขึ้น บรรยากาศภายนอกนั้นเป็นวันที่อากาศสดชื่น แสงแดดไม่ร้อนเกินไป และสายลมเย็น ๆ ก็พัดผ่านเบา ๆ สร้างความรู้สึกสดชื่นให้กับเธอ “ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องทำให้ดีที่สุดทุกอย่างเริ่มจากการที่เราลงมือทำ...” อัมพิกาพูดกับตัวเองก่อนจะเดินไปที่ป้ายรถประจำทาง เธอเดินไปในทิศทางที่เธอรู้จักดี คือสถานที่ที่เธออยากไปเยี่ยมชมมากที่สุดในตอนนี้ โรงแรมหรูระดับห้าดาวที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ความหวังและความกลัวผสมผสานกัน แต่เธอก็รู้สึกว่าการได้ไปถึงที่นั่นและเห็นบรรยากาศของสถานที่จริง ๆ จะทำให้เธอมั่นใจขึ้นมากในการตัดสินใจของตัวเอง เมื่อมาถึงที่โรงแรม อัมพิกาเห็นความตระการตาของโรงแรมหรูแห่งนั้นที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ท่ามกลางอาคารสูงที่ตั้งตระหง่านและความเงียบสงบในบริเวณนั้น ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะถูกออกแบบให้หรูหราและมีระดับ สถานที่ที่มีผู้คนมาเดินผ่านไปมา ความหรูหราของอาคารที่ตั้งอยู่ท่ามกลางแสงแดดส่องสว่างทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นและประหม่าในเวลาเดียวกัน “หรูหราหมาเห่าสุดสุด” เธอบอกกับตัวเอง เธอเดินเข้าไปภายในอย่างระมัดระวัง พร้อมกับความตั้งใจแน่วแน่ที่อยากจะทำงานที่นี่ แม้ว่ามันจะดูเหมือนเป็นความฝันที่ไกลเกินเอื้อม แต่เธอก็อยากให้โอกาสตัวเองได้เริ่มต้นที่นี่ จริง ๆ "ถ้าได้ทำงานที่นี่ ละก็นะคงเป็นเพราะบุญนำพาวาสนาส่งแน่ๆ" เธอพูดกับตัวเองเบาๆ ขณะที่มองไปรอบ ๆ โรงแรมที่เต็มไปด้วยความหรูหราและสง่างาม บรรยากาศเรียบหรูและสงบ อัมพิการู้สึกถึงความเย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศ โคมไฟระย้าที่ห้อยลงจากเพดานสูงทำให้แสงสว่างกระจายไปทั่วห้อง มันส่องสะท้อนความงดงามของการตกแต่งที่มีสไตล์ทันสมัย แต่ยังคงรักษาความหรูหราไว้ได้อย่างลงตัว พื้นหินอ่อนที่เงาวับสะท้อนกับแสงไฟให้ความรู้สึกเย็นและสะอาด เธอเดินไปยังไม่รีบร้อนเหมือนกับแขกคนหนึ่งที่เดินชมบรรยากาศของโรงแรม เสียงดนตรีคลอเบา ๆ จากมุมห้องนั่งเล่นสร้างบรรยากาศผ่อนคลายให้กับแขกที่มานั่งรอ ในขณะที่พนักงานต้อนรับที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์เคลื่อนไหวอย่างมืออาชีพ เขาทำหน้าที่ด้วยท่าทางที่สุภาพและราบรื่นไม่สะดุด ต้อนรับแขกทุกคนด้วยรอยยิ้มที่ดูจริงใจ แต่ไม่เว่อร์จนเกินไป "นี่มันไม่ใช่แค่โรงแรม..." อัมพิกาพึมพำกับตัวเอง เธอมองไปรอบ ๆ ด้วยความรู้สึกที่มีทั้งความตื่นเต้นและประทับใจ “นี่มันสวรรค์ชัดๆ” เธอเดินไปตามทางเดินที่กว้างขวาง และมองเห็นห้องพักที่ประตูบานใหญ่ ๆ ติดกับกระจกใสๆ มีพนักงานยืนเปิดประตูให้แขกเข้าออกอย่างสุภาพ เสียงฝีเท้าเดินไปตามพื้นหินอ่อนสะท้อนกลับมาทุกครั้ง แต่ไม่มีเสียงอะไรมากมายที่ทำให้บรรยากาศดูวุ่นวาย ทุกสิ่งดูเหมือนจะมีการจัดการได้อย่างราบรื่น ลูกค้าที่เดินผ่านไปผ่านมาในโรงแรมต่างดูสงบเสงี่ยมและเต็มไปด้วยความสุข ดูเหมือนว่าทุกคนที่เข้ามาที่นี่ต่างก็รู้สึกถึงความพิเศษที่ได้รับจากการบริการที่เหนือระดับ ไม่ว่าจะเป็นการทักทายจากพนักงานอย่างอบอุ่น หรือการจัดการที่ดูรอบคอบทุกกระเบียดนิ้ว อัมพิการู้สึกถึงความหรูหราที่แฝงไปด้วยความละเอียดอ่อน เธอมองไปที่บาร์ด้านในห้องอาหารที่หรูหรา ลูกค้ากำลังนั่งดื่มค็อกเทลเบา ๆ และมีเสียงพูดคุยที่ดังไม่มาก แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกของการพักผ่อนอย่างแท้จริง เธอหยุดอยู่ตรงมุมหนึ่งของล็อบบี้ และเริ่มพิจารณาสิ่งที่เห็น อย่างที่เธอคิดไว้ การออกแบบของที่นี่ไม่ใช่แค่การจัดเตียงนอนหรู ๆ หรือบริการที่ดี แต่เป็นการสร้างความรู้สึกของการถูกดูแลอย่างพิเศษ ทุกคนที่มาที่นี่ล้วนได้รับการปฏิบัติอย่างยอดเยี่ยม อัมพิกามองไปรอบ ๆ เธอไม่ได้คิดว่ามันเป็นแค่การทำงานที่ได้ผลตอบแทนดี แต่ที่นี่คือสถานที่ที่เธอสามารถเรียนรู้และสัมผัสสิ่งใหม่ ๆ ทุกวัน พนักงานทุกคนดูเหมือนจะมีท่าทีเป็นมืออาชีพ แต่อีกด้านหนึ่งพวกเขาก็ยังยิ้มแย้มและดูไม่เครียดเกินไป "พนักงานแต่ละคนก็ดูมั่นใจและดูดีกันทุกคนเลย" อัมพิกาคิด และเธอก็เริ่มจินตนาการถึงตัวเองในตำแหน่งที่เธออยากทำ ที่นี่ไม่ใช่แค่โรงแรมที่สวยงาม แต่ยังเต็มไปด้วยโอกาสและการเติบโต บรรยากาศภายในยังคงเต็มไปด้วยความสงบ แต่ในใจของอัมพิกากลับเต็มไปด้วยความอยากรู้ อยากเห็นทุกมุมมองในโรงแรมแห่งนี้ และในที่สุด เธอก็ทำตัวเหมือนแขกคนหนึ่ง เดินชมไปเรื่อย ๆ อย่างเพลิดเพลิน ท่ามกลางความหรูหราและสงบสุขที่ไม่มีที่ไหนเหมือน "แค่ได้มาดูก็ทำให้รู้สึกดีสุดๆ แล้ว" เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ และในใจของเธอเต็มไปด้วยความหวัง ว่าวันหนึ่งเธอจะได้เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ อัมพิกาหยุดอยู่ในตำแหน่งหนึ่งและมองไปรอบ ๆ สถานที่แห่งนี้ทำให้เธอรู้สึกทั้งตื่นเต้นและหวาดหวั่นไปพร้อมกัน “อยากทำงานที่นี่ชะมัด” เธอคิดกับตัวเอง ขณะที่สายตาของเธอเริ่มมองไปยังลูกค้าคนอื่น ๆ ที่เดินเข้ามาในโรงแรม ดูเหมือนพวกเขาจะไม่แสดงความตื่นเต้น แต่ทุกคนก็มีท่าทางที่สงบเสงี่ยมและมั่นใจในตัวเอง ทุกคนมีรอยยิ้มที่ดูอบอุ่นและเป็นมิตร เมื่อได้รับการต้อนรับจากพนักงาน อัมพิกาเดินไปยังส่วนต่าง ๆ ของโรงแรมเพื่อสำรวจไปเรื่อย ๆ เธอมองไปยังพนักงานที่ยิ้มให้เธออย่างเป็นมิตรเหมือนกับแขกคนอื่น ๆ ท่ามกลางความหรูหราและบรรยากาศที่เงียบสงบ "สักวันหนึ่ง ฉันจะต้องได้เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่" อัมพิกาคิดในใจ ขณะที่ยังคงเดินต่อไปในพื้นที่ที่มีแต่ความสงบ และเสียงของการสนทนาระหว่างพนักงานและแขกเบา ๆ ที่ทำให้เธอรู้สึกถึงความพิเศษที่เกิดขึ้นในทุกการกระทำภายในโรงแรมนี้ ภูเมฆ เตชะปัทมาสน์ ชายหนุ่มวัย 35 ก้าวเข้ามาในล็อบบี้ของโรงแรม ความรู้สึกของเขาคือความคุ้นเคยและความมั่นใจที่บรรจุอยู่ในทุกฝีก้าว เขาเป็นทายาทของโรงแรมนี้ เรียกได้ว่าเขาเติบโตขึ้นมาพร้อมกับสถานที่แห่งนี้ ดังนั้นการเดินเข้ามาที่นี่จึงไม่ใช่แค่การมาทำงาน แต่เหมือนกับการกลับบ้าน แสงจากโคมไฟระย้าหรูหราทำให้บรรยากาศภายในดูอบอุ่นและสงบ พื้นหินอ่อนสีขาวเงางามสะท้อนแสง ทำให้ทุกอย่างดูมีเสน่ห์และหรูหรา แต่สิ่งที่ทำให้ภูเมฆรู้สึกถึงความแตกต่างคือท่าทางของพนักงานที่ปฏิบัติต่อเขาอย่างสง่างามและมีความเคารพพิเศษ ทันทีที่ภูเมฆเดินเข้ามา พนักงานต้อนรับที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์เลื่อนสายตามาที่เขา พวกเขาทั้งหมดยิ้มและโค้งตัวเล็กน้อย โดยเฉพาะพนักงานที่ยืนอยู่ใกล้เคาน์เตอร์ซึ่งตรงหน้าประตูทางเข้า ที่เห็นภูเมฆเดินเข้ามา พร้อมกับท่าทางที่แสดงออกถึงความเคารพอย่างชัดเจน "ยินดีต้อนรับครับคุณภูเมฆ" เสียงของพนักงานที่พูดทักทายเขามีความเคารพและสุภาพ ทุกคำพูดแฝงไปด้วยความทุ่มเทที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี พวกเขาทราบดีว่าภูเมฆคือทายาทของโรงแรมห้าดาวที่มีชื่อเสียงระดับโลกแห่งนี้ ภูเมฆยิ้มบาง ๆ และพยักหน้าตอบรับทักทายเหล่านั้นด้วยท่าทางที่คุ้นเคย ขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกในใจว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่แปลกอะไรเลย เขาก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ พนักงานที่เห็นเขาก้าวเดินผ่านไปต่างก็รีบเคลื่อนตัวออกจากทางและยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตรและเคารพ บางคนก็หยุดทำงานชั่วคราวเพื่อให้การทักทายเขาเต็มที่ รวมทั้งบางคนที่ยิ้มให้เขาด้วยสายตาที่เคารพเหมือนกับว่าเขาคือคนสำคัญ ภูเมฆยังคงเดินไปข้างหน้า ด้วยท่าทางสงบและไม่รีบร้อน เขารู้ว่าทุกคนในโรงแรมนี้เคารพเขา และมันทำให้เขามีความรู้สึกถึงการรับผิดชอบที่หนักหน่วงในการดูแลทุกอย่างในที่แห่งนี้ บรรยากาศรอบตัวเขาค่อย ๆ เงียบลงเมื่อทุกคนในพื้นที่รับรู้ว่าเขาคือทายาทของโรงแรม ทุกสิ่งทุกอย่างในโรงแรมดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบและพร้อมที่จะต้อนรับเขา ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่รวดเร็วและเป็นระเบียบของพนักงาน หรือความสะอาดและความเรียบร้อยในทุกมุมมองของสถานที่ ภูเมฆเดินไปข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อน ขณะที่สายตาของพนักงานบางคนยังคงติดตามเขาด้วยความเคารพ แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัด เขาชินกับการเป็นที่รู้จักในที่นี่และเข้าใจถึงหน้าที่ของเขาในฐานะทายาทที่ต้องการทำให้โรงแรมแห่งนี้ดีขึ้นไปอีก ในใจของภูเมฆ เขาก็รู้สึกถึงความผ่อนคลายเพราะโรงแรมนี้เป็นที่ที่เขารู้สึกคุ้นเคยและเป็นบ้านที่เขาเติบโตมา แม้ว่าภายนอกเขาจะดูมั่นคงและแข็งแกร่ง แต่ภายในเขายังคงรู้สึกถึงความผูกพันกับสถานที่แห่งนี้ตลอดเวลา หลังจากที่ภูเมฆเดินผ่านเคาน์เตอร์ต้อนรับไปแล้ว พนักงานคนหนึ่งที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์แอบมองตามทายาทโรงแรมด้วยความเคารพ พร้อมกับพูดเบา ๆ กับพนักงานอีกคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ "เฮ้อ...คุณภูเมฆนี่ดูหล่อเท่ทุกวันเลย" พนักงานหญิงคนหนึ่งกระซิบพร้อมกับยิ้มบาง ๆ ขณะมองไปที่แผ่นหลังของภูเมฆที่เดินไปยังห้องรับรอง "ใช่…ดูมีเสน่ห์ไปหมด" พนักงานอีกคนพยักหน้าเห็นด้วย น้ำเสียงของเธอแฝงไปด้วยความเคารพและบางทีอาจจะเป็นความทึ่งในความสมบูรณ์แบบของภูเมฆ "จริง ๆ นะ พวกเราก็ทำงานที่นี่ทุกวัน แต่พอเขามา เราก็ยังอดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้" พนักงานหญิงคนแรกพูดเสียงเบา พลางหันไปมองภูเมฆอีกครั้งเมื่อเขาหยุดที่มุมหนึ่งของล็อบบี้ ดูเหมือนเขาจะไม่สนใจสิ่งรอบข้างมากนัก แต่รอบ ๆ ตัวเขากลับเต็มไปด้วยความประทับใจ พนักงานอีกคนยิ้มเล็กน้อย พร้อมกับพูดต่อ “เขาดูเหมือนจะเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูงมาก ดูจากการจัดการโรงแรมนี้น่ะค่ะ ทุกอย่างมันดูลงตัวสุดๆ" น้ำเสียงของเธอดูจริงจังแต่ก็เต็มไปด้วยความชื่นชม "ก็จริงนะ โรงแรมนี้คงจะไม่ดีขนาดนี้ ถ้าไม่ได้เขามาดูแล" พนักงานหญิงคนแรกตอบ ก่อนจะหันไปมองภูเมฆอีกครั้ง แต่เขาก็ยังคงยืนอยู่ที่มุมหนึ่ง ไม่ได้ยินเสียงใดจากบทสนทนาที่พวกเธอกำลังพูดถึงเขา "เขาทำงานหนักแค่ไหนเราก็ไม่รู้หรอกนะ แต่ท่าทางเขาดูสุขุมตลอดเลย เหมือนทุกอย่างมันดูง่ายไปหมด" พนักงานคนที่สองพูดและยิ้มออกมา พนักงานหญิงคนแรกหัวเราะเบา ๆ "ก็ดูเหมือนจะจริงนะ เขาดูเหมือนคนที่ไม่เคยเหนื่อยเลย" แล้วทั้งสองก็หันไปมองภูเมฆอีกครั้งพร้อมกัน ความเคารพในตัวเขาไม่เคยจางหายไป ราวกับภูเมฆเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์แบบในทุก ๆ ด้านของโรงแรมแห่งนี้ และแม้จะเป็นแค่การพูดถึงกันแบบไม่ตั้งใจ แต่บทสนทนาเล็ก ๆ นี้ก็เต็มไปด้วยความชื่นชมจากการได้เห็นเขาก้าวเข้ามาในสถานที่ที่พวกเขาทำงานอยู่ทุกวัน อัมพิกาเดินชมบรรยากาศของโรงแรมไปเรื่อยๆ เธอรู้สึกประทับใจในทุกๆ รายละเอียดที่ได้เห็น ภายในล็อบบี้ที่ดูเรียบร้อยและเต็มไปด้วยความหรูหราไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งที่เต็มไปด้วยความมีรสนิยม หรือแสงไฟอ่อนๆ ที่สาดส่องไปทั่วพื้นที่ ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสงบ ขณะนั้นเธอรู้สึกถึงการได้อยู่ในสถานที่ที่เหมือนจะห่างไกลจากชีวิตประจำวันของเธอ ซึ่งทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นและทึ่งไปพร้อมกัน แต่ถึงกระนั้น สายตาของเธอก็ยังจับจ้องไปที่บรรยากาศรอบตัวไม่สามารถจับจ้องที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เลย หลังจากที่ชื่นชมกับบรรยากาศในโรงแรม อัมพิกาตัดสินใจที่จะเดินกลับ เธอหมุนตัวกลับและก้าวเท้าไปข้างหน้าเสียงรองเท้าส้นสูงแตะพื้นเรียบๆ ของโรงแรมดังขึ้นในทุกก้าวของเธอ ดวงตาของเธอไม่ได้หันไปมองใคร เธอจดจ่ออยู่กับการก้าวเดินตรงไปข้างหน้า ตามแบบฉบับของผู้หญิงที่มั่นคง ในระหว่างนั้นร่างสูงของภูเมฆเองก็เดินตรงมาทางเธอ ท่าทางสง่าของเขาเหมือนกับผู้ชายที่คุ้นเคยกับการเคลื่อนไหวในที่สาธารณะทุกๆ ก้าวที่เขาเดินสะท้อนความมั่นใจ ดูเหมือนเขาจะไม่สนใจอะไรในขณะนั้นเลย เมื่อทั้งสองเดินมาถึงจุดที่เกือบจะสวนกัน บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะหยุดลงชั่วขณะเสียงกระซิบของเครื่องปรับอากาศหรือแม้แต่เสียงฝีเท้าของผู้คนอื่นๆ ที่ยังคงเคลื่อนไหว กลับดูเบาลงอย่างไม่น่าเชื่อ ระหว่างการเดินสวนกันของทั้งสอง คนหนึ่งเดินไปข้างหน้าโดยไม่มองอะไรเป็นพิเศษ อีกคนหนึ่งก็ก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง สายตาของทั้งสองไม่ได้สบกันเลยแม้แต่น้อย ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นการเดินสวนกันที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ราวกับว่าเป็นการเคลื่อนไหวแบบคู่ขนานที่ไม่เคยเชื่อมโยงกันเลย ทั้งสองเดินสวนกันไป เพียงแค่ไม่กี่วินาที สายตาของภูเมฆไม่ได้มองไปที่เธอ เขายังคงเดินตรงไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ในขณะที่อัมพิกาก็เดินผ่านไปโดยไม่แสดงอาการเปลี่ยนแปลงใดๆ ท่ามกลางเสียงฝีเท้าที่เหมือนจะเลือนหายไปในอากาศ เป็นแค่การพบกันในเสี้ยววินาที แม้จะไม่ทันได้รู้จักหรือรู้สึกอะไร แต่เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างที่ยากจะอธิบายผ่านการเดินสวนกันครั้งนี้ ราวกับว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่กำหนดขึ้นจากพรหมลิขิต แค่ยังไม่ถึงเวลาที่จะได้รู้จักกันจริงๆ ในช่วงเวลานั้นทุกสิ่งทุกอย่างยังคงดำเนินไปโดยที่ไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้อาจจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่คาดคิด
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม