โต๊ะกินข้าวขาประจำ [35%]

1107 คำ
FILM Talks. “ว่ากันว่า.. มหาวิทยาลัยนี้มีรุ่นพี่คนหนึ่ง...” เสียงเจื้อยแจ้วปานนกการเวกของเพื่อนตรงหน้าดึงสติทั้งหมดของฉันไปไว้ในกำมือได้เป็นอย่างดี หลังจากที่เมื่อวานโดนอาฟเตอร์ช็อคไป ฉันก็เป็นลมล้มพับอยู่ตรงนั้น ตื่นมาอีกทีก็โดนหามมาส่งที่ห้องพยาบาลเรียบร้อยแล้ว ใบหน้าของคนคนนั้นยังเด่นชัดอยู่ในความทรงจำของฉัน ผมยุ่งๆพร้อมกับใบหน้านิ่งๆแต่มีรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ หลังจากฉันโดนเขายิ้มใส่พร้อมกับประโยค ‘เหยียบตีนพี่..อยากลองดีเหรอครับน้อง J’ เข้าไป จู่ๆหัวใจฉันก็เต้นเร็วผิดปกติจนเกิดอาการลมจับ ไม่เคยมีใครยิ้มแบบนั้นใส่ฉันมาก่อน มันดูเป็นยิ้มที่หวานจนแทบหลอมละลายใครหลายคนให้ตกหลุมรัก แต่สำหรับฉันมันดูเป็นยิ้มที่เหมือนจะคุกคามข่มขู่กันชัดๆ ยิ่งคิดขนก็ยิ่งลุก บรื๋อ.... ฉันสะบัดหัวเพื่อไล่ภาพสยองออกไป ก่อนจะจดจ่ออยู่กับเรื่องเล่าของเพื่อนที่เพิ่งจะรู้จักกันเมื่อห้านาทีก่อน “รุ่นพี่คนนี้เรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ตอนเข้ามาปีหนึ่งนะ พี่เขาโคตรเฟี้ยวเลยเว้ย มีเรื่องกับอาจารย์ แตะหมา รังแกแมว พี่แกทำมาหมด จนรุ่นพี่ปีสองปีสามปีสี่ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาด้วย คือมีคนบอกว่าพี่คนเนี้ยโคตรโหดโคตรห่าม ที่สำคัญนะ...” มันหยุดพูดก่อนจะจ้องฉันและหันไปจ้องเพื่อนอีกสองคนที่กำลังนั่งฟังอยู่ด้วย “ที่สำคัญอะไร รีบๆเล่าดิ” เพื่อนอีกคนใจร้อนไม่ต่างกับฉัน รบเร้ามันด้วยอาการตื่นเต้น “ที่สำคัญ..พี่เขาโคตรขี้หวงไงล่ะ” ขี้หวง? แล้วมันน่าตกใจตรงไหนกันล่ะเนี่ย.. “แล้วขี้หวงนี่มันสำคัญตรงไหนอ่ะพาร์ท” เพื่อนในกลุ่มอีกคนที่นั่งเงียบมานานถึงขั้นเอ่ยถาม ไม่แตกต่างกับฉันที่ยังสงสัยไม่แพ้กัน ไอ้ ‘ขี้หวง’ เนี่ย มันสำคัญยังไง ทำไมต้องเน้นความสำคัญขนาดนั้นด้วย “พวกเธอไม่รู้อะไร ก็ไอ้ขี้หวงนี่แหละที่ทำใครต่อใครเดือดร้อนมานักต่อนักละ” “ยังไงอ่ะ” ด้วยความที่ฉันสงสัยจึงเอ่ยถามออกไปตรงๆไม่อ้อมค้อม “พี่เขาจะมีทุกอย่างประจำเว้ย” ฉันอึ้งไปนิดหน่อย ก่อนที่คิ้วตัวเองจะขมวดอีกครั้ง “อะ..งง งงอ่ะดิ” เพื่อนคนเดิมยิ้มแกมหัวเราะพร้อมกับชี้นิ้วใส่ฉัน “ก็ไอ้ที่บอกว่ามีทุกอย่างประจำอ่ะ ก็อย่างเช่นที่จอดรถประจำ ที่กินข้าวประจำ โต๊ะเรียนประจำ ที่เล่นกีฬาประจำ อะไรพวกเนี้ย” “มหาวิทยาลัยของรัฐมันมีอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ” เพื่อนในกลุ่มถามขึ้นอีกครั้ง “เหอะ! ไม่มีได้ไงล่ะ มันกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วไม่รู้เหรอ” ธรรมเนียม..? ฉันยังคงไม่เข้าใจกับคำพูดเหล่านี้อยู่ดี ธรรมเนียมบ้าบออะไรกัน ที่จอดรถประจำงั้นเหรอ ที่กินข้าวประจำ โต๊ะเรียนประจำ ที่เล่นกีฬาประจำ นี่มันยุคไหนกันแล้ว ยังมีอะไรแบบนี้อยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐอีกหรือไง ความเท่าเทียมอยู่ตรงไหนกัน คิดแล้วก็ได้แต่กลอกตาขึ้นมองเพดานอย่างเหนื่อยหน่ายใจ “นักศึกษาคะ!” ราวกับเสียงฟ้าผ่าลงกลางวงสนทนา ฉันและเพื่อนๆในห้องเรียนที่จับกลุ่มกันคุยเม้าท์มอยหอยสังข์ต่างพากันแตกฮือราวกับผึ้งแตกรังเมื่ออาจารย์เดินเข้ามาพร้อมตะโกนลั่น “วันนี้เป็นวันที่สองแล้วที่พวกเธอได้ก้าวเข้ามาเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยนี้ เพราะฉะนั้นพึงสำนึกเอาไว้ด้วยว่าพวกเธอมีหน้าที่มาเรียน ไม่ใช่มานั่งจับกลุ่มเม้าท์เรื่องไร้สาระไม่เป็นเรื่องแบบนี้ เข้าใจนะคะ!” เป็นคำตำหนิติเตียนที่ถึงพริกถึงขิงมาก.. ตอนฉันเรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมในกรุงเทพก็โดนว่ามาแบบนี้เป๊ะเลย แต่แตกต่างกันตรงที่ตอนนี้อาจารย์ที่ว่าไม่ถือไม้เรียว แต่อาจารย์ในห้องเรียนของโรงเรียนมัธยมถือไม้เรียวตลอดเวลา “หูเราจะชาอยู่ละ” เพื่อนที่นั่งข้างๆฉันบ่นอุบ ก่อนหน้านี้ฉันทักทายเพื่อนไปแล้วสามคน คนแรกคือคนที่เปิดประเด็นเล่าเรื่องรุ่นพี่คนโหดประจำมหาวิทยาลัยชื่อ ‘พาร์ท’ ส่วนคนที่สองคือเพื่อนที่ร่วมชะตากรรมฟังเรื่องเล่ากับฉันชื่อ ‘ปิ่น’ ส่วนคนที่สามก็เพื่อนที่ร่วมวงสนทนาที่นั่งบ่นอยู่ข้างๆฉันตอนนี้ชื่อ ‘แก้ว’ “เอาน่า..” ฉันบอกเพื่อนให้ใจเย็นก่อนจะหยิบสมุดออกมาจากกระเป๋าสะพายที่วางอยู่ข้างลำตัวพร้อมกับปากกาไว้เตรียมจดเนื้อหาที่อาจารย์กำลังจะเริ่มสอน “นี่ฟิล์ม.. เที่ยงนี้ไปกินข้าวกัน” พาร์ทที่นั่งอยู่ด้านหน้าฉันหันมาชวน พาร์ทเป็นผู้ชายคนแรกที่เข้ามาคุยกับฉัน เขามาจากกรุงเทพเหมือนกับฉัน แต่เราอยู่คนละเขต มหาวิทยาลัยที่เรามาเรียนคือมหาวิทยาลัยประจำเมืองเชียงใหม่ ส่วนปิ่นมาจากนครราชสีมา แก้วมาจากกำแพงเพชร “ชวนแต่ฟิล์มแหละนะพาร์ท แล้วเราอ่ะ” แก้วที่นั่งอยู่ข้างๆหันมาถาม “ก็กะจะชวนอยู่เนี่ย ใจร้อนจัง” พาร์ทยิ้มพร้อมกับส่ายหัวเบาๆ “ชวนปิ่นด้วยดิพาร์ท” ฉันบอกพร้อมกับพยักพเยิดหน้าไปทางปิ่นที่นั่งอยู่ด้านหน้าแก้วซึ่งเป็นที่นั่งข้างๆกับพาร์ท “เคๆ ตามนั้น” พาร์ทขยิบตาให้ฉันสองทีก่อนจะหันไปจดจ่อกับบทเรียนตรงหน้าต่อ วันนี้เป็นวันที่สองในรั้วมหาวิทยาลัยของฉันแล้ว... การจากพ่อแม่เพื่อมาเรียนในที่ไกลๆมันก็รู้สึกหน่วงใจเหมือนกันนะ เคยเห็นหน้ากันอยู่ทุกวัน แต่จากนี้ก็ไม่ค่อยได้เห็นแล้ว เคยกินข้าวร่วมโต๊ะคุยสังสรรค์เฮฮา แต่ต่อไปนี้ก็ไม่ได้คุย คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ แต่ฉันพึงท่องไว้เสมอเลยว่า.. เรามาทำหน้าที่ที่เราควรทำ การเรียนหนังสือก็เป็นเหมือนบทบาทของลูกอย่างฉัน เพราะฉะนั้นไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งถอนหายใจ นั่งร้องไห้ที่ห่างไกลพ่อแม่เพียงเพราะมาเรียน ถ้าพวกท่านรู้คงไม่สบายใจ ฉันละทิ้งเรื่องทั้งหมดไว้ข้างหลังก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองบอร์ดที่อาจารย์กำลังสอนอยู่
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม