“ตกลงว่ายังไงบ้างไอ้อรรถ เรื่องไปถึงไหนแล้ว” เสียงร้อนรนของธีรัชที่ดังมาตามสายทำให้อรรถพลที่กำลังอารมณ์ดีนึกหงุดหงิดขึ้นมา เขาวางหนังสือพิมพ์ในมือ ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องรับประทานอาหารตรงไปทางห้องทำงานแล้วปิดประตูให้มิดชิด
“อะไรกันไอ้ธี ฉันบอกแล้วยังไงว่าขอเวลาฉันบ้างนะ อยู่ๆ จะมาเร่งแบบนี้ใครจะไปช่วยทันวะ”
“แต่นี่มันผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วนะ อีกไม่กี่วันธนาคารก็จะเข้ามายึดบ้านฉันแล้ว แกยังจะบอกให้ฉันรออีกอย่างนั้นเหรอ”
“เฮ้ย แล้วแกจะมาหงุดหงิดใส่ฉันทำไมวะ ที่เรื่องมันบานปลายมาขนาดนี้ก็เพราะความผิดพลาดของแกเองนะ นี่ฉันก็พยายามช่วยเต็มที่แล้วไง” อรรถพลเริ่มขึ้นเสียงทำท่าไม่พอใจทั้งๆ ที่สิ่งที่เขาบอกไม่ได้ใกล้เคียงกับความจริงเลยสักนิดในเมื่อที่ผ่านมาเขาไม่เคยลงมือทำอะไรเพื่อช่วยแก้ปัญหาของเพื่อนคนนี้เลยเมื่อเห็นว่าไม่คุ้มค่ากับชื่อเสียงของตน แต่ปลายสายที่ไม่รู้ได้เงียบลงไปก่อนถามถึงอีกเรื่องด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“แล้วเรื่องของน้ำ...”
“เอาน่าๆ แค่นี้ก่อนแล้วกันนะ พอดีฉันก็มีงานของฉัน”
“เดี๋ยวสิไอ้อรรถ ฮัลโหลๆ”
อรรถพลปิดโทรศัพท์ก่อนจะปิดเสียงแล้วเก็บเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทของตนอย่างไม่ใส่ใจอีก เขาทำสีหน้าหยันๆ ก่อนจะตัดสินใจคว้ากระเป๋าทำงานเพื่อตรงไปที่รถของตนที่คนขับรถเตรียมมารอรับ
“นี่พ่อกำลังจะออกไปทำงานแล้วหรือครับ” อัคคีที่กำลังตรงไปยังห้องรับประทานอาหารเอ่ยถามอย่างแปลกใจเมื่อเห็นว่าเวลานี้ยังเช้ากว่าในทุกๆ วัน
“ก็ใช่น่ะสิ มีเรื่องกวนใจแต่เช้าเลยไม่อยากกินมันแล้วข้าวน่ะ” อรรถพลกระแทกเสียง อัคคีจึงรับรู้อารมณ์ที่ไม่ปกติของอีกฝ่ายได้ทันที “ว่าแต่แกเถอะ เช้านี้จะแวะไปไหนอีกหรือเปล่า”
“ครับ เดี๋ยวผมจะออกไปรับน้ำแล้วไปส่งที่มหาลัย ว่าแต่เมื่อไหร่พ่อจะไปคุยกับอาธีเรื่องผมกับน้ำล่ะครับ เราสองคนจะได้หมั้นกันให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียที อย่างน้อยอาธีจะได้หมดห่วง...”
“เลิกพล่ามได้แล้ว แกนี่มันยังโง่ไม่มีเปลี่ยนเลยจริงๆ นะไอ้คี” อรรถพลเสียงดังขึ้นมาอีกครั้ง ชี้หน้าลูกชายของตนด้วยความฉุนเฉียว
“โง่หรือ...พ่อหมายความว่ายังไง” อัคคีเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาบ้าง นิภามารดาของเขาที่กำลังเตรียมอาหารอยู่ในครัวจึงเดินออกมาดูหลังจากที่ได้ยินเสียงเอะอะสักพัก
“ก็แกน่ะสิ ยังเอาแต่โง่ดักดานอยู่นั่นแหละ ต้องให้ฉันสอนไปทุกเรื่องเลยหรือไงไอ้คี”
“พ่อ...”
“คี” นิภารีบมายืนเคียงข้างบุตรชายพร้อมกับลูบแขนเพื่อบรรเทาอารมณ์ร้อนของอีกฝ่ายพร้อมกับมองไปทางอรรถพลอย่างร้องขอ อัคคีจึงพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในขณะที่อรรถพลได้แต่ส่งเสียงในลำคออย่างรำคาญเต็มที
“ฉันขี้เกียจคุยกับคนโง่อย่างแกแล้ว เย็นนี้เตรียมตัวไปงานเลี้ยงกับฉันด้วยละกัน เตรียมชุดให้มันด้วยล่ะนิภา”
นิภาพยักหน้ารับคำก่อนที่เจ้าบ้านจะเดินออกไปขึ้นรถทันที อัคคีมองตามด้วยแววตาลุ่มลึกหลากหลาย ภายในอกสุมไปด้วยอารมณ์ต่างๆ ที่ดูเหมือนจะพอกพูนเพิ่มขึ้นทุกวัน
“คี...มีเรื่องอะไรกับคุณท่านหรือลูก” นิภาเอ่ยถามบุตรชายเมื่อเห็นว่ารถของอรรถพลผู้ที่เธอให้เกียรติในฐานะเจ้านายได้ลับสายตาไปแล้ว
“ก็พ่อน่ะสิครับ ไม่ยอมไปสู่ขอน้ำให้ผมอย่างเป็นทางการเสียที ทั้งๆ ที่คุยกันมาเป็นอาทิตย์แล้ว” อัคคีตอบกลับเสียงดังทำให้คนเป็นแม่ต้องพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบอีกหน
“คุณท่านอาจจะงานยุ่ง คีก็ให้เวลาท่านหน่อยนะ”
“ยุ่งหรือครับ ผมเห็นคุณพ่อออกไปงานเลี้ยงทุกวัน ตอนนี้ที่ทำงานก็ไม่ได้มีเรื่องด่วนอะไรสักอย่าง”
“ไม่เอานะคี คุณท่านคงจะมีเหตุผลของท่าน ลูกต้องใจเย็นให้มากกว่านี้นะ เมื่อถึงเวลาที่สมควรท่านก็คงจะจัดการเรื่องนี้ให้เอง”
“แล้วมันเมื่อไหร่ล่ะครับแม่ ตอนนี้ผมกลัวแค่ว่า...มันจะไม่มีวันนั้นเลยน่ะสิครับ” คนพูดเริ่มตระหนกเมื่อคิดถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในท่าทีของผู้เป็นบิดา ความเปลี่ยนแปลง...ที่ทำให้เขานึกกลัวว่าอาจจะก่อให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมาได้ในสักวัน
ภูผาเพ่งมองไปยังชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยตำราเรียนที่เขาเคยใช้ในช่วงปีสุดท้ายของการเรียนตอนมหาวิทยาลัย ชายหนุ่มเลือกเอาออกมาสามเล่มก่อนจะจัดใส่กระเป๋าผ้าขนาดพอดีเพื่อนำหนังสือเหล่านั้นติดตัวไปด้วย เมื่อจัดของทุกอย่างเรียบร้อยเขาจึงเดินออกจากห้องนอนเพื่อไปตรงไปยังโรงจอดรถ แต่เขาต้องหยุดฝีเท้าเมื่อเดินไปถึงประตูหน้าบ้านเพราะได้ยินเสียงบิดาทักขึ้นเสียก่อน
“นี่ภูจะเข้าบริษัทแล้วหรือลูก”
ภูผาหันไปทางบิดาจึงได้เห็นอีกฝ่ายอยู่ในชุดพร้อมออกจากบ้านเช่นกัน
“ผมว่าจะแวะไปมหา’ลัยก่อนน่ะครับถึงจะเลยไป ว่าแต่คุณพ่อจะไปทำงานเลยหรือครับ”
“ยังหรอก พ่อก็มีที่ต้องแวะเหมือนกัน ว่าจะไปหาไอ้ธีมันหน่อย ท่าทางมันดูเครียดๆ อีกแล้ว ดูเหมือนทางไอ้อรรถก็จะไม่ง่ายเหมือนกัน”
คนฟังสีหน้าหนักใจ ท่าทางเป็นกังวลตามผู้พูดไปด้วย ปราณถอนหายใจยาวอย่างคิดไม่ตกว่าจะช่วยเหลือคนเป็นเพื่อนให้มากขึ้นได้อย่างไร
“เฮ้อ...ไอ้เราก็ไม่ใช่คนมีเส้นมีสายอย่างใครเสียด้วย แต่ก็เอาเถอะ ยังไงก็ต้องช่วยเหลือกันให้เต็มที่ ภูเองก็ดูแลหนูน้ำให้ดีแล้วกันนะลูก หนูน้ำจะได้ไม่ต้องคิดมาก”
“ครับพ่อ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปก่อนนะครับ”
ปราณพยักหน้ามองตามหลังร่างสูงของบุตรชายจนลับสายตา เขาจึงทำท่าจะเดินไปที่รถบ้างแต่กลายเป็นว่าคราวนี้เขาต้องกลายเป็นฝ่ายที่ถูกเรียกรั้งเอาไว้
“จะไปทำงานแล้วหรือคะคุณ แล้วนี่ไม่ได้ไปพร้อมกับลูกหรือคะ” ภาวดีเอ่ยถามสามีแต่สายตาของเธอนั้นมองตามหลังรถของบุตรชายไปอย่างแปลกใจ
“ผมกับลูกมีธุระต้องแยกกันไปทำก่อนน่ะ ถ้าอย่างนั้นผมต้องไปบ้างแล้วนะคุณภา”
“ค่ะ แต่คุณพ่อคุณลูกอย่าลืมกลับมากินข้าวบ้านด้วยนะคะเย็นนี้” ภาวดีส่งค้อนน้อยๆ ให้สามีลืมนัดของเธอในมื้อเย็นของเมื่อวาน ปราณหัวเราะน้อยๆ ตอบอีกฝ่ายอย่างเอาใจ
“ไม่ลืมแน่นอนคุณภา แล้วผมจะล็อคคอเจ้าภูมาด้วยแน่ ผมไปก่อนนะ” ปราณหัวเราะเบาๆ จนทำให้คนเป็นภรรยาส่งค้อนให้อีกหน ชายวัยกลางคนเดินไปขึ้นรถที่จอดรอไว้ ในขณะที่ภาวดีนั้นเดินกลับเข้าไปในตัวบ้านทันทีที่รถเคลื่อนตัวออกไป