อัคคีชะลอความเร็วรถและจอดลงเมื่อถึงบริเวณสวนสาธารณะขนาดใหญ่ซึ่งเป็นจุดหมายของเขา ชายหนุ่มพยายามขับไล่ความกังวลที่ยังเกาะกุมใจก่อนจะลงจากรถแล้วลัดเลาะไปตามทางเดินพร้อมกับกวาดสายตาหาคนที่โทรนัดหมายให้เขามาหาที่นี่ ร่างสูงหรี่ตามองฝ่าความมืดก่อนจะเห็นร่างบางที่นั่งคุดคู้อยู่เพียงลำพังท่ามกลางความเงียบ เขาจึงก้าวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายจนได้ยินเสียงสะอื้นแผ่วเบาที่แว่วมาตามสายลม
“รส”
“พี่คี” รสสุคนธ์รีบหันมามองก่อนจะลุกขึ้นยืนโผเข้าหาอีกฝ่าย “คุณพ่อดุรสอีกแล้วค่ะ รส...รส...”
“ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร” อัคคีเอ่ยปลอบใช้มือข้างหนึ่งลูบหลังร่างบางที่เอนซบที่อกของเขาด้วยความสงสารจนลืมความกังวลของตนเองในก่อนหน้านี้ “ใจเย็นๆ ก่อนนะ”
“เราจะทำยังไงกันดีคะพี่คี รสไม่รู้จะว่าจะคุยกับคุณพ่อยังไงแล้วค่ะ” รสสุคนธ์เสียงเครือเริ่มสะอื้นขึ้นมาอีกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้น...ก็ไม่ต้องคุย ในเมื่อตอนนี้ทำอะไรไม่ได้ เราก็คงต้องยอมตามใจพวกท่านแล้วล่ะ” อัคคีเอ่ยเสียงหนักอย่างคนตัดสินใจได้คู่สนทนาเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาของเธอเปล่งประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง
“ตามใจพวกท่าน...พี่คีหมายความว่า”
“ใช่...แต่ก็แค่ต่อหน้าพวกท่านนะ” ชายหนุ่มยิ้มมุมปาก แววตาเจ้าเล่ห์ “เราจะหลอกพ่อของเราสองคนว่าเรากำลังศึกษาดูใจกันอยู่ อาจจะต้องไปกินข้าวบ้าง ไปดูหนังกันบ้างเพื่อให้พวกท่านไม่สงสัย ทำแบบนี้ไปสักเดือนสองเดือนแล้วเราก็ค่อยไปคุยกับพวกท่านใหม่ว่าเราสองคนเข้ากันไม่ได้ พอถึงตอนนั้น...พวกท่านอาจจะยอมเปลี่ยนใจง่ายขึ้น”
คนฟังหลุบตาซ่อนความผิดหวังเต็มที่ก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่เต็มเสียงนัก
“แล้วถ้าพวกท่านยังไม่ยอมเปลี่ยนใจล่ะคะ”
“ไม่ต้องห่วงหรอกรส ระหว่างนี้...พี่ก็จะไม่อยู่เฉยๆ เหมือนกัน” อัคคีมาดหมายเก็บงำแผนการอีกอย่างเอาไว้ในใจ “เอาเป็นว่าตามนี้นะ พี่ว่าเรื่องแค่นี้คงไม่ยากเกินไปใช่ไหม”
รสสุคนธ์เม้มปากแน่นก่อนจะกลั้นใจตอบออกมา
“ค่ะ รสจะพยายาม”
“ดี งั้นตกลงตามนี้ จากนี้ไปเรามาร่วมมือกันนะ” อัคคียื่นมือข้างหนึ่งมาตรงหน้า รสสุคนธ์มองมือของชายหนุ่มก่อนจะยื่นมือของเธอออกไปเพื่อทำสัญญาพร้อมกับปั้นหน้าให้เป็นปกติที่สุด
“ถ้าอย่างนั้นแยกย้ายกันกลับบ้านก่อนเถอะ นี่ก็ดึกมากแล้ว เอาไว้เดี๋ยวเราค่อยคุยกันอีกทีแล้วกัน” อัคคีกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเดินไปส่งหญิงสาวที่รถของเธอแล้วจึงเดินกลับไปทางรถของตน รสสุคนธ์มองตามแววตามุ่งมั่นพร้อมกับปฏิญาณบางอย่างในใจ
รสจะพยายาม...ไม่ให้เรื่องของเราจบลงง่ายๆ แน่ค่ะพี่คี
ร่างบางหมุนตัวก้าวขึ้นรถก่อนจะเอนตัวลงกับเบาะแล้วหลับตาครุ่นคิดในใจเงียบๆ แค่เพียงลำพัง
เช้าวันถัดมา หลังจากที่ไปส่งธาราที่มหาวิทยาลัยเรียบร้อยอัคคีก็เดินทางไปยังบริษัทของตนทันที ชายหนุ่มเรียกผู้ช่วยของตนเข้าพบเพื่อประชุมแผนงานบางอย่างที่ต้องเร่งรัดเข้ามาให้เร็วมากกว่าเดิมที่เขาคิดไว้ ผู้ช่วยทั้งสองของเขาแม้จะมีสีหน้าหนักใจแต่ก็รับปากจะเร่งงานอย่างเต็มที่ก่อนอัคคีจะส่งสัญญาณให้มีการนัดหมายนอกรอบกันอีกครั้งในที่ลับและเป็นส่วนตัวมากกว่าเดิม
“ไงไอ้คี วันนี้เข้าบริษัทแต่เช้าเชียวนะ” อรรถพลเดินมาหาลูกชายที่กำลังคร่ำเคร่งกับงานอยู่บริเวณโต๊ะทำงานตัวใหญ่ อัคคีจึงละสายตาจากคอมพิวเตอร์ตรงหน้า เก็บข้อมูลบางอย่างไว้ด้วยความแนบเนียนก่อนจะหันไปยิ้มให้พ่อของตน
“ครับ ผมแค่อยากเรียนรู้ ‘ทุกอย่าง’ ให้เร็วที่สุดน่ะ” อัคคีตอบพ่อของตนด้วยน้ำเสียงฉะฉาน คนฟังมีสีหน้าพอใจขึ้นมาทันที
“ดี ฉันจะได้วางมือเร็วๆ ไม่แน่นะ...ถ้าแกกับหนูรสมีข่าวดีกันเมื่อไหร่ ฉันก็อาจจะยกหุ้นให้บางส่วนและเริ่มถอยออกมาเลยก็ได้”
คนฟังตาวาวเมื่อได้ยินถ้อยคำไม่คาดฝัน
“ถ้าอย่างนั้น พ่อก็เตรียมเซ็นโอนหุ้นให้ผมได้เลย”
“อะไรนะ...หมายความว่าแกกับหนูรส...”
อัคคียิ้มมุมปาก แสดงท่าทางที่ทำให้คนเป็นพ่อยิ่งตื่นเต้น
“ในที่สุดแกก็ตาสว่างสักที เยี่ยมมากไอ้ลูกชาย ท่านเกรียงจะต้องพอใจมากแน่ๆ” อรรถพลเดินเข้าไปหาชายหนุ่ม ตบบ่าอีกฝ่ายอย่างดีใจ ใบหน้าของเขาอิ่มเอิบไปด้วยรอยยิ้มเมื่อทุกอย่างเป็นไปในทางที่หวัง “ว่าแล้วฉันก็โทรหาท่านหน่อยดีกว่า ว่าจะปรึกษาโครงการใหม่ที่กำลังจะประมูลด้วย ไปก่อนนะลูกรัก”
อรรถพลปิดท้ายด้วยถ้อยคำเรียกขานที่อัคคีไม่ค่อยได้ฟังบ่อยนัก ชายหนุ่มมองบิดาของตนไปจนลับตา เมื่อประตูปิดลงสีหน้าของเขาก็พลันเงียบขรึมขึ้นทันที
“ไม่แน่นะครับพ่อ พ่ออาจจะได้พัก...เร็วกว่านั้นก็ได้”
อัคคีพึมพำด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนจะคว้าโทรศัพท์ที่ส่งสัญญาณเตือนขึ้นมาดูแล้วทำท่าครุ่นคิด
‘เย็นนี้คุณพ่ออยากให้รสไปดูหนังกับพี่คี พี่คีว่างไหมคะ’
‘ตกลง’
รสสุคนธ์ฉีกยิ้มเมื่อเห็นข้อความตอบกลับที่สมใจเธอ ดวงตาหญิงสาวเป็นประกาย ในใจวาดฝันถึงการได้อยู่กันเพียงลำพังระหว่างเธอและชายที่เธอแอบรักมาเสมอ จากนี้ไป...โอกาสจะเป็นของเธอแล้ว หญิงสาวก้มมองหน้าจออีกครั้งด้วยท่าทางเขินอายทิ้งตัวอยู่ในภวังค์สีชมพูหวานที่ตัวเองสร้างขึ้นมา
“ฮั่นแน่รส ทำอะไรน่ะ” อัณณาที่แอบย่องเข้ามาด้านหลังทักคนเหม่อลอยเสียงดัง รสสุคนธ์สะดุ้งก่อนจะรีบปิดโปรแกรมสนทนาลง อย่างรวดเร็วแล้วจึงหันไปทักทายเพื่อนด้วยสีหน้าตกใจ
“อัณ น้ำ”
“เอ้า...ดูทำหน้าสิ เมื่อกี้ยังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่เลย คุยกับใครอยู่น่ะ” อัณณาเย้าพร้อมกับเหล่ตามองไปยังโทรศัพท์มือถือที่ถูกแอบไว้ข้างหลัง รสสุคนธ์จึงรีบเก็บให้มิดชิดพร้อมกับส่ายหน้าหวือ
“ปล่ะ...เปล่าสักหน่อย”
“จริงเหรอ ไม่ใช่ว่าแอบคุยอยู่กับหนุ่มๆ อยู่เหรอ...ท่าทางแบบนั้นน่ะ”
คนฟังสะดุ้งอีกหนทำให้คนแหย่หัวเราะออกมา
“หืม...ต้องใช่แน่ๆ เลย คนไหนล่ะ ใช่รุ่นพี่คณะแพทย์คนที่วันก่อนเอาดอกไม้มาให้หรือเปล่า” อัณณาเริ่มเดาพลางสบตาอีกฝ่ายทำท่าจับผิด รสสุคนธ์หลบตาวูบก่อนจะบอกปัดเสียงอ้อมแอ้มอีกครั้ง
“มะ...ไม่มีอะไรหรอกอัณ”
“นั่นไง! เป็นพี่คนนั้นเหรอ อืม...เห็นว่าก็นิสัยดีนะแถมยังเรียนเก่งอีก โปรไฟล์ดีขนาดนั้นไม่ต้องแอบหรอกน่า”
“โธ่ อัณก็...” รสสุคนธ์ครวญจนทำให้คนมองหัวเราะคิก ธารามองเพื่อนทั้งสองแล้วส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะเอ่ยปรามคนขี้แกล้งไม่ให้ไล่ต้อนคู่กรณีไปมากกว่านี้
“พอเถอะอัณ รสทำท่าไม่ถูกแล้วเห็นไหม”
“อื้ม...พอก็ได้ เฮ้อ...น่าอิจฉาพวกมีความรักซะจริง มองอะไรก็คงสีชมพูไปหมดเลยมั้ง เมื่อก่อนก็มีแค่น้ำกับพี่คีที่สวีทหวาน ตอนนี้ยังมีรสกับรุ่นพี่คนนั้นอีก เหลือแต่เราแล้วสิที่จะถูกทิ้งไว้แบบนี้”
“พูดอะไรน่ะอัณ ใครจะทิ้งใคร ยังไงเราก็ไม่ทิ้งอัณหรอกน่า ใช่ไหมรส” ธาราหันมาหาพวกซึ่งรสสุคนธ์ก็รีบพยักหน้าทันที
“ใช่...อัณไม่ถูกทิ้งหรอก”
“จริงอ่ะ”
“จริงสิ ไปกินข้าวกันเถอะ เดี๋ยวจะเข้าเรียนคลาสต่อไปไม่ทัน” ธาราหัวเราะเดินโอบคนขี้งอนนำไป รสสุคนธ์ที่ก้าวตามรอยยิ้มเริ่มเลือนไปจากใบหน้า แววตากลมดำดิ่งล้ำลึก จ้องมองคนที่เดินนำทั้งสองอย่างไม่วางตา
ใช่...อัณณาไม่ใช่คนที่จะถูกทิ้งหรอก...
เพราะคนที่จะต้องถูกทิ้งคือ ใครอีกคนหนึ่งต่างหาก!