“คนเริ่มทยอยหมดแล้ว เรากลับบ้านกัน”
“เดี๋ยวเซญ่า”
ฉันร้องบอกเพื่อนให้ชะงักขา เพราะฉันยังไม่อยากกลับบ้านในตอนนี้ ถึงแม้ว่าเวลามันจะใกล้เที่ยงคืนแล้วก็ตามที ทว่ามันมีสิ่งที่สำคัญมากกว่ากลับบ้านซะอีก
“มิเรียมจะไปไหน”
“ไปรอเราที่รถ เสร็จธุระจะตามไป”
แค่นั้นฉันก็ก้าวขายาวๆ วิ่งมาหาผู้ชายคนหนึ่งที่เขากำลังจะเดินเข้าไปในห้องพักสำหรับนักแข่ง ฉันเห็นอาการของเสี่ยชลแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้จริงๆ เมื่อก้าวขามาหยุดอยู่หน้าห้องก็ต้องชะงักมือที่ยกขึ้นมาหวังจะเคาะพลันมีเสียงบทสนทนาของคนด้านในดังขัดเสียก่อน
“มึงโอเคไหมไอ้ชล”
“เสียคนรัก ใครจะโอเคได้”
ฟังจากน้ำเสียงที่เขาตอบเพื่อนแล้วดูรู้เลยว่า เสี่ยชลกำลังเสียใจที่ไม่สามารถปกป้องแฟนได้ เธอชื่อแนนนี่ ตอนนี้ขึ้นรถไปกับผู้ชายที่แข่งชนะซะแล้ว เพราะตอนฉันวิ่งมาสายตาเหลือบเห็นว่าเขาเดินโอบเอวเธอขึ้นรถยนต์ส่วนตัวไป
“แนนไม่ได้รักมึงชล”
“คราม!”เสี่ยชลกระแทกเสียง
“แววตาของแนนไม่เห็นจะเศร้าที่ต้องไปอยู่กับเอริค”
“........”
เสี่ยชลไม่ได้พูดอะไรอีกจนกระทั่งเสียงเปิดประตูดัง ฉันจึงรีบวิ่งเข้ามาหลบอยู่ที่ห้องน้ำก่อน ชะโงกหน้าส่องดูว่าใครที่ออกมา
“เสี่ยชล รอก่อน”ฉันรีบวิ่งหวังจะให้ทันผู้ชายที่สนใจ เสี่ยชลกำลังจะเปิดประตูรถ ฉันเลยวิ่งไปหาอย่างไม่ลังเล
“เชี่ย! อะไรของเธอเนี่ย”การเจอกันในระยะประชิดครั้งแรกค่อนข้างไม่สวยงามเลย ดันวิ่งแล้วเบรกขาตัวเองไม่อยู่พุ่งชนหลังของเขาเต็มแรง
“เอ่อ สวัสดีค่ะ คือฉันชื่อมิเรียม”
“แล้วไงวะ?”นัยน์ตาสีดำสนิทบ่งบอกเพียงความเย็นชา เพียงแค่ปรายตามองก็สามารถทำให้รู้สึกถึงความกดดันได้ไม่ยาก ฉันกำลังเกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย
“ยัยบื้อ ถามไม่ได้ยินหรือไง”เสียงนั้นทำให้หลุดจากภวังค์ความคิดนั่น
“เสี่ยชลไม่ต้องเสียใจนะ ยังมีมิเรียมอยู่ทั้งคน”
“ไอ้เอริคส่งเธอมาเยาะเย้ยฉันงั้นสิ”
“เปล่าค่ะ มิเรียมมาเอง”ฉันรีบแจ้งความจำนงค์ให้เสี่ยชลฟัง เดี๋ยวจะถูกเข้าใจผิดคิดว่าฉันคือคนที่นายเอริคอะไรนั่นส่งมา
“เฮอะ!คงบ้าความหล่อฉันสินะ”
“หล่อใช่ค่ะ แต่มิเรียมจะจีบเสี่ยชล”เจ้าของชื่อดูจะตกใจมากที่เจอฉันรุกหนักขนาดนี้ คือฉันอยากได้เสี่ยชลมาเป็นผัว
“ไม่ชอบ”
“เอ๋?”
“อย่างเธอไม่ใช่สำหรับฉันหรอก เลิกฝันซะ”
ถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยมาสักครู่ไม่รู้สึกจุกสักนิด ฉันยังคงยืนยิ้มร่าไม่ยอมแพ้ต่อคำห้ามปรามนั้น
“ยิ้มอะไรของเธอ ยัยน่ารำคาญ”
“ให้ค่ะ”
ฉันยืนบางอย่างส่งให้เสี่ยชล เขาขมวดคิ้วเป็นปมไม่ยอมรับมันสักที ฉันเลยถือวิสาสะยัดมันใส่มือของเขา
“ไม่เอา”เขาดันคืนมา
“ต้องเอาค่ะ มิเรียมอยากให้เอา”
“ก็บอกไม่เอาไงวะ พูดไม่รู้เรื่อง”
“เอาเถอะนะ มิเรียมเต็มใจให้เอาจริงๆ”ฉันยังคงพยายามยัดเยียดของให้เสี่ยชล ทว่าเขากลับจะไม่รับท่าเดียว
“ตื้อจริงๆ”เขาเกาหัวอย่างไม่สบอารมณ์
“เอาแค่นี้เอง เสี่ยชลจะตายหรือไง”
“ยัยนี่ กล้าดียังไงมาพูดจากับคนอย่างฉัน”
“ขอโทษค่ะ รับเถอะนะคะ”
ฉันขมวดคิ้วกับเสียงที่อ่อนหงอยคล้ายรู้สึกผิดที่ไม่ระวังคำพูดจา ทว่าฉันยังมีความพยายามที่จะให้เขาเอา หมายถึงเอาของฝากที่ถือติดมือมาด้วย ไม่ได้สื่อถึงเอาอย่างอื่น
“ยุ่งว่ะ”เขาขมวดคิ้วดุแต่ถอนหายใจอย่างเนือยๆ
“ทานแล้วอารมณ์จะดีนะ”เสี่ยชลเลิกคิ้วมองฉันที่ทำดื้อจะต่อรองกับผู้ใหญ่
“เธอนี่แม่งดื้อจริงๆ”
“มิเรียมดื้อใช่ไหม?”แถมฉันยังรู้ตัวเองอีก
“เออ โคตรๆ”
เขาไม่ปฏิเสธแต่น่าแปลกใจ แววตาของเสี่ยชลมีแววหม่นวูบประหลาด ในดวงตาที่บ่งบอกว่ากำลังรู้สึกแย่กับเรื่องบางอย่างไว้
“เสี่ยชลคะ มิเรียมจะกลับบ้านแล้วนะ”
“เรื่องของเธอ ไม่เห็นเกี่ยวกับฉัน”
ว่าจบเขาก็เปิดประตูติดเครื่องยนต์เร่งเครื่องสุดกำลัง ฉันยืนมองรถที่เคลื่อนห่างจนลับตา หมุนตัวกลับมาที่รถของเพื่อน
“นั่นถุง เซญ่าจอดก่อน”
“จอดทำไม อีกนิดก็ถึงบ้านแล้ว”
“เราบอกให้จอดไง จอดๆ”
เซญ่าชะลอความเร็วตบไฟเลี้ยวจอดข้างทาง ฉันรีบวิ่งลงจากรถปรี่ไปหาถุงใบนั้นที่ฉันใส่ของมา ฉันจำมันได้แม่นว่าในนั้นมีอะไรอยู่
“อะไรเนี่ย คนเขาอุตส่าห์มีน้ำใจ”
มันคือถุงขนมที่ฉันเพิ่งจะยัดเยียดให้เสี่ยชล แต่เขากลับทิ้งมันลงข้างทางอย่างไม่ใยดี ขนมแสนอร่อยที่น่าจะช่วยให้เขาอารมณ์ถูกทิ้งอย่างไร้ค่า รู้สึกหน่วงที่ก้อนเนื้อด้านซ้ายชะมัดเลย ฉันเดินคอตกกลับขึ้นมานานั่งในรถ โดยไม่พูดอะไรสักคำกระทั่งมาถึงบ้านตัวเอง
“มิเรียม”
“อื้อ เรียกทำไม”
“ไหวไหมเนี่ย”
“ไหวสิ แค่นี้เองชิวๆ”
ฉันฉีกยิ้มกว้างส่งให้เซญ่าก่อนจะขึ้นชั้นบนเข้าห้องนอนตัวเองไป ส่วนเซญ่าก็พักอยู่ห้องถัดไป ที่พูดว่าไหวนั้นก็ไม่ใช่เรื่องจริงหรอก มันค่อนข้างอธิบายยากนิดหน่อย
ฉันชื่อมิเรียม อายุ 23 ปี ทำงานเป็นพนักงานธนาคาร มีเพื่อนคนเดียวชื่อเซญ่า ชื่อออกลูกครึ่งแต่มันคือคนไทย ฉันกับเซญ่าเราเจอกันในรั้วมหาลัย คุยกันถูกคอเลยได้ซี้อย่างที่เห็น
ฉันพักอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับเซญ่ามาตั้งแต่เรียนจบจนกระกระทั่งทำงาน พื้นเพฉันคือคนขอนแก่นพ่อแม่อยู่ที่นี่เหมือนกัน แต่ฉันอยากออกมาใช้ชีวิตข้างนอก ท่านไม่ขัดข้องแต่มีข้อแม้ว่าวันหยุดต้องไปค้างที่บ้าน
“เดี๋ยวมิเรียม”
“ว่าไงคะคุณ”ฉันฉีกยิ้มถามเพื่อน
“จะออกไปไหน”
“หาเสี่ยชล”
“ไปหาผู้ชายเนี่ยนะ เชื่อเขาเลย”
เซญ่าส่ายหัวราวกับรำคาญที่ฉันบอกว่าจะไปหาเสี่ยชล ไม่สนหรอกใครก็ขัดความตั้งใจของมิเรียมคนนี้ไม่ได้ทั้งนั้น
“ก็อยากคุยกับคนที่ชอบ มันผิดตรงไหน”
“ทักก่อนมันผิด”
“ไม่ผิด”ฉันเถียงเซญ่า
“ตัวเองคือผู้หญิงนะมิเรียม”
“นี่เซญ่า อยากคุยกับเขาเราก็ต้องกล้าไหม ไม่เห็นต้องคิดอะไรมาก”
“กับบางคนเขาอาจไม่ชอบก็ได้นะเรียม”
“สมัยไหนแล้ว เราอยากคุยกับเสี่ยชลก็ต้องกล้า การที่ผู้หญิงเป็นฝ่ายทักไปก่อนหรือตามจีบผู้ชายก่อนก็ไม่ได้ดูแย่ แต่มันแสดงถึงความกล้าที่จะเปิดเผยตัวเอง ดีไม่ดี ผู้ชายอย่างเสี่ยชลอาจจะชอบก็เป็นได้”
ฉันร่ายยาวคราวนี้เซญ่าไม่ตอบอะไร คงเห็นถึงความมุ่งมั่นที่เพื่อนคนนี้จะมีแฟน แค่คิดก็ละลายแล้วอ่ะ
“ขอให้สมหวังนะคะคุณเรียม”
“มันต้องสมหวังสิ ไปนะ”
ฉันหอมแก้มเซญ่าอย่างคนอารมณ์ดี ตรงดิ่งมาที่รถยนต์ส่วนตัวติดเครื่องยนต์มุ่งหน้าไปยังร้านของเสี่ยชล
ตอนนี้ขาทั้งสองก็หยุดยืนหน้าร้านของเสี่ยชล ฉันน่ะมาที่นี่บ่อยหรือจะพูดว่ามาเจอเสี่ยชลที่นี่ครั้งแรกก็ใช่นะ ไม่ใช่สินั่นมันคือครั้งที่สองต่างหากล่ะ รู้ไหมว่ามันทำให้ฉันนึกถึงในวันนั้น...