EP.1 เด็กฝึกงาน
ซู่ซ่า! ซู่ซ่า!
เสียงฝนกระหน่ำใส่หลังคากระจกของอาคารสูงใจกลางกรุงเทพฯ ดังสนั่นไม่ขาดสาย หยดน้ำไหลพรั่งพรูราวกับท้องฟ้ากำลังหลั่งน้ำตาไว้อาลัยให้แก่ชะตากรรมของใครบางคน
“เวลอร่าคลับ” สถานบันเทิงระดับไฮเอนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยอำนาจและเงินตรา และนี่คือครั้งแรกในชีวิตที่ “ฟาร์ม” ก้าวเข้ามาในนรกบนดินแห่งนี้
เด็กสาวในชุดเดรสสีครีมเรียบง่ายยืนกำสายกระเป๋าผ้าใบเล็กแน่น นิ้วมือเย็นเฉียบจนสั่นระริก แสงไฟนีออนสีม่วงแดงสาดกระทบผิวขาวผ่อง ขับเน้นให้เธอพราวระยับและเด่นเกินกว่าที่ตั้งใจ...
จากลูกสาวเจ้าของไร่กาแฟผู้บริสุทธิ์ สู่ผู้หญิงที่กำลังจะ "ขายเวลาและรอยยิ้ม" เพื่อแลกกับเงินค่าผ่าตัดของแม่
ฟาร์มกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ก่อนจะก้าวไปหยุดหน้าเคาน์เตอร์ต้อนรับ
“มาสมัครงานนั่งดริ้งค่ะ”
พนักงานสาวกวาดสายตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างประเมินค่า ก่อนจะเลื่อนใบสมัครให้ “กรอกข้อมูล แล้วไปนั่งรอด้านในค่ะ”
ฟาร์มทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาหนัง ตัวเลขในบัญชีที่เหลือติดลบทำให้เธอต้องพับเก็บศักดิ์ศรีทั้งหมดเอาไว้ในอก ‘ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร... แม่ต้องรอด’
ทว่ายังกรอกประวัติไม่ทันเสร็จ ประตูห้องกระจกบานใหญ่ด้านในก็ถูกผลักออก ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวออกมา และเพียงแค่ก้าวแรก ทั้งห้องก็ตกอยู่ใต้มนตร์สะกดอันตึงเครียดทันที
“เฮียติณณ์...” เสียงพนักงานพึมพำด้วยความยำเกรง
‘ติณณ์ภัทร’ เจ้าของคลับผู้ทรงอิทธิพล ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำสนิทปลดกระดุมเม็ดบนออกอย่างลวกๆ เผยให้เห็นแผงอกแกร่งรำไร ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติทว่าดวงตาคู่คมกลับเย็นเฉียบ และสะกดสายตาของฟาร์มไว้ตั้งแต่แรกเห็น
มันเป็นความรู้สึกเสียวสันหลังวาบจนมวนท้องน้อยแปลกๆ และในวินาทีนั้น…
สายตาคมคู่ก็ตวัดมาหยุดที่เธอพอดิบพอดี ราวกับกำลังเอกซเรย์เข้าไปถึงเนื้อใน
ปกติผู้หญิงที่มาสมัครงานที่นี่จะแต่งตัวจัดเต็ม นุ่งน้อยห่มน้อยเพื่อยั่วยวนเขา แต่เด็กสาวคนนี้กลับไม่
‘เธอเรียบง่าย ไม่มั่นเกินเหตุ แต่กลับปลุกกระหายในกายเขาให้ตื่นตัวอย่างประหลาด’
“เด็กใหม่... ใครสัมภาษณ์” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจหันไปถามผู้จัดการ
“เอ่อ… เด็กมาสมัครนั่งดริ้งครับเฮีย”
“นั่งดริ้ง?”
ติณณ์หรี่ตาลง แววตาคมจับจ้องดวงหน้าหวานแล้วสาวเท้าก้าวไปหยุดตรงหน้าเธออย่างตั้งใจ
ฟาร์มเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตากลมสบเข้ากับสายตาคมคู่นั้นเต็มๆ ก่อนคนตัวเล็กจะลุกขึ้นยืนตัวตรงในทันที
“ชื่ออะไร”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ ทั้งที่ผ่านมาเขาไม่เคยสนใจเวลาคนมาสมัครงานเสียด้วยซ้ำ
“ฟาร์มค่ะ”
“มาทำงานแบบนี้ เพราะอะไร”
คำถามเรียบๆ แต่มันกลับตอบยากสำหรับฟารม์ เธอกำชายกระโปรงแน่นด้วยความประหม่า
“ต้องใช้เงินค่ะ”
เธอตอบตามตรง แต่ไม่ได้ลงรายละเอียด พร้อมแววตาใสซื่อทว่ามีรอยดื้อรั้น ไม่ยอมหลบสายตาเขา ติณณ์มองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนในบริเวณนั้นชะงัก
“เด็กใหม่คนนี้ ยังไม่ต้องลงสนาม”
“เฮียครับ แต่ร้าน…”
“ฉันต้องการให้ฝึกงานก่อน”
ผู้จัดการอึ้งกับคำว่า “ฝึกงาน” ที่หลุดออกจากปากผู้เป็นนาย เพราะมันไม่เคยมีอยู่จริงในร้านนี้ แต่อยู่ๆ ตำแหน่งนี้ก็ถูกแต่งตั้งขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ โดยเจ้าของร้าน เพียงเพราะเด็กสาวตรงหน้าที่มาใหม่
“ฝึก… ต้องฝึกงานด้วยเหรอคะ?” ฟาร์มเองก็ชะงัก
ติณณ์พยักหน้าเล็กน้อย สายตาคมที่มองเธอทำให้หัวใจเธอเต้นแรงขึ้น ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เพราะเธอไม่เคยโดนผู้ชายมองด้วยสายตาแบบนี้มาก่อน
“ถ้าทำได้ดี ค่อยลงสนามจริง”
คำพูดนั้นฟังดูเหมือนเมตตา แต่แววตาของเขากลับบ่งบอกอะไรบางอย่างที่มากไปกว่านั้น ทั้งผู้จัดการและพนักงานต่างพากันงงเป็นไก่ตาแตก แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะเอ่ยอะไรออกมาอีก
“แล้วต้องฝึกนานแค่ไหนคะ”
ฟาร์มเอ่ยถามออกไป แต่ก็ไร้ซึ่งคำตอบ เพราะเขาจงใจที่จะไม่ตอบเธออยู่แล้ว
“ขึ้นไปคุยที่ห้องทำงานฉัน” เสียงเด็ดขาดออกคำสั่งสั้นๆ ก่อนจะหันหลังเดินนำไป
ประตูลิฟต์ปิดลงเงียบสนิท ฟาร์มยืนกุมมือตัวเองแน่น หัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ เธอไม่รู้ว่าคิดถูกหรือคิดผิดกันแน่นที่ตัดสินใจมาสมัครงานที่นี่ แต่ก็ถอยไม่ได้แล้ว พนักงานสาวคนหนึ่งพาเธอขึ้นมาชั้น VIP โดยไม่อธิบายอะไรเพิ่มเติม นอกจากประโยคสั้นๆ
“เฮียติณณ์จะสัมภาษณ์ด้วยตัวเองนะคะ” คำว่า ‘ด้วยตัวเอง’ ทำให้ลมหายใจเธอสะดุดไปหนึ่งจังหวะ
ประตูกระจกบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก ฟาร์มถูกพามายังห้องทำงานส่วนตัวอันโอ่โถง แสงไฟสีอำพันนวลตา ตัดกับวิวกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนที่ทอดยาวสุดสายตา และเจ้าของห้องก็ยืนหันหลังผงาดอยู่ตรงนั้น
เพียงแค่เห็นแผ่นหลังกว้างสมส่วน ฟาร์มก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันบางอย่างที่หนักอึ้งโดยไม่ต้องมีคำพูด เธอแทบหายใจไม่ออกกับสถานการณ์ตอนนี้
“เข้ามา” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นโดยไม่หันมามอง
ฟาร์มก้าวเข้าไปช้าๆ ประตูปิดลงด้านหลังทันที เสียงกลอนดัง “คลิก” แผ่วเบาแต่ชัดเจน เหมือนตอกย้ำว่า ตอนนี้ในห้องมีแค่เขากับเธอสองคนเท่านั้น
ติณณ์หันกลับมาช้าๆ สายตาคมกวาดมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างไม่ปิดบัง จนฟาร์มรู้สึกร้อนผ่าวเหมือนถูกถอดเสื้อผ้าด้วยสายตา
ชุดเดรสเรียบสีครีมที่เธอคิดว่าสุภาพพอ กลับแนบเน้นไปกับทรวดทรงองเอว ส่วนเว้าส่วนโค้งอย่างไม่ปรานีต่อสายตาคนมอง ทรวงอกอวบอิ่มรับกับเนื้อผ้าบางเบาเกินไป จนติณณ์เผลอขบกรามแน่นเพื่อข่มอารมณ์ที่ร้อนรุ่มโดยไม่รู้ตัว
“นั่ง” เขาชี้ไปที่เก้าอี้ตรงหน้าโต๊ะทำงาน
คนถูกสั่งนั่งลงอย่างว่าง่าย หลังตรงมือวางบนตักอย่างสำรวม พลางคิดในหัวว่า แค่มาสมัครงานนั่งดริ้งต้องสัมภาษณ์ขนาดนี้เชียวเหรอ ติณณ์นั่งลงฝั่งตรงข้าม พลิกแฟ้มประวัติในมือช้าๆ
“ฟาร์ม เขมมิกา วนากุล อายุ 22 ปี กำลังศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ ปี 4” เขาอ่านใบสมัครช้าๆ
“ค่ะ” เธอพยักหน้า
“ทำไมถึงมาสมัครงานที่นี่” เขาถามโดยไม่เงยหน้า
“บอกแล้วไงคะ ว่าต้องใช้เงิน”
ติณณ์เงยหน้าขึ้นทันที สายตาคมดุจใบมีดโกนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเธอ ราวกับจะมองให้ทะลุทุกคำที่เธอเอ่ย
“เด็กในร้านทุกคนก็ต้องใช้เงิน เธอต่างจากคนอื่นยังไง” คำถามนั้นแทงใจ จนฟาร์มเลื่อนสายตาขึ้นมาสบเขาตรงๆ
“ของคนอื่นอาจเป็นความอยาก แต่ของฉัน เป็นความจำเป็นค่ะ”
ความนิ่งในแววตาคู่นั้นทำให้ติณณ์ถึงกับชะงักไปชั่ววินาที เธอนิ่งเกินกว่าที่เขาจะอ่านออก และความรู้สึกนี้มันทำให้เขาหงุดหงิด เด็กผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้า ไม่ใช่เด็กสาวโลกสวยอย่างที่รูปลักษณ์บอกเลยแม้แต่น้อย
“จำเป็นแค่ไหน ถึงต้องมาทำงานแบบนี้”
ฟาร์มลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เพราะเธอไม่อยากพูดเรื่องส่วนตัวให้คนแปลกหน้ารับรู้มากเกินไป จึงเลือกถามกลับไปด้วยประโยคที่ทำให้เจ้าของคลับหมาดเข้มถึงกับเสียอาการไปไม่เป็น
“ถ้าฉันไม่ตอบคำถามนี้ คุณยังจะรับฉันเข้าทำงานอยู่หรือเปล่าคะ?”
คำย้อนถามบวกกับแววตาอวดดีเกินหน้าตาบ่องแบ๊วนั่น ทำเอาติณณ์ถึงกับกระแอมออกมาเบาๆ เพื่อแก้ประหม่า เขานึกไม่ถึงว่าเด็กนี่จะกล้าต่อปากต่อคำกับเขาตรงๆ แบบนี้
‘เธอน่าจะเป็นคนแรก ที่กล้าสบตาเขาเกินห้าวินาที และสุดท้าย… กลับเป็นเขาเอง ที่ต้องหลบสายตาสวยคู่นั้น’
แต่แทนที่เขาจะโกรธ ภายในใจกลับแผดร้องอย่างกระหาย ติณณ์อยากจะลากยัยตัวเล็กนี้เข้าไปลงโทษในห้องให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไป ‘ปากดีขนาดนี้ อยากรู้ว่าอย่างอื่นจะดีเหมือนปากหรือเปล่า’