บุรุษผู้นั้นเขย่าเรียกนาง ก่อนที่จะอุ้มร่างเล็กทะยานกลับไปที่ค่ายพัก
“ไปตามหมอมา”
องครักษ์ผู้นั้นสั่งคนของตนเสียงดัง ผ่านไปไม่นานหมอหนุ่มในชุดขาวก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงมาที่รถม้าของหยวนชิงหลิง หลังจากตรวจชีพจรของนางเสร็จ เขาก็รายงานองครักษ์ผู้นั้นด้วยท่าทีเคารพ
“เรียนท่านอ๋อง โชคดีที่ร่างกายของนางแข็งแรงจึงเพียงสลบไปเท่านั้น กระหม่อมจะต้มยาเพื่อขับไล่ไอเย็นออกจากร่างกายให้นาง รอนางฟื้นค่อยให้นางดื่ม”
ใบหน้าของชายผู้ที่ถูกเรียกว่าท่านอ๋องคลายความกังวลลงไปเล็กน้อย เขามองใบหน้าซีดเซียวของนางก่อนที่จะสั่งคนของตนอีกครั้ง
“เข่อซิงไปปลุกสตรีบรรณาการหนึ่งคนให้มาดูแลนาง”
“พ่ะย่ะค่ะ”
องครักษ์ร่างสูงนามเข่อซิง ที่ยืนอยู่ด้านนอกเพื่อรอรับคำสั่ง เดินจากไปและไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมสตรีใบหน้างดงามนางหนึ่ง ท่าทางของนางแลดูมึนงงเพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่นางก็ทำตามคำสั่งขององครักษ์ผู้นั้นแต่โดยดีโดยมิได้ปริปากถาม
“จงเก็บเรื่องที่เจ้าเห็นในคืนนี้เอาไว้เป็นความลับ หากข้าได้ยินว่ามีผู้ใดเอ่ยถึงเรื่องนี้ ข้าจะฝังเจ้าเอาไว้กลางป่า”
เซี่ยหวายอีหรือจิ้นอ๋องที่ปลอมตัวเป็นองครักษ์คุ้มกันขบวนราชทูต ข่มขู่จ้าวหงอิงก่อนที่เขาจะลงจากรถม้าไป จ้าวหงอิงที่นั่งตัวลีบอยู่ในมุมหนึ่งของรถม้าถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนที่จะช่วยเปลี่ยนชุดที่เปียกชื้นออกจากร่างของหยวนชิงหลิง
“ท่านไปทำอันใดมากันแน่ท่านหญิงลู่จิว”
จ้าวหงอิงมองใบหน้างามที่กำลังหลับสนิทก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ นางส่ายหน้าให้กับความอยากรู้อยากเห็นของตนเอง
“เฮ่อ!!!อย่ารู้เลยจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นได้อายุสั้นแน่ๆ ท่านหญิงท่านเองก็คงจะลำบากไม่น้อยเช่นกันสินะ ข้ายังหวังว่าสักวันพวกเราจะได้กลับไปพบหน้าครอบครัวที่แคว้นฉินอีกครั้ง”
จ้าวหงอิงมองสำรวจภายในรถม้าที่หยวนชิงหลิงโดยสารมา รถม้าของนางที่ได้รับสิทธิ์นั่งมาคนเดียวช่างกว้างขวาง ภายในก็ถูกบุนวมเอาไว้เป็นอย่างดี เวลาออกวิ่งคงจะไม่สะเทือนเท่าใดนัก ราชทูตแคว้นเซี่ยช่างดีต่อนางจริงๆ
จ้าวหงอิงล้มตัวลงนอนฝั่งตรงข้ามกับหยวนชิงหลิง สายตาของนางเหม่อมองไปบนเพดานรถม้า ข้ารู้แล้วว่าเหตุใดท่านถึงไม่นำผู้ติดตามหรือสาวใช้มาด้วยเพื่อคอยช่วยดูแล ท่านคงจะรู้อยู่แล้วสินะว่าหนทางไปยังแคว้นเซี่ยนั้น ทั้งยาวไกลและยากลำบาก
แต่ตลอดการเดินทางข้าไม่เคยเห็นท่านปริปากบ่นเลยสักครั้ง ท่านช่างแตกต่างจากผู้อื่นยิ่งนัก จ้าวหงอิงหันกลับไปมองร่างบางที่กำลังนอนหลับสนิท สายตาของนางแสดงออกว่ารู้สึกเลื่อมใสในตัวของหยวนชิงหลิงมากขึ้นกว่าเดิม
เช้าตรู่ของวันต่อมา หยวนชิงหลิงรู้สึกตัวแล้วนางคิดว่าตนเองคงจะจมน้ำเสียชีวิตไปโดยที่ไม่มีผู้ใดรู้ แต่แล้วความทรงจำอันเลือนรางของนางก็วาบผ่านเข้ามาในหัว
“เจ้าเป็นคนแคว้นเซี่ยเองสินะ”
หยวนชิงหลิงเปรยออกมาเสียงเบา นางลุกขึ้นนั่งก่อนที่จะพบว่าตนเองอยู่ในชุดใหม่ มิใช่ชุดที่นางใส่เล่นน้ำเมื่อคืน
“คะ...ใครเป็นคนเปลี่ยนชุดให้ข้า”
หยวนชิงหลิงอุทานออกมาอย่างตกใจ
“ท่านหญิงลู่จิว ท่านฟื้นแล้วหรือข้าจะไปตามท่านหมอมาช่วยตรวจอาการให้ท่าน รอสักครู่นะเจ้าคะ”
จ้าวหงอิงทำท่าจะลุกขึ้น แต่หยวนชิงหลิงห้ามนางเอาไว้ก่อน
“เดี๋ยวก่อน เจ้าเป็นคนเปลี่ยนชุดให้ข้าใช่หรือไม่”
จ้าวหงอิงพยักหน้า
“เมื่อคืนท่านองครักษ์ไปปลุกให้ข้ามาช่วยเปลี่ยนชุดให้ท่าน อ้อ ข้าชื่อว่าจ้าวหงอิงเจ้าค่ะ บิดาของข้าเป็นขุนนางขั้นห้าสังกัดกรมพระคลังเจ้าค่ะ”
หยวนชิงหลิงพยักหน้า จ้าวหงอิงอย่างนั้นหรือบุตรีของขุนนางเล็กๆ ก็คงจะไม่มีสิทธิ์คัดค้านได้เลยสินะ นึกว่าคนที่ถูกส่งตัวมาจะมีเพียงบุตรีที่เกิดจากอนุภรรยาในจวนขุนนางเสียอีก เจ้าและครอบครัวคงจะลำบากไม่น้อยเพราะความเอาแต่ใจของฮ่องเต้นั่นเพียงคนเดียว
หยวนชิงหลิงลอบสังเกตจ้าวหงอิงอย่างไม่ให้นางรู้ตัว ท่าทางของนางดูซื่อตรงดวงตากระจ่างใสแลดูไม่มีเล่ห์เหลี่ยม แต่คนเราจะมองผู้อื่นแค่เพียงภายนอกเท่านั้นมิได้ ดั่งเช่นองค์ชายห้าที่นางเคยตกหลุมพรางมาแล้วก่อนหน้านี้ เอาเถอะ ถึงอย่างไรนางก็เคยช่วยเราเอาไว้ทำดีกับนางสักหน่อยคงไม่เป็นไร หากว่านางมิใช่อย่างที่เห็นภายนอกตอนนั้นค่อยเขี่ยนางทิ้งก็ยังไม่สาย