EPISODE 05
ฉันจะทำยังไงดีนะเนี่ย
นี่ผ่านมาหลายวันแล้ว แต่ฉันยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้เลยว่าตกลงแล้วเรื่องที่ฉันเห็นและเหตุการณ์ทั้งหมดที่ยังติดอยู่ในความคิดของฉันมาตั้งแต่เมื่อวันก่อนมันคืออะไรกันแน่
เรื่องจริง ความฝัน หรือว่าฉันแค่เพ้อเจ้อไปเองแบบที่ยัยกงจูมันว่า...
“วันนี้เธอรีบกลับรึเปล่าซารัง” บีโฮถามขึ้นขณะหย่อนตัวลงตรงที่นั่งฝั่งตรงข้าม เขาวางหนังสือสองสามเล่มที่เพิ่งยืมมาจากหอสมุดลงบนโต๊ะก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ สีหน้าอิดโรยทั้งที่หอสมุดกับหน้าตึกบริเวณนี้ก็ไม่ได้ไกลกันสักนิด ทำเหมือนวางมาไกลสักสี่ห้ากิโลฯ ไปได้
“ก็ไม่นี่ นายถามทำไม” ฉันถามกลับอย่างระแวดระวัง
นับตั้งแต่เมื่อวานที่ได้คุยกับยัยกงจู บอกตามตรงว่าฉันไม่สามารถมองบีโฮเหมือนเดิมได้เลย เหมือนสัญชาตญาณเพื่อนที่แสนดีของฉันสั่งการว่าต้องช่วยยัยกงจูจับพิรุธเขาให้ได้ทั้งที่เรื่องของตัวเองก็ยังเอาไม่รอด
“ก็แค่อยากให้เธอช่วยสรุปสาระสำคัญเนื้อหาในหนังสือพวกนี้ให้หน่อยน่ะ ฉันโน้ตเอาไว้คร่าวๆ บ้างแล้ว” บีโฮว่าพลางยื่นหนังสือที่มีความหนาประมาณเกือบหนึ่งฝ่ามือจำนวนสองเล่มถ้วนมาให้พร้อมกับเปิดหนังสือบางหน้าเป็นตัวอย่างประกอบการอธิบายให้ดูเสร็จสรรพ แต่เพียงแค่ฉันเห็นข้อความในหนังสือที่ยาวติดกันเป็นพรืด มันก็ทำให้ฉันรู้สึกตาลายขึ้นมาในฉับพลัน
“ฉันรู้สึกเหมือนจะเวียนหัวน่ะบีโฮ”
“โอ้โห พอบอกจะให้ช่วยงานนี่อาการเวียนหัวกำเริบเชียวนะซารัง”
“ฉันพูดจริงๆ นะ ไม่ใช่ไม่อยากจะช่วยนายสักหน่อย แต่ช่วงนี้ฉันรู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้ บอกไม่ถูกเหมือนกัน” ฉันรีบอธิบาย บีโฮชักสีหน้าใส่ ก่อนจะถอนหายใจทิ้งแรงๆ แล้วปิดหนังสือเล่มลง
“ฉันก็ลืมไปว่าเธอคงเข้าข้างกงจู”
“อะไรนะ” ฉันรีบถาม น้ำเสียงบีโฮเหมือนว่าเขากำลังจะน้อยใจยังไงชอบกล
“ไม่มีอะไรหรอก ถ้าเธอไม่สบายก็ไม่เป็นไร ฉันทำเองก็ได้” บีโฮบอกเสียงเศร้าทำเอาฉันรู้สึกผิดกับเขาขึ้นมาดื้อๆ
“ไม่เอาน่าบีโฮ นี่นายทะเลาะกับยัยกงจูมาหรือยังไง แล้วนี่ทำไมวันนี้ยัยนั่นไม่โผล่หัวมาเรียน” ฉันแสร้งถาม แต่พอถามจบ บีโฮกลับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วไม่ยอมพูดอะไรเลย
“นี่บีโฮ”
“ไม่มีอะไรหรอก ฉันคงทำอะไรผิดไปจริงๆ นั่นแหละ แค่ยังไม่รู้ว่าผิดตรงไหน”
อ้าว พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงกันล่ะ
จะว่าไปพอได้มีโอกาสมองอีกมุม ฉันว่าบีโฮก็น่าสงสารเหมือนกันนะ ฉันรู้สึกแย่จังที่แอบรู้กันกับยัยกงจู เพราะอันที่จริงก็คือฉันรู้กันกับมันมาตั้งแต่แรก
อย่างเรื่องวันนี้ที่กงจูไม่มาเรียนก็เพราะมันจะแอบไปค้นห้องของเขาเพื่อหาหลักฐานมาประกอบการตัดสินใจของมันน่ะ บอกตามตรงว่าฉันก็ไม่ได้เห็นด้วยกับยัยกงจูหรอกนะ แต่จะให้ทำยังไงในเมื่อต่อให้ฉันห้าม มันก็ไม่ฟังอยู่ดี และมันก็มีกุญแจห้องของบีโฮอยู่ในมือ แล้วถ้าฉันบอกบีโฮว่ายัยกงจูกำลังคิดจะทำอะไร มีหวังสองคนนี้ได้ทะเลาะกันใหญ่โตแหงๆ
เฮ้อ เป็นคนกลางนี่มันลำบากใจจริงๆ
“นี่ เธอไม่ต้องคิดมากเรื่องของฉันหรอกน่า ฉันว่าเธอเอาตัวเองให้รอดก่อนจะดีกว่า ไม่สบายมาตั้งหลายวันแล้ว ไม่ใช่เหรอ ไปหาหมอมารึยัง” บีโฮถามกลับ
“ยัง แต่คิดว่าคงไม่เป็นอะไรมากหรอก น่าจะแค่พักผ่อนน้อยน่ะ พอเริ่มมีอาการแล้วได้นั่งพักหลับตาสักแป๊บมันก็ดีขึ้น”
“งั้นเหรอ ทำไมประหลาดจัง ทางที่ดีฉันว่าเธอน่าจะไปหาหมอสักหน่อยนะซารัง เดี๋ยวนี้โรคแปลกๆ มันเยอะแยะไปหมด ต่อให้เธอจะนั่งพักแล้วหายก็อย่าวางใจเชียว”
“ขอบใจ”
“เออ แล้วเรื่องรุ่นพี่จุนแจล่ะ เป็นยังไงบ้าง”
พอได้ยินบีโฮถามถึงรุ่นพี่จุนแจขึ้นมา ฉันถึงกับต้องรีบกวาดสายตามองรอบๆ โดยอัตโนมัติ ถึงจะไม่เจอเขามาสองวันแล้วแต่ฉันก็ไม่อยากวางใจอยู่ดี ไม่รู้ว่าเขาจะแอบมาดักรอฆ่าฉันวันไหน หรือว่ากำลังเตรียมแผนการอะไรอยู่รึเปล่า
“พูดถึงก็มาให้เห็นเลยแฮะ”
“หา!” ฉันร้องเสียงหลงพลางรีบมองตามสายตาของบีโฮออกไป ก่อนจะสบเข้ากับสายตากับรุ่นพี่จุนแจที่เราเพิ่งจะพูดถึงไปเมื่อครู่พอดี
“ฉันกลับก่อนนะบีโฮ”
“อ้าว ไหนเธอบอกว่าไม่รีบไงล่ะ นั่งเป็นเพื่อนฉันก่อนสิ ไม่ต้องช่วยทำรายงานก็ได้”
“โทษที พอดีเพิ่งนึกได้ว่าฉันยังไม่มีชุดใส่ไปงานเลี้ยงวันมะรืนนี้เลยน่ะ ขอตัวก่อนนะ” ฉันบอกอย่างรวดเร็วพร้อมกับรีบคว้ากระเป๋าแล้วลุกขึ้นยืน แต่ว่าบีโฮก็ยังจะอุตส่าห์รั้งเอาไว้เหมือนตั้งใจจะแกล้ง
“ไหนกงจูบอกฉันว่านัดเธอเอาไว้พรุ่งนี้”
โอ๊ย เรื่องอื่นทำไมไม่หัวไวแบบนี้ล่ะบีโฮ!
“ก็... เถอะน่า เอาเป็นว่าวันนี้ไม่ว่าง ปล่อย!” ฉันทำทีเป็นหงุดหงิดเพราะไม่มีคำอธิบาย ฉันรีบแกะมือของบีโฮออก ก่อนจะหมุนตัวกลับออกมาทันที แต่ก็ต้องเซถอยหลังกลับมายืนที่เดิมเมื่อหันมาชนกับรุ่นพี่จุนแจเข้าเต็มๆ
โอ๊ย เขาจะกัดไม่ปล่อยเลยรึยังไงกัน!
“เอ่อ ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ แต่ว่าคงต้องขอตัวก่อนนะคะ พอดีฉันรีบ” ฉันบอกตะกุกตะกักพลางพยายามเบี่ยงตัวเล็กน้อยเพื่อส่งสัญญาณให้รุ่นพี่จุนแจปล่อยมือของเขาออกจากต้นแขนของฉัน เพราะเมื่อครู่นี้เขาช่วยจับฉันเอาไว้ไม่อย่างนั้นฉันคงหงายหลังไปแล้ว
หากแต่ความหวังดีของเขากลับทำให้ฉันรู้สึกขนลุกชันไปทั้งตัว เหมือนวันนั้นที่ถูกเขาจับได้ว่าแอบมองไม่มีผิด
ทำไมฝ่ามือของเขาเย็นเฉียบราวกับเพิ่งสัมผัสกับหิมะมาอย่างไรอย่างนั้นแบบนี้กันนะ ทั้งที่ตอนนี้อากาศก็ร้อนจะตายชักและไม่มีวี่แววว่าจะเย็นลงเลยสักนิดด้วยซ้ำไป
“จะรีบไปไหนล่ะ” รุ่นพี่จุนแจถามเสียงเข้มพร้อมกับคลายมือออกจากต้นแขน แต่ก็ยังไม่ยอมเปิดทางให้ เขายืนนิ่งอยู่ตรงหน้าและมองฉันด้วยสายตาที่ไร้อารมณ์สิ้นดี แต่น่าแปลกที่มันกลับทำให้ฉันรู้สึกเหมือนมีตุ้มน้ำหนักถ่วงอยู่ที่ข้อเท้า
ในสายตาคู่นั้นเหมือนมีพลังบางบางที่กดฉันเอาไว้ ก้าวขาไม่ออก อีกทั้งยังเริ่มหายใจผิดจังหวะ...
“สวัสดีครับรุ่นพี่จุนแจ ผมกับซารังเพิ่งจะพูดถึงพี่ไปเมื่อกี้นี้เอง”
มันใช่เวลาพูดมั้ยบีโฮ!
“งั้นเหรอ พูดถึงฉันว่ายังไงล่ะ”
โอ๊ย ตายแน่ ฉันตายแน่ๆ ดูเขายิ้มสิ รอยยิ้มเหมือนนักฆ่าเลือดเย็นไม่มีผิดเลย
“ก็ไม่ได้นินทาอะไรหรอกครับ ผมแค่บอกเธอว่าวันก่อนรุ่นพี่มาถามถึงเธอ ว่าแต่วันนี้รุ่นพี่แวะมาทำอะไรแถวนี้เหรอครับ หรือว่าตั้งใจมาหาซารังเหมือนเดิม”
บีโฮยังคงพล่ามไม่หยุด แม้ฉันพยายามที่จะหันไปสบตากับเขาแต่หมอนั่นกลับทำเมิน ไม่ยอมสนใจ เอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ทั้งที่ฉันขยิบตาจนตาจะเหล่
“อืม ฉันมเรื่องอยากคุยกับแฟนของนายนิดหน่อยน่ะ ขอเวลาสักสองสามนาทีก็พอ”
“อ้อ คือว่าผมกับซารังไม่ได้...”
“ไม่ได้ค่ะ” ฉันพูดแทรก ไม่ได้ตั้งใจจะเสียงดังและไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันดังขึ้นมาได้ยังไง บีโฮเองดูตกเหมือนกันที่จู่ๆ ฉันก็โพล่งออกไปแบบนั้น ตรงกันข้ามกับรุ่นพี่จุนแจที่เขาดูจะไม่ได้รู้สึกตกใจหรือว่าแปลกใจเลย
“พอดีฉันกับบีโฮกำลังจะไปดูหนังด้วยกันน่ะค่ะ” ฉันพูดเร็วปร๋อพลางรีบเดินไปจับมือถือแขนบีโฮเอาไว้เสร็จสรรพ พยายามจะฉุดกระชากเขาให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ซึ่งแม้จะยากแค่ไหนแต่สุดท้ายฉันก็สามารถทำให้บีโฮลุกขึ้นมายืนอยู่ข้างๆ ฉันได้สำเร็จจนได้
“พวกเราขอตัวก่อนนะคะรุ่นพี่”
“เดี๋ยวสิซารัง”
“ตามฉันมาเดี๋ยวนี้บีโฮ” ฉันก้มหน้าลงไปกระซิบกระซาบกับบีโฮแล้วพยายามลากเขาออกมาจากตรงนั้นทันที
แย่แล้วสิ รุ่นพี่จุนแจดูเหมือจนจะไม่ยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆ ฉันอุตส่าห์คิดเข้าข้างตัวเองว่าถ้าหากฉันพยายามหลบหน้าเขาแล้วอยู่เงียบๆ สักระยะ ทุกอย่างก็น่าจะกลับมาเป็นปกติ แต่วันนี้เขากลับเดินตรงมาหาฉันราวกับตั้งใจจะมาเอาเรื่องฉันให้ได้ จะทำยังไงดีล่ะ
“เดี๋ยวก่อนสิซารัง นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย”
“ตามมาเถอะน่า เดี๋ยวเล่าให้ฟัง”
“แต่เมื่อกี้นี้รุ่นพี่จุนแจเขากำลังเข้าใจผิดนะ ทำไมเธอถึง...”
“ก็บอกว่าเดี๋ยวเล่าให้ฟังไงล่ะบีโฮ นายอย่าเพิ่งถามมากจะได้มั้ย ตามฉันมาเร็วๆ เข้า” ฉันพูดไปด้วยพยายามลากบีโฮเดินตามมาด้วย กว่าจะถึงมุมตึกที่คิดว่าพ้นสายตาของรุ่นพี่จุนแจก็เล่นเอาเหนื่อย ตัวหนักแล้วยังจะยื้ออยู่ได้ ฮึ่ย!
“คิดจะทำอะไรของเธอกันนะซารัง ปล่อยให้รุ่นพี่จุนแจเข้าใจฉันผิดแบบนั้นได้ยังไง แล้วนี่ถ้ากงจูรู้เข้า ยัยนั่นมีหวังเอาฉันตายแน่” บีโฮบ่นมาตลอดทาง พอหยุดเดินถึงได้หอบหายใจถี่เพราะพูดมากนั่นแหละ
ฉันยกมือขึ้นกดหน้าอกของตัวเองเอาไว้มองบีโฮด้วยอารมณ์หงุดหงิด กำลังคิดอยู่ว่าจะอธิบายให้เขาเข้าใจได้ยังไง กลัวว่าถ้าหากพูดออกไปแล้วเขาจะคิดว่าฉันบ้า หรือไม่เขาก็คงจะด่าว่าฉันดูซีรีส์มากไปเหมือนกับที่กงจูบอก
“มองอะไรล่ะ ตกลงเธอจะบอกฉันได้รึยังว่านี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมเธอถึงได้ลากฉันเดินหนีรุ่นพี่จุนแจออกมาแบบนั้น แถมยังตั้งใจปล่อยให้เขาเข้าใจผิดคิดว่าฉันคบกับเธออยู่อีกอย่างต่างหาก”
ขนาดเหนื่อยๆ หมอนี่ยังพูดเร็วไฟแล่บเลย ฟังแทบไม่ทันแน่ะ
“ก็แค่มีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อยน่ะ” ฉันตอบอ้อมๆ เพราะยังไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายจากตรงไหนดี ทั้งที่ไม่ได้อยากจะปิดบัง แต่ความเป็นไปได้ที่บีโฮจะเชื่อในสิ่งที่ฉันพูดมันก็น้อยเหลือเกิน
“เข้าใจผิดนิดหน่อยงั้นเหรอ รุ่นพี่จุนแจเข้าใจว่าฉันคบกับเธอเนี่ยนะนิดหน่อย ทำแบบนี้ฉันเสียหายนะซารัง”
ฉันเบิกตาโพลงเมื่อได้ยินบีโฮพูดออกมาเต็มปากว่าตัวเองเป็นฝ่ายเสียหาย
“มองอะไรแบบนั้นเล่า ฉันไม่ได้พูดผิดตรงไหนสักหน่อย นี่สรุปว่าเธอคิดไม่ซื่อกับฉันจริงๆ เหรอซารัง เพราะเรื่องนี้ใช่มั้ยช่วงนี้กงจูถึงได้ทำตัวแปลกๆ ยัยนั่นน่ะฉลาดและไหวพริบดีจะตาย ต้องดูออกแน่ๆ ว่าเธอแอบชอบฉันแล้วก็หึงเป็นบ้าเป็นหลัง ไม่ถามฉันสักคำ”
ไปกันใหญ่โตเลยบีโฮ เฮ้อ
“เธอต้องรับผิดชอบ เดินกลับไปบอกความจริงกับรุ่นพี่จุนแจเดี๋ยวนี้ แล้วก็ต้องกลับไปอธิบายให้กงจูเข้าใจว่าฉันบริสุทธิ์ ไม่อย่างนั้นฉันจะ...”
ตุ้บ!
“โอ๊ย ยัยซารัง”
“นายหยุดบ้าสักทีเถอะบีโฮ ฉันเนี่ยนะจะชอบนาย ฉันไม่คิดอะไรตื้นๆ เหมือนยัยกงจูหรอกน่า” ฉันว่าพลางเบ้หน้าใส่หลังจากที่ชกต้นแขนบีโฮเรียกสติเขาไปแรงๆ หนึ่งหมัด
เฮ้อ มันจะอะไรกันนักกันหนาเนี่ย
“คิดอะไรอยู่ซารัง”
“โอ๊ย บีโฮ ฉันตกใจหมด นายจะเสียงดังทำไม” ฉันหันไปโวยวาย
“ฉันเนี่ยนะเสียงดัง เธอนั่นแหละที่เอาแต่เหม่อ ตกลงแล้วยังไง ถ้าไม่ไหวฉันว่าเธอควรจะรีบๆ หาเวลาไปหาหมอนะ อาการเธอหนักมากแล้ว เดี๋ยวจะไม่มียารักษา”
“ไอ้...” ฉันกำลังจะต่อว่าบีโฮอีกรอบ แต่แล้วก็จำต้องกลืนทุกคำต่อว่ากลับลงลำคอไปเมื่อหางตาของฉันดันเหลือบไปเห็นผู้ชายสองคนที่เดินอยู่ไกลๆ ทางด้านหลังของบีโฮ
ฟุ่บ!
ฉันรีบใช้บีโฮเป็นกำบังทันทีที่จำใบหน้าของผู้ชายสองคนนั้นได้ขึ้นใจ พวกเขาก็คือเพื่อนของรุ่นพี่จุนแจที่ฉันเห็นว่าอยู่ด้วยกันเมื่อวันก่อน
นี่มากันครบทีมแบบนี้เลยเหรอ ฉันว่าพวกเขาต้องวางแผนอะไรร่วมกันมาแน่ๆ
“อะไรของเธออีกล่ะซารัง”
“ผู้ชายสองคนนั้นไปรึยังบีโฮ”
“สองคนไหนอีกล่ะ ถามจริงเถอะนะว่า...”
ฟุ่บ!
“กรี๊ด อุ้บส์”
หัวใจของฉันกระตุกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อจู่ๆ ข้อมือของฉันก็ถูกใครสักที่เดินมาจากทางด้านหลังกระชากไป ก่อนที่ริมฝีปากของฉันจะถูกปิดด้วยฝ่ามือหนาและเย็นเยียบที่ยิ่งทำให้ฉันตื่นตกใจยิ่งกว่าเดิม
พลันก็มีความคิดบางอย่างแวบเข้ามา และฉันค่อนข้างมั่นใจว่าฉันคิดไม่ผิดแน่ เพราะว่าทีเพียงคนเดียวที่มีสัมผัสเย็นๆ แบบนี้ เขาคือรุ่นพี่จุนแจ
“อ้าว ระ รุ่นพี่จุนแจ”
ใช่จริงๆ ด้วย!
ตอนนี้บีโฮหันกลับมามองแล้ว และเขาเองก็คงเห็นแล้วว่าฉันถูกรุ่นพี่จุนแจปิดปากเอาไว้แน่น สีหน้าของเขาตอนที่หันกลับมาเห็นก็ดูตกใจไม่แพ้กัน
“นายกับซารังไม่ได้คบกันอยู่หรอกเหรอบีโฮ”
“อื้อออ” ฉันพยายามส่งสัญญาณให้บีโฮเพราะรู้ว่าเขาจะต้องโง่ตอบตามความจริงแน่ๆ และมันก็เท่ากับเขาทำลายความปลอดภัยของฉันลงเลยนะ
“เอ่อ คือ...”
“จะโกหกฉันก็ได้ แต่ถ้าฉันรู้ความจริงทีหลัง ฉันจะตามมาเอาเรื่องนาย”
“เปล่าครับ ผมกับซารังไม่ได้คบกัน เราเป็นแค่เพื่อนกัน และผมมีแฟนแล้ว เธอชื่อจงกู เป็นเพื่อนสนิทของซารังครับ”
ไอ้บ้าบีโฮ! ฉันอยากจะฆ่ามันไห้ตายจริงๆ
“ดี งั้นวันนี้นายกลับไปเถอะ ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับเพื่อนนายหน่อยน่ะ คิดๆ ดูแล้วน่าจะต้องคุยกันยาว”
“แต่ว่า...”
“อื้อออ” ฉันพยายามร้องเรียกแต่กลับไม่มีใครฟังเสียงของฉันเลย ทั้งรุ่นพี่จุนแจและบีโฮเอาแต่ตกลงกันเอง ทำเหมือนไม่เห็นว่าฉันกำลังประท้วงด้วยภาษากาย เพราะตราบใดที่รุ่นพี่จุนแจยังไม่ปล่อยมือออกจากปากของฉัน ฉันจะพูดเป็นคำได้ยังไงกันล่ะ
“อ่อยยย”
“ไปสิบีโฮ”
“แต่ว่าซารัง...”
“ฉันจะดูแลซารังเอง นายเองก็ควรจะรีบกลับไปดูแลแฟนของนายเหมือนกัน”
เขาน่ะเหรอจะดูแลฉัน ไม่นะ ไม่มีทางใช่เรื่องจริงแน่ๆ
“ครับๆ ถ้างั้นผมฝากซารังด้วยนะครับรุ่นพี่ ช่วงนี้เธอไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ บ่นว่าเวียนหัวแล้วก็ชอบหน้ามืดเวลาอ่านหนังสือ” บีโฮบอกยิ้มๆ เหมือนจะหวังดีทั้งที่ฉันดูออกว่าเสแสร้ง
ฮือออ เห็นแล้วอยากจะกระโดดชกหน้าเขาสักหมัดสองหมัดจริงๆ อย่าให้หลุดไปได้นะ!
ไม่ทันไรบีโฮก็รีบวิ่งออกไป ทิ้งฉันไว้กับรุ่นพี่จุนแจที่ยังคงปิดปากฉันเอาไว้ราวกับรู้ว่าถ้าเขาปล่อย ฉันจะแหกปากร้องให้คนช่วย
“เราจะไปคุยกันดีๆ ได้รึยังซารัง” รุ่นพี่จุนแจกระซิบถาม ซึ่งคำตอบของฉันยังคงเป็นการปฏิเสธเหมือนเดิม แต่ทั้งที่ฉันส่ายหัวไม่หยุด ส่ายจนหัวแทบหลุดจากบ่า เขาก็ยังไม่ยอมปล่อยฉันไปสักที
“ถ้าเธอไม่อยากคุยกับฉัน เธอก็ต้องคุยกับไอ้สองคนข้างนอกนั่น”
แล้วทำไมฉันจะต้องไปคุยกับสองคนนั้นด้วยล่ะ!
“รู้มั้ยว่าถ้าไอ้สองคนนั้นมันรู้ว่าฉันเซตซีโร่เธอไม่สำเร็จ จะเกิดอะไรขึ้น” รุ่นพี่จุนแจก้มลงมากระซิบถามเบาๆ อีกรอบ
ลมหายใจของเขาเย็นเหมือนกับสัมผัสที่ฝ่ามือไม่มีผิด และมันยิ่งทำให้ฉันขนลุกไปทั้งตัว ยิ่งเขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนเราได้สบตากัน จากที่ฉันพยายามจะดิ้นก็กลายเป็นยืนนิ่งไปโดยปริยาย
อุณหภูมิร่างกายของเขาไม่ปกติแน่ๆ คนอะไรจะตัวเย็นขนาดนี้แถมลมหายใจก็ยังเย็นมากอีกต่างหาก มันทำให้ฉันอดนึกไปถึงเรื่องแวมไพร์ไม่ได้เลยจริงๆ ทั้งที่อีกด้านหนึ่งของความคิดก็กรีดร้องว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้
“ฉันจะปล่อยมือออก แต่ถ้าเธอร้องหรือโวยวายจนไอ้สองคนนั้นมันได้ยินแล้วเดินกลับมา ฉันคงช่วยเธอจากพวกมันไม่ได้แล้วนะซารัง”
เขากำลังเตือนหรือกำลังขู่ฉันกันแน่นะ แล้วเพื่อนของเขาสองคนนั้นเป็นอะไร ทำไมเขาถึงได้พูดให้ฉันรู้สึกกลัวสองคนนั้นตลอดเวลา
ฉันลอบกลืนน้ำลายพลางพยักหน้าตอบตกลงเพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้อีกแล้ว
รุ่นพี่จุนแจเงียบไปสักพักเหมือนจะยังไม่เชื่อใจฉันสักเท่าไหร่ ก่อนที่เขาจะยื่นหน้ามองออกไปทางด้านนอกที่เมื่อครู่นี้เพื่อนของเขาเดินอยู่บริเวณนั้น
รุ่นพี่จุนแจเหมือนจะรอจนมั่นใจว่าเพื่อนของเขาทั้งสองคนไม่ได้อยู่บริเวณนี้เขาถึงค่อยๆ ปล่อยมือออกจากริมฝีปากของฉัน ถึงแม้สมองของฉันจะสั่งให้แหกปากกรี๊ดหรือส่งเสียงขอความช่วยเหลืออกไปทันทีที่มีโอกาส แต่เมื่อรุ่นพี่จุนแจหันกลับมาแล้วดันตัวฉันให้หันกลับไปหาเขาพร้อมกับโน้มใบหน้าลงมาสบตาฉันใกล้ๆ ทุกอย่างรอบกายก็เหมือนจะหยุดเคลื่อนไหว
นอกจากฝ่ามือของเขาจะเย็นมากแล้ว ลมหายใจของเขาที่เป่ากระทบกับใบหน้าของฉันก็ยังเย็นมากจนฉันรู้สึกหนาวสั่น
“เธอติดหนี้บุญคุณฉันหนึ่งครั้ง อย่าเนรคุณ”
ฉันได้ยินรุ่นพี่จุนแจบอกอย่างนั้น ฟังแล้วก็ได้แต่คิดตามและพยายามตั้งสติทบทวนทุกอย่างให้แน่ใจ แต่แล้วก็เพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่านาทีนี้สิ่งที่ฉันควรจำทำคือการแหกปากร้องให้คนช่วย หรือรีบวิ่งหนีเขาไปแบบเมื่อครั้งก่อน แต่ไม่รู้ว่าทำไมจนถึงตอนนี้ ฉันก็ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มิหนำซ้ำยังกลายเป็นติดหนี้บุญคุณของเขาไปอีก
ติดหนี้บุญคุณรุ่นพี่จุนแจ เมื่อไหร่ แล้วเรื่องอะไรกันล่ะ!