“อืม... ก็ได้ไม่มีปัญหา จัดการนัดวันเลยแล้วกัน แต่เจ้าของคนนี้ก็ใจถึงดีนะยอมทิ้งเงินไม่รู้เท่าไหร่เพื่อลูกน้อง”
ชายหนุ่มร่างสูง ผิวแทนรับคำเบา ๆ เขาเป็นคนไทยแท้ ๆ ทำงานเป็นผู้จัดการมาก่อน ก่อนที่จะมาทำงานในหน้าที่ตำแหน่งเลขาฯ ส่วนตัวของเจ้านายคนปัจจุบัน บุคลิกภายนอกของเลขานุการหนุ่มเป็นพวกพูดน้อยไม่ช่างซัก ดังนั้นเขาจึงแค่ถือแฟ้มที่ก่อนหน้านี้วางลงบนโต๊ะ และเจ้านายไม่ได้สนใจจะหยิบไปเปิดอ่านกลับมาถือไว้ ก่อนจะหมุนตัวก้าวกลับออกไปจากห้องนั้น
ความสว่างในห้องเลือนลงเพราะพระอาทิตย์ลับฟ้าไปแล้ว เก้าอี้หนังตัวใหญ่ค่อยหมุนกลับมา เผยให้เห็นเสี้ยวใบหน้าขาวสะอ้านด้านข้าง สันจมูกโด่ง และริมฝีปากหยักบางสีเนื้อค่อนไปทางชมพู ดวงตาเรียวเล็กชั้นเดียวยังหลุบมองต่ำ ก่อนที่เก้าอี้จะหยุดหมุนและเขาก็ผ่อนลมหายใจออกมา
ผมตัดสั้นยุ่งเหยิง เขาไม่ได้สวมเสื้อใด ๆ มองเห็นลอนกล้ามเนื้ออย่างคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ไล่ละลงไปจนถึงเอวสอบที่ถูกปิดไว้ด้วยกางเกงขายาวสีดำ ขาข้างหนึ่งคู้ขึ้นมาเพื่อจะวางเท้าเปลือยเปล่ากับเก้าอี้ เขาเท้าข้อศอกบนหัวเข่าส่วนมือวางใต้จมูก ดวงตามองเหม่อไปยังประตูห้องที่ถูกปิด
ดูเหมือนประวัติเขาคงจะถูกตรวจสอบ เพราะไม่อย่างนั้น อริยา ตะติยะ คงไม่ปฏิเสธและเสนอชื่อคนอื่นมาแทนที่ ยอดพธู แน่นอน ยอดพธูก็ยังคงเป็นที่รักของคนอื่นอยู่บ้าง เธอจึงได้รับการปกป้อง
ชายหนุ่มยิ้มยกมุมปากพลางโคลงศีรษะ เขาทิ้งตัวพิงกับพนักเก้าอี้
เสียงโทรศัพท์ในห้องดังขึ้นสองสามครั้ง จากนั้นก็เป็นเสียงสัญญาณ พร้อมกับปลายสายที่เอ่ยขึ้นโดยดูเหมือนจะไม่ได้แยแสว่าเจ้าของห้องยังอยู่หรือไม่
“บอสครับ คืนนี้คุณยอดพธูมีนัดตอนสองทุ่มคุยกับลูกค้าที่เล้านจ์...” คนรายงานเอ่ยชื่อโรงแรมริมน้ำแห่งหนึ่งออกมา “จะให้จัดการยังไงดี หรือว่าดูลาดเลาไปก่อน”
“รวิ” เจ้านายหนุ่มเอ่ยขึ้น “ช่วยหาโต๊ะว่างให้ทีสิ เอาแบบโต๊ะข้าง ๆ กันได้เลยยิ่งดี”
“ครับผม” เสียงพูดคุยเงียบหายไปเหมือนปลายสายจะวางไปแล้ว ทว่า... “จะเอาจริงงั้นหรือครับ”
“อื้อหึ” รอยยิ้มติดสนุกผุดขึ้นมุมปาก
“เฮ้อ” เสียงปลายสายทอดถอนใจ “ขอพูดในฐานะเพื่อนหน่อยได้ไหม... เมษ”
เมษ... ปรเมศวร์ พิษฐาน และแน่นอนว่าเป็นคนเดียวกันกับ มาร์ค โจนส์ เบเกอร์ เรื่องชีวิตของเขามันยาว จะเรียกว่าซินเดอเรลล่าบอยก็คงได้ แต่ความจริงมันห่างไกลกันสุด ๆ
จับผลัดจับผลู ลากกันถูลู่ถูกังจนวันนี้ได้กลายมาเป็นทายาทมหาเศรษฐี
“แก... เอาจริงหรือวะ กับคุณพธูน่ะ”
“ทำไม หรือว่าแกเกิดเป็นห่วงขึ้นมา?”
“ไอ้ห่า! ที่กูจะบอกก็คือ ปล่อยเธอไปไม่ดีกว่าเหรอ ผ่านมาตั้งเป็นสิบปีกว่า อยู่ใครอยู่มันมาก็ดีอยู่แล้ว”
“ไม่” ปรเมศวร์บอกด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ เรียบ ๆ แต่ดวงตานั้นจัดจ้าเป็นประกาย “แกไม่เข้าใจหรอกตอนที่ฉันรู้ว่าจะได้เป็นพ่อคน แล้วจู่ ๆ ก็ถูกพรากมันไป พธูเป็นแม่แท้ ๆ แต่คิดได้ยังไงถึงได้ตัดสินใจฆ่าเด็กตาดำ ๆ คนหนึ่งที่ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าได้เกิดมาแล้ว”
ใช่... ยอดพธูฆ่าลูกของเขากับเธอ
“ไอ้เมษ...”
“กูรู้ แต่กูไปต่อไม่ไหวจริง ๆ ว่ะ”
“เอ้อ!” ปลายสายกระแทกเสียงเข้าใส่ “คงไปต่อไหวหรอก เป็นสิบปีมึงยังทำตัวเหมือนสตอล์กเกอร์แบบนี้ กูก็ว่ามึงไปไหนไม่ได้หรอก ไอ้ห่า!”
เสียงดังโครมเพราะปลายสายคงกระแทกหูโทรศัพท์ภายในลงเต็มที่
ปรเมศวร์หัวเราะแค่น ๆ และอดถอนหายใจอีกครั้งไม่ได้
หลังเหตุการณ์วันที่เธอเจอเขาอยู่ในห้องกับผู้หญิงคนอื่น เธอหายไป ยอดพธูหายไป แล้วก็โผล่มาอีกครั้งด้วยการอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อทำแท้ง โดยไม่ถามเขาสักคำว่าพร้อมจะรับเด็กคนนี้ไปดูแลไหม
ไม่เลย ไม่เคยมีแม้แต่คำเดียวที่จะบอกด้วยซ้ำว่าเธอกำลังตั้งครรภ์
ยอดพธูใจร้าย ปรเมศวร์ยอมรับว่าเขาไม่ใช่คนดีนัก แต่ก็ยังไม่ใจร้ายพอที่จะฆ่าใครได้เหมือนเธอ
ดังนั้นยอดพธูต้องรับผิดชอบ เธอพรากลูกของเขาไป ดังนั้นตอนนี้เธอต้อง ‘ทำ’ ลูกทดแทนให้กับเขา และแน่นอนว่าเมื่อถึงเวลานั้น ‘หนี้ระหว่างเรา’ ถือเป็นอันสิ้นสุด
“นั่นจะไปข้างนอกอีกแล้วหรือพธู” มานีเอ่ยถามบุตรสาวที่แต่งตัวออกจะวาบหวิวเล็ก ๆ และกำลังเดินลงบันไดลงมาจากชั้นบน จะหนึ่งทุ่มแล้วตอนนี้ ลูกสาวคนรองกลับเข้าบ้านมาตอนสี่โมงเย็น บอกว่าวันนี้มีนัดและจะไม่อยู่รับประทานอาหารค่ำที่บ้าน “หื้อ... ช่วงนี้ไปแทบทุกวันนะ”
ถึงจะพูดอย่างนี้แต่ก็ไม่กล้าจะท้วงมาก เพราะยอดพธูไม่เหมือนลูกสาวอีกสองคน
“ไม่ต้องห่วงนะคะ พธูดูแลตัวเองได้ บางทีอาจจะนอนค้างที่คอนโดเลยไม่กลับบ้าน”
ไอ้ที่คนพูดกันว่า มันมักจะมีแหละลูกคนหนึ่งที่พ่อแม่ไม่กล้าจะว่าอะไรมาก
สาวสวยผมยาวมัดรวบไว้ด้านหลังดูทะมัดทะแมง ชุดเดรสแขนยาวผ้าชีฟองสีแดงสดแหวกลึกถึงร่องอก เห็นเกาะอกเว้าสีดำขับผิดผ่อง และชายก็สั้นกุดเลยเข่าไปเป็นคืบจนมารดาเห็นแล้วเสียวไส้แทน
“แหม” กระนั้นมานีก็อดพูดไม่ได้ “ไม่มีชุดที่มันยาวกว่านี้หน่อยเหรอลูก แบบ แม่กลัวจะหนาวแอร์น่ะ”
ยอดพธูที่ก้าวลงจากบันไดมาหยุดยืนที่พื้นเรียบร้อยยิ้มเยื้อน
“แล้วนี่น้ำยังไม่กลับหรือไงคะ ทำไมบ้านเงียบ”
เป็นอันว่าจบบทสนทนา มานีลอบถอนหายใจและแทบจะค้อนเมื่อตอบ
“ยังไม่กลับ คงไปกับ...” คนพูดเหมือนไม่อยากพูดถึง “ผู้ชายคนนั้นแหละ”
“นั่นว่าที่คู่หมั้นน้องแล้วนะคะ”
คนเป็นแม่ตาเขียวปั๊ด “ผู้ชายเจ้าชู้พรรค์นั้นน่ะเหรอ ก็เราเองไม่ใช่หรือไงที่บอก ‘ว่าใช่ย่อย’ น่ะ”
ยอดพธูหัวเราะแสนเบา มันก็จริง ‘พระนาย’ ว่าที่น้องเขยเธอน่ะใช่ย่อย แทบทุกสถานที่ที่เธอไป เป็นต้องเคยพบเจอเขาอยู่เนือง ๆ แต่นั่นก็เป็นอดีตและนานมากแล้ว แล้วที่ได้เห็น ได้ยินกิตติศัพท์คนรักของน้องสาวก็ไม่ได้หมายความว่าเธอเป็นพวกแร่ดท่อม ๆ ไปตอนราตรีหรอกนะ เธอไม่ใช่นักท่องราตรีตัวยง แต่ด้วยลักษณะงานที่ทำมันก็เอื้อให้ต้องไปในสถานที่บันเทิงยามค่ำคืนบ่อยครั้ง พาน้อง ๆ ไปเลี้ยงปล่อยผีบ้าง เพื่อนที่อยากโสดชวนไปส่องหนุ่มบ้าง หรือกระทั่งต้องพาลูกค้าหัวงูไปเที่ยวบ้างเพื่อตะล่อมให้ยอมเปิดพอร์ตกับบริษัทฯ
แต่ที่มารดาห่วงก็คงเพราะคิดว่า... เธอไปเที่ยวเล่นมากกว่า