บทที่ 5

2377 คำ
                                 เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงวันอาทิตย์ นั่นจึงทำให้ผมต้องเก็บงำความสงสัยนั้นไว้ในใจ รอจนกว่าจะถึงวันจันทร์ เพื่อที่จะได้ถามคุณนภัทรว่าเหล่าบรรดาเพื่อน ๆ ของอีกฝ่ายมากดติดตามผมทำไม หลังในตอนแรกผมมีความคิดว่าอาจจะลองทักข้อความส่วนตัวไปถามคุณนภัทรดู แต่พอคิดไปคิดมาสู้ผมมารอถามอีกฝ่ายตอนเช้าวันจันทร์เลยน่าจะดีกว่า เพราะจะได้เห็นท่าทีของคุณนภัทรตอนตอบคำถามนั้นด้วย                 “พี่แก้วครับ อันนี้มันคืออะไรเหรอ?” ผมถามขึ้น เมื่อเห็นพี่ที่นั่งทำงานอยู่ข้างกันหิ้วถุงพลาสติกที่ด้านในมีห่อใบตองเข้ามาในแผนกด้วย โดยกลิ่นของมันก็หอมฉุยจนทำให้ท้องของผมเริ่มร้องอีกครั้ง แม้ว่าผมจะเพิ่งกินข้าวเช้าไปก็ตาม                 “ห่อหมกทะเลจ้ะ พี่ซื้อมาจากด้านล่างตึกนี่เอง พอดีเห็นพ่อค้าเขากำลังปิ้งสด ๆ ร้อน ๆ เลย กลิ่นหอมฉุยจนต้องแวะซื้อเลย ว่าแต่แพรวอยากกินเหรอ?”                 “อ๋อ เปล่าหรอกครับ ผมแค่สงสัยเฉย ๆ” ผมตอบกลับไป พร้อมส่งยิ้มให้อีกฝ่าย                 “แล้ววันนี้แพรวห่ออะไรมากิน?” พี่แก้วถามกลับบ้าง                 “วันนี้ผมห่อหมูยอทอดกับแกงส้มมาครับ”                 “เออ ดี ๆ ไว้พักเที่ยง เราค่อยมานั่งกินด้วยกันเนอะ”                 “ครับ” ผมพยักหน้ารับ หลังวันนี้มีการนัดกับพี่ ๆ ในแผนกว่าจะห่อข้าวมากินกัน เพื่อตัดปัญหาการลงไปทานข้าวเที่ยงแล้วพบว่าลูกค้าแน่นขนัดกันทุกร้าน                 เป็นมนุษย์เงินเดือนก็ต้องทำงานแลกเงิน…                 หลังทักทายกับพี่ ๆ พอหอมปากหอมคอแล้ว ผมก็กลับมาทำหน้าเคร่งเครียดที่หน้าจอต่อ เพราะงานตรงหน้ากำลังมีปัญหา โดยหลังจากที่ผมเริ่มทำงานไปได้สักระยะผมก็เริ่มเกิดอาการตาปรือ ความกระตือรือร้นในการทำงานเริ่มลดน้อยลง จนทำให้สุดท้ายผมก็ต้องหยุดทำทุกอย่างกลางคัน แล้วลุกขึ้นไปชงกาแฟให้ตัวเองสักแก้ว                 “อ้าว สวัสดีครับหัวหน้า” ทว่าเมื่อเดินมาถึงโซนครัวในออฟฟิศแล้ว ผมก็ต้องชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเห็นคุณนภัทรกำลังยืนกดน้ำแข็งใส่แก้วของตัวเองอยู่ ซึ่งนี่ก็เป็นการพบกันครั้งแรกของเราในวันนี้                 “ครับ สวัสดีครับ” อีกฝ่ายหันกลับมาทักทายตามมารยาท แล้วกลับไปกดน้ำแข็งต่อ ส่วนผมเองก็เดินผ่านคุณนภัทรไปหยิบแก้วเตรียมจะชงกาแฟให้ตัวเองบ้าง                 โดยในหลังจากนั้นก็ไม่มีใครชวนใครคุยอีก ต่างฝ่ายต่างง่วนอยู่กับการทำเครื่องดื่มของตัวเอง จนกระทั่งคุณนภัทรกดน้ำแข็งได้เต็มแก้วแล้วและเตรียมจะเดินกลับไปยังห้องทำงานของตัวเองนั่นแหละ บทสนทนาระหว่างเราจึงได้เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อจู่ ๆ อีกฝ่ายที่ทำท่าจะเดินจากไปแล้วก็ชะงักไปเล็กน้อย แล้วหันกลับมามองผมทั้งคิ้วขมวด เหมือนกับเพิ่งนึกอะไรบางอย่างได้                 “อ้อ คุณแพรว”                 “ครับ?” ผมขานรับคุณนภัทรอย่างกระตือรือร้น                 “เดี๋ยวคุณชงกาแฟเสร็จแล้ว ช่วยเข้ามาพบผมที่ห้องด้วยนะ” พูดจบ คุณนภัทรก็เดินออกไปจากบริเวณนั้นทันที ทิ้งให้ผมยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง เพราะท่าทางเมื่อครู่นี้อีกฝ่ายคงไม่ได้เรียกผมไปคุยเรื่องส่วนตัวแน่ ๆ แต่น่าจะเรียกไปคุยเรื่องงานมากกว่า                 “เฮ้อ…เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ที่ดี” ผมพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พร้อมถอนหายใจออกมา                   และแล้วมันก็เป็นอย่างที่ผมคิดจริง ๆ                 เหตุผลที่คุณนภัทรเรียกผมไปคุยที่ห้องทำงาน นั่นไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายต้องการจะคุยเรื่องส่วนตัว แต่เป็นเพราะคุณนภัทรอยากให้ผมแก้งานของลูกค้าต่างหาก ซึ่งการแก้งานครั้งนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นการแก้งานแบบไม่เหลือเค้าเดิมด้วยซ้ำ เพราะลูกค้าเกิดการเปลี่ยนใจกะทันหัน อยากจะปรับนู้นเปลี่ยนนี่ใหม่จนไป ๆ มา ๆ ผมต้องทำงานชิ้นใหม่ให้แทน แต่ก็ยังดีที่ลูกค้าเข้าใจและยินดีจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายงานชิ้นใหม่ให้ เพราะมันไม่ใช่ความผิดของบริษัท                 “นี่ก็ใกล้จะเลิกงานแล้ว ทำไมถึงไม่เอางานกลับไปทำที่ห้องล่ะแพรว?” พี่แก้วถามขึ้น                 “อ๋อ คือผมอยากกลับถึงห้องแล้วได้นอนพักเลยน่ะครับ เพราะงั้นทำงานที่นี่ให้เสร็จเลยน่าจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องเอาไปคิดมากด้วย” ผมตอบกลับไป โดยปกติแล้วผมไม่นิยมเอางานกลับไปทำที่ห้องอยู่แล้ว เนื่องจากการเอางานไปทำที่ห้อง มันทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยมากกว่าทำงานที่บริษัท                 “แล้วแพรวจะทำเสร็จทันเหรอ? ใกล้จะเลิกงานแล้วนะ”                 “ก็คงอยู่ต่อจนกว่าจะเสร็จแหละครับ” ผมว่า พร้อมหันกลับไปทำงานตรงหน้าต่อ โดยผมก็ได้เริ่มทำงานแก้ตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันลับขอบฟ้าด้วยซ้ำ จนกระทั่งดวงจันทร์ขึ้นมาแทนนั่นแหละ การแก้งานของผมถึงได้เสร็จสิ้นลง                 แล้วทุกคนที่อยู่ในแผนกเดียวกันก็กลับกันหมดแล้วด้วย ยกเว้นคุณนภัทรนั่นแหละที่ยังทำงานอยู่ในห้องของเจ้าตัว                 “เผลอแป๊บเดียว นี่สองทุ่มครึ่งแล้วเหรอเนี่ย” ผมพูดกับตัวเองเบา ๆ หลังเพิ่งมีเวลายกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู เพื่อที่จะพบว่า ณ ตอนนี้ก็เป็นเวลาสองทุ่มกว่าแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะหนึ่งทุ่มอย่างที่ผมเข้าใจ                 “แล้วเราควรจะกลับก่อนหรือรอกลับพร้อมเขาดี?” หลังจากที่ผมเก็บของของตัวเองเสร็จแล้ว ผมก็ต้องมาหนักใจต่อ เพราะไม่รู้ว่าควรจะทิ้งคุณนภัทรให้อยู่ในแผนกคนเดียว หรือควรจะรอกลับพร้อมอีกฝ่ายดี                 ความลังเลเกิดขึ้นกับผมนานมาก จนกระทั่งผมจำลองเหตุการณ์ว่าถ้าหากผมเป็นเขา ผมจะอยากให้ลูกน้องทำแบบไหนกับตัวเองนั่นแหละ ผมถึงได้ตัดสินใจได้ ประกอบกับมีคนลือว่าในบริษัทนี้มีผีอีก แล้วถ้าหากคุณนภัทรโชคร้ายได้เจอผีอย่างที่เขาลือกันจริง ๆ ผมก็คงรู้สึกผิดแน่ เพราะเป็นคนปล่อยให้อีกฝ่ายอยู่คนเดียว                 ซึ่งการที่ผมตัดสินใจอยู่เป็นเพื่อนคุณนภัทรก็ไม่ใช่ว่าผมไม่กลัวผีนะ แต่ถ้าให้เลือกผมยอมเจอกับคุณนภัทรสองคนดีกว่า มันคงจะดีกว่าปล่อยให้อีกฝ่ายได้เจอผีอยู่คนเดียวเป็นไหน ๆ                 เมื่อตัดสินใจได้เช่นนั้น ผมก็ไม่รอช้ารีบเดินถือสัมภาระของตัวเองที่พร้อมจะกลับบ้านแล้ว ไปเคาะที่ประตูห้องทำงานของคุณนภัทรทันที แล้วเปิดประตูเข้าไป                 “ไม่กลับบ้านหรือไง” ทันทีที่เดินเข้าไปในห้อง คุณนภัทรก็ผละสายตาออกจากหน้าจอโน้ตบุ๊ก แล้วเอ่ยถามผมทันที                 “กลับครับ แต่รอกลับพร้อมคุณ” ผมตอบอย่างตรงไปตรงมา ก่อนจะเดินไปนั่งรออีกฝ่ายที่โซฟารับแขก ซึ่งคุณนภัทรเองก็ไม่ได้พูดอะไรอีก อีกฝ่ายทำแค่พยักหน้ารับรู้เท่านั้น                 โดยในระหว่างที่ผมกำลังรออีกฝ่ายทำงานอย่างเงียบ ๆ อยู่นั้น ผมก็ได้ทำการดูแลธุรกิจฟาร์มในโทรศัพท์ของตัวเองไปด้วย จนกระทั่งเห็นว่าอีกฝ่ายได้พับหน้าจอโน้ตบุ๊กลงแล้วนั่นแหละ ผมถึงได้หยุดเล่นเกมในโทรศัพท์                 “เสร็จแล้วเหรอครับ?” ผมถามอีกฝ่าย                 “ครับ เสร็จแล้ว”                 “….”                 “เรากลับไปกันเถอะ เดี๋ยวผมไปส่ง” คุณนภัทรพูดต่อ พลางก้มหน้าลงไปเก็บโน้ตบุ๊กใส่กระเป๋าของตัวเอง                                 แล้วก็เป็นอีกครั้งที่ผมได้นั่งรถหรูของคุณนภัทร โดยในตอนแรกอีกฝ่ายก็ตั้งใจจะไปส่งผมที่คอนโดเลย แต่เพราะเรายังไม่ได้กินข้าวมื้อค่ำกันทั้งคู่ ต่างฝ่ายก็ต่างหิว นั่นจึงทำให้เราคุยกันว่าจะแวะเข้าร้านข้าวต้มข้างทางเสียก่อน ซึ่งนี่ก็นับเป็นครั้งที่สองแล้วที่ผมได้กินข้าวกับคุณนภัทรเพียงลำพัง                 หลังเข้ามานั่งในร้านข้าวต้มแล้วเราก็สั่งอาหารกันไปประมาณสี่ห้าอย่าง ซึ่งในระหว่างที่กำลังรออาหารอยู่นั้น ผมก็นั่งจ้องหน้าคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกันอย่างใช้ความคิดไปด้วย เพราะยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมยังไม่ได้ถามออกไป                 “เอ่อ…คุณนภัทรครับ คือผมมีเรื่องอยากจะถามน่ะครับ” หลังนั่งคิดอยู่นานสองนาน ในที่สุดผมก็ตัดสินใจพูดขึ้น เพราะไม่รู้จะหาจังหวะไหนได้เหมาะสมเท่าจังหวะนี้แล้ว                 “มีอะไรเหรอ” อีกฝ่ายถามกลับเสียงซื่อ                 “คือ… เมื่อวันอาทิตย์ผมเห็นเพื่อนของคุณนภัทรมากดติดตามผมยกกลุ่มเลยน่ะครับ ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ?”                 “….”                 “ที่ผมรู้ว่าเป็นเพื่อนคุณ ก็เพราะผมจำได้ว่าเคยเจอพวกเขาพร้อมกับคุณที่ร้านอาหารเมื่อคืนวันเสาร์น่ะครับ” ผมขยายความต่อเล็กน้อย หลังเห็นว่าคุณนภัทรนิ่งไป                 “ทั้งหมดเลยเหรอ?” อีกฝ่ายถามย้ำให้แน่ใจ                 “ใช่ครับ ทั้งหมดเลยรวมถึงคุณไทระด้วย ตอนผมตื่นมาเห็น…ผมตกใจมากเลยที่เห็นคนดังอย่างเขามากดติดตามกัน” ผมว่า                 “ผม…ขอโทษแทนเพื่อนผมด้วยนะ” คุณนภัทรเอ่ยเสียงแผ่วแล้วพูดต่อ “พอดีวันนั้นพวกมันเห็นว่าเราทักทายกันน่ะ พวกเพื่อน ๆ ผมก็เลยถามต่อว่าคุณเป็นใคร”                 “….”                 “ผมก็เลยบอกไปว่าคุณเป็นเพื่อนร่วมงาน จริง ๆ ผมน่าจะเล่าเยอะกว่านั้น แต่ผมเองก็จำรายละเอียดไม่ได้แล้วเหมือนกันว่าได้เล่าอะไรให้เพื่อนฟังบ้าง เพราะตอนนั้นผมก็เริ่มกรึ่ม ๆ แล้ว” คุณนภัทรว่า พลางถอนหายใจออกมาเล็กน้อยแล้วพูดต่อ “นี่ถ้าคุณไม่บอก ผมก็คงไม่รู้นะเนี่ยว่าเพื่อนผมพากันไปกดติดตามคุณไว้”                 “….”                 “โซเชียลมันเป็นเรื่องส่วนตัวของคุณ เพราะงั้นคุณอึดอัดหรือเปล่า? ถ้าคุณไม่โอเคคุณจะบล็อกพวกมันก็ได้นะหรือจะให้ผมเป็นคนไปบอกพวกมันดี”                 “อ้อ! ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ได้ซีเรียสอะไรอยู่แล้ว” ผมรีบยกไม้ยกมือปฏิเสธคุณเขาทันที                 “ผมขอโทษอีกครั้งนะ คุณคงตกใจแย่” คุณนภัทรเอ่ยขอโทษย้ำ ทั้ง ๆ ที่ผมก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไร                 “ฮ่า ๆ ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมก็นึกว่าตัวเองไปสร้างเรื่องอะไรไว้เสียอีก” ผมตอบกลับไป พร้อมส่งยิ้มให้อีกฝ่ายจนตาปิด แล้วในหลังจากนั้นอาหารที่เราพากันสั่งไปเมื่อครู่นี้ก็ทยอยมาเสิร์ฟที่โต๊ะ                 เพราะเคยกินข้าวกับคุณนภัทรมาแล้วครั้งหนึ่ง นั่นจึงทำให้การกินข้าวด้วยกันครั้งนี้ มันไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับผมนัก เพราะผมสามารถชวนอีกฝ่ายคุยระหว่างการกินมื้อค่ำของเราได้อย่างสบาย ๆ โดยที่ไม่ต้องต่างคนต่างเงียบ แล้วตั้งหน้าตั้งตากินอาหารอย่างเดียว                 “คุณนภัทรก็ลองยิ้มบ่อย ๆ ดูสิครับ พี่ ๆ ในแผนกเขาถึงจะได้ไม่เกร็ง” ระหว่างที่กำลังเคี้ยวหมูกรอบอยู่ ผมก็ให้คำแนะนำคุณนภัทรไปด้วย หลังเรากำลังพูดถึงเรื่องที่พี่ในแผนกมักจะเกร็งทุกครั้งเวลาที่คุณนภัทรเดินผ่าน                 “ถ้ามันไม่มีเหตุผลให้ผมยิ้ม แล้วผมจะยิ้มได้ยังไง คนเขาคงจะหาว่าผมเสียสติน่ะสิ” คุณนภัทรตอบกลับมา                 “ถ้าคุณนภัทรคิดว่าการยิ้มมันยากเกินไป งั้นผมก็มีอีกทางหนึ่งครับ”                 “ยังไง?”                 “ไปกินข้าวกับผม….พร้อมพี่ ๆ ในแผนกครับ ผมว่าวิธีนี้มันโอเคมากเลยนะ”                 “….”                 “คุณนภัทรลองคิดดูสิ…ปกติที่บริษัทคุณจะคุยกับพวกพี่ ๆ เขาแค่เรื่องงานใช่ไหมครับ แต่ถ้าคุณนภัทรได้ไปกินข้าวเที่ยงหรือว่ามื้อค่ำกับพวกพี่ ๆ เขาสักมื้อก็น่าจะสนิทกันมากขึ้นนะครับ …เหมือนอย่างผมกับคุณไง” ผมว่า พร้อมชี้นิ้วเข้าหาตัวเองไปด้วย                 “ตอนนี้เราสนิทกันแล้วเหรอ?”                 “อ—เอ่อยังหรอกครับ แต่ว่าความสัมพันธ์เรามันก็ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนไม่ใช่เหรอครับ? เพราะว่าอย่างน้อย ๆ มื้อนี้ผมก็กล้าชวนคุณคุยแล้วนะ” ผมว่า                 “ก็จริงของคุณ” คุณนภัทรพูดเสียงแผ่ว แล้วว่าต่อ “งั้นเย็นวันศุกร์นี้…แผนกเราไปกินมื้อค่ำด้วยกันแล้วกัน ผมเลี้ยงเอง”                 “จริงนะครับ!?” ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ผมก็รีบถามอีกฝ่ายตาลุกวาวทันที                 “ก็จริงน่ะสิ ผมจะโกหกคุณทำไม”                 “งั้นผมส่งข้อความไปบอกในกลุ่มของแผนกเราเลยนะครับ”                 “ครับ ตามใจคุณ”                 เพราะได้มีโอกาสกินข้าวกับคุณนภัทรถึงสองครั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างเราจึงก้าวกระโดดมากขึ้นทั้งสองครั้ง หากเทียบกับตอนแรก ๆ ที่ผมไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ผมกลับกล้าคุยและสบตากับอีกฝ่ายมากขึ้น แถมหลังจากที่เรากินข้าวกันเสร็จ ผมก็ยังได้อินสตาแกรมของคุณนภัทรกลับมาด้วย ด้วยเหตุผลที่ว่าเหล่าบรรดาเพื่อน ๆ ของคุณเขาต่างกดติดตามผมไว้ทั้งหมด แต่ผมกับคุณนภัทรที่ทำงานด้วยกันแท้ ๆ กลับไม่ได้กดติดตามอินสตาแกรมของกันและกันไว้เลย                 “บ้าเอ๊ย! ทำไมเราถึงหุบยิ้มไม่ได้นะ” เมื่อกลับมาถึงคอนโดของตัวเองแล้ว ผมก็พูดขึ้นพร้อมระบายยิ้มออกมาจาง ๆ เพราะเพิ่งเห็นว่าคุณนภัทรได้กดติดตามผมกลับเมื่อสิบนาทีก่อน หลังจากที่เราแยกย้ายกัน 
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม